ตอนที่ 196

“......”

ใบหน้าของเจ้าเมืองเซิงหยางมืดครึ้มลงทันที

ชายคนนี้ฆ่าแม่ทัพของเขาไปหนึ่งคน แต่เขากลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย

“มาคุยกัน….จะเริ่มจากเรื่องไหนก่อน”

มู่เหลียงทำท่าทางเหมือนกับคนที่กำลังรอคำตอบจากอีกฝ่าย

ลาวาบนตัวของเจ้าเมืองเซิงหยางเริ่มลดลง และจางหายไปแม้แต่รัศมีความร้อนก็หายไปพร้อมกัน

ก่อนที่เจ้าเมืองเซิงหยางจะถามด้วยสีหน้ามืดมน

“เฟ่ยฉี๋ได้ไปล่วงเกินท่านงั้นหรอ”

“ใช่เขาลงมือก่อน”

มู่เหลียงกอดอกและตอบกลับไป

“......”

เมื่อได้ยินคำตอบสีหน้าของเจ้าเมืองเซิงหยางก็ผ่อนคลายลง และพูดต่อ

“แต่ถึงอย่างงั้น ก็ไม่ควรจะถึงขั้นฆ่าแกงกัน”

มู่เหลียงหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะกางมือvอกและหยักไหล่

“ถ้าเป็นท่าน ท่านก็คงทำเหมือนกัน”

เจ้าเมืองเซิงหยางได้แต่นิ่งเงียบไป เพราะสิ่งที่มู่เหลียงพูดมานั้นถูกต้อง นี้คือความเป็นจริงของโลกใบนี้ผู้อ่อนแอตายผู้แข็งแกร่งรอด

“เวรกรรมแท้”

เจ้าเมืองเซิงหยางได้แต่ถอนหายใจยาว

“แต่ท่านทำให้เมืองเซิงหยางของเราเสียขุมกำลังขั้น 7 ไป ต่อจากนี้อีกหนึ่งปีคลื่นภูติจันทรุปราคาจะรับมือได้ยากขึ้น”

“คลื่นภูติจันทรุปราคาคืออะไร”

มู่เหลียงเลิกคิ้วและถามกลับ

เจ้าเมืองเซิงหยางหรี่ตาลง

“ท่านไม่รู้จักคลื่นนี้งั้นหรอ”

“บอกมา”

มู่เหลียงยกมือขึ้นและโบกสร้างเก้าอี้พร้อมกับโต๊ะหินขึ้นมา ให้พอนั่งคุยกันได้

“ท่านมีพลังขั้น 8 แท้ๆ กลับไม่รู้เรื่องคลื่นภูติจันทรุปราคาเนี้ยนะ”

เจ้าเมืองเซิงหยางนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ

“หรืออยากจะลองสู้กันอีกรอบ?”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับมองไปยังชายชราที่อยู่ตรงหน้า

“....พอแล้วไม่จำเป็นต้องสู้กันอีกแล้ว”

เจ้าเมืองเซิงหยางเมื่อได้ยินก็ถึงกับจุกขึ้นมาที่หน้าอกทันที และแทบจะกระอักเลือดจากความเจ็บแค้นใจ

มู่เหลียงนั่งไขว่ห้างพร้อมกับรอฟังสิ่งที่เจ้าเมืองเซิงหยางจะพูดต่อ

“คลื่นภูติจันทรุปราคา หรือเรียกกันอีกชื่อว่าคืนจันทร์สีเลือด”

เจ้าเมืองเซิงหยางเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่น และต่ำลง

“จันทร์สีเลือดนั้นจะเกิดขึ้นทุกหกสิบปี ในเวลานั้นผีมายาทุกตัวที่หลับใหลอยู่จะตื่นขึ้นมา”

เมื่อได้ยินรูม่านตาของมู่เหลียงถึงกับหดเล็กลง อะไรคือการที่ผีมายาทุกตัวตื่นขึ้น?

เจ้าเมืองเซิงหยางทิ้งช่วงไปเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อ

“ในคืนนั้นพระจันทร์จะกลายเป็นสีแดงราวกับเลือด และผีมายาจะเข้าโจมตีทุกอย่างที่อยู่บนพื้นดิน”

ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นเพื่อมองดูมู่เหลียง

“ปรากฏการณ์นี้เลยเรียกว่าคลื่นภูติจันทรุปราคา สำหรับเมืองเซิงหยาง”

มู่เหลียงถึงกับขมวดคิ้วและคิดภายในใจว่า มีเรื่องแบบนี้กับเมืองเซิงหยางด้วยงั้นหรอ

ก่อนที่มู่เหลียงจะถามด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“แต่ท่านบอกว่าอีกหนึ่งปีจะถึงเวลาที่คลื่นภูติจันทรุปราคาจะเกิดไม่ใช่หรอ”

“ถ้าจะให้ถูกต้องเลย ตอนนี้คงไม่ถึงหนึ่งปีแล้ว”

เจ้าเมืองเซิงหยางแก้ไขสิ่งที่พูดไป

“ไม่ถึงปี…”

มู่เหลียงขมวดคิ้วมากกว่าเก่า และรู้สึกว่ามีหลายอย่างที่ต้องทำให้เร็วขึ้น

“ไม่เคยเห็นท่านในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาก่อนเลย ท่านพึ่งจะสำเร็จขั้น 8 ได้ไม่นานงั้นหรอ?”

“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่แบบไหน”

ตอนนี้มู่เหลียงทำตัวเหมือนฟองน้ำที่ดูดซับทุกอย่าง และอยากจะรู้ความลับของโลกใบนี้

เจ้าเมืองเซิงหยางก็ยิ่งสงสัย เพราะเขาไม่ได้คำตอบแต่กลับได้คำถามแทน

และคิดว่าชายที่อยู่ตรงหน้านั้นไปหลุดมาจากป่าเขาไหนกัน

“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์คือ กลุ่มองค์กรเก่าแก่”

เจ้าเมืองเซิงหยางพูดพร้อมกับหยุดเป็นจังหวะ

“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะจัดประชุมรวมตัวมหาอำนาจต่างๆ และมีแต่ผู้มีพลังขั้น 8 เท่านั้นที่เข้าร่วมได้”

มู่เหลียงเริ่มเข้าใจได้ทันที ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงบอกไม่เคยเห็นหน้าเขาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์

“แล้วประชุมอะไรกัน”

มู่เหลียงถามต่ออย่างสงสัย

“ก็หารือเรื่องสำคัญต่างๆ เช่นการหาสาเหตุของพืชไม้ที่ตายลง ความจริงของพวกผีมายา แล้วสาเหตุที่เกิดจันทร์สีเลือด”

เจ้าเมืองเซิงหยางพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูสุขุม

“แน่นอนว่าเนื้อหาประชุมครั้งนี้คือการรับมือกับคลื่นภูติจันทรุปราคาที่จะมาถึง และการบุกของพวกผีมายา”

“น่าสนใจ”

มู่เหลียงพยักหน้าช้าๆ นั้นคือสิ่งที่เขาอยากรู้

“ท่านสนใจจะเข้าร่วมดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยงั้นรึ”

จู่ๆ เจ้าเมืองเซิงหยางก็ถามขึ้น

“เข้าร่วมแล้วได้ประโยชน์อะไร”

มู่เหลียงหรี่ตาลงและถามอย่างระมัดระวัง

“แล้วจะต้องทำอะไรบ้างหลังจากเข้าร่วมไปแล้ว”

“อย่างแรกการเข้าร่วมกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะได้รู้ความลับต่างๆ ของโลกใบนี้”

“แต่หลังจากเข้าไปแล้วสิ่งที่ต้องทำนั้นเป็นความลับไม่สามารถบอกได้”

เจ้าเมืองเซิงหยางเลยตอบอย่างแผ่วเบา

ก่อนที่เขาจะเหลือบมองไปทางภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังของมู่เหลียง และพูดเตือน

“นอกจากนนี้การแบ่งพื้นที่อาณาเขตของแต่ละมหาอำนาจก็ถูกแบ่งจัดการโดยดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเจ้าเมืองของเมืองใหญ่ทุกเมืองจะต้องเข้าร่วมด้วย

“การแบ่งอาณาเขตดินแดนก็อยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรนี้งั้นหรอ”

มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย

จากนั้นมู่เหลียงก็เริ่มครุ่นคิดมากขึ้นก่อนที่จะนิ่งไป เมืองเต่าทมิฬนั้นเคลื่อนที่ได้ เพราะงั้นแล้วมันจึงไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของดินแดนศักดิ์สิทธิ์

แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาคือ ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีโอกาสที่จะได้พบเจอความลับมากมาย

“แน่นอนว่ามีผู้ทรงอำนาจหลายคนอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และพวกเขาจัดการทุกอย่างด้วยความยุติธรรม”

เจ้าเมืองเซิงหยางพยักหน้าและอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูต่ำลง

“การแบ่งพื้นที่อาณาเขตของเมืองใหญ่ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ธรรมดา”

“เพราะงั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับฉันมากนัก”

มู่เหลียงแกล้งทำเป็นไม่สนใจ

“ไม่มีประโยชน์งั้นหรอ?”

เจ้าเมืองเซิงหยางที่ได้ยินก็ถึงกับกุมชายเสื้อแน่น และถามอย่างใจเย็น

“ท่านต้องการผลประโยชน์มากขนาดไหนกัน”

“ขอแค่หาผลึกสัตว์อสูรได้สักสามแสนก้อนก็พอ”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง และท่าทางของเขาก็ไม่ได้ล้อเล่น

“ผลึกสัตว์อสูรสามแสนก้อน!”

เจ้าเมืองเซิงหยางถึงกับตัวสั่นเมื่อได้ยิน ด้วยจำนวนขนาดนี้เขาไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริง

“ท่านล้อเล่นเกินไปแล้ว”

เจ้าเมืองเซิงหยางพูดด้วยใบหน้าที่มืดมนอีกครั้ง และคิดว่าอีกฝ่ายแค่พูดล้อเล่น

“ไม่ได้งั้นหรอ?”

มู่เหลียงพูดด้วยสีหน้าที่ผิดหวัง

เขาใช้นิ้วเคาะลงไปที่แขนเก้าอี้หิน และถามต่อ

“งั้นต้องทำอะไรบ้างในดินแดนศักดิ์สิทธิ์”

“ไม่ต้องพูดเรื่องรักษาสมดุลสันติภาพของโลกให้ฉันฟังล่ะ”

มู่เหลียงถามพร้อมกับพูดดักไว้ก่อนทันที

ในเมื่อเมืองเต่าทมิฬยังไม่มีกำลังมากพอ จะไปช่วยเหลือดูแลคนอื่นได้ไง

“.....”

เจ้าเมืองเซิงหยางที่ทำท่าจะพูดก็ถึงกับหุบปากลง

“กะไว้แล้ว”

มู่เหลียงมองด้วยสายตาที่เบื่อหน่าย

ทำให้สีหน้าของเจ้าเมืองเซิงหยางตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ

“อะไร อยากจะสู้ขึ้นมาแล้วหรอ”

มู่เหลียงลุกขึ้นยืน และทำให้หินสลายหายไปเหมือนกับโคลนและไปรวมกับพื้นดินเช่นเดิม

“ไม่สู้อีกแล้ว”

เจ้าเมืองเซิงหยางส่ายหัวอย่างไม่ลังเล

ตอนนี้เขาไม่ต้องการที่จะสู้กับผู้ชายคนนี้อีกแล้ว หากว่าพลาดท่าได้รับบาดเจ็บ การจะรับคลื่นภูติจันทรุปราคาที่จะมาถึงคงเป็นไปไม่ได้

“งั้นก็กลับไปเถอะ”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับหันหลังและจะเดินจากไป

“ช้าก่อน”

เจ้าเมืองเซิงหยางพูดขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้ว

มู่เหลียงหันหน้ากลับมาและถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่สนใจ

“มีอะไรอีก”

“แล้วพวกลูกน้องของเฟ่ยฉี๋จะไปที่ไหน”

เจ้าเมืองเซิงหยางรับรู้ถึงรัศมีพลังที่คุ้นเคยที่อยู่ไม่ไกลออกไป

“ตอนนี้เขาเป็นคนของฉันแล้ว”

มู่เหลียงตอบอย่างไม่ใยดี

“เอาเถอะ ยังไงการทดลองสร้างศพมายาก็สำเร็จแล้ว”

เจ้าเมืองเซิงหยางพูดขึ้นหลังจากคิดอยู่สักพักหนึ่ง

เขาโบกอย่างไม่สนใจและพูดต่อ

“พวกมันก็ไร้ประโยชน์แล้ว ดังนั้นก็ถือว่ามอบให้ท่านไปเลยแล้วกัน”

“ศพมายา…..คนเหล่านี้มีค่าแค่สร้างศพมายางั้นหรอ”

มู่เหลียงหรี่ตาลงและหั่นมามองด้วยสายตาที่ไม่พอใจ

“เพื่อรับมือกับคลื่นภูติจันทรุปราคา”

เจ้าเมืองเซิงหยางตอบอย่างไม่ปิดบังสิ่งใด

“แค่นั้นถึงกับต้องใช้คนบริสุทธิ์มาทำให้ติดเชื้อ แล้วสร้างศพมายางั้นหรอ?”

มู่เหลียงเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

เจ้าเมืองเซิงหยางเองก็เริ่มกดดันขึ้นมาและตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักใจ

“นั้นเป็นฝีมือของเฟ่ยฉี๋ตอนนี้มันก็ตายไปแล้ว”

เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ

“นอกจากนี้แล้ว เพื่อประโยชน์สุขแก่เมืองเซิงหยางจำเป็นต้องมีผู้เสียสละ”

“ไม่สำนึกเลยสินะ”

มู่เหลียงพูดอย่างประชด

“ท่าน…คลื่นภูติจันทรุปราคาไม่ใช่อะไรที่จะรับมือง่ายๆ ถ้าหากท่านเห็นความหมายของมันก็เข้าร่วมกับเมืองเซิงหยางและสู้ไปด้วยกัน”

“ไม่ต้องพูดมาก มันยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจ รอจนกว่าฉันจะเข้าร่วมประชุมดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก่อน”

มู่เหลียงตอบ

“ถ้างั้นนี่คือที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์”

เจ้าเมืองเซิงหยางหยิบม้วนหนังสัตว์ออกมาจากเสื้อและโยนให้มู่เหลียง

มู่เหลียงรับอย่างไม่เต็มใจ และเปิดม้วนหนังดู และพบว่ามันคือแผนที่ไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์และยังมีอีกหลายเมืองที่เขาไม่รู้จับเขียนอยู่บนแผนที่ด้วย ทำให้เขาไม่สามารถที่จะใช้มันอ้างอิงตำแหน่งของเขาได้

“ถ้ามีเวลาฉันจะไป”

มู่เหลียงสบัดม้วนหนังสองสามครั้งก่อนที่จะยัดเข้าไปในเสื้อคลุมของเขา

“ตกลง”

เจ้าเมืองเซิงหยางพยักหน้า

เขาได้มอบลูกน้องของเฟ่ยฉี๋ให้มู่เหลียงไปแล้ว ซึ่งนั้นคงทำให้เขาจำเรื่องนี้ได้

ก่อนจะไปมู่เหลียงหยุดชะงักและถามลอยๆ ขึ้นมา

“ท่านรู้จักเหมืองเกลือไหม”

“เหมืองเกลือ….เหมืองเกลือแห่งเมืองหมื่นอสูรนะหรอ”

เจ้าเมืองเซิงหยางตอบโดยไม่รู้ตัว

“ใช่ ขอบคุณที่ตอบ”

ใบหน้าของมู่เหลียงดูนิ่งสงบหลังจากที่ได้ฟัง

เขาประหลาดใจมากที่ปรากฏว่าเหมืองเกลือนั้นอยู่ที่เมืองหมื่นอสูร

เจ้าเมืองเซิงหยางหรี่ตาลงและพูดอย่างใจเย็น

“ฉันไม่รู้อะไรมากนัก รู้เพียงแค่มีเหมืองเกลือที่เมืองหมื่นอสูรเท่านั้น และเกลือที่ทุกเมืองมีใช้มาจากเมืองหมื่นอสูร”

“ลาล่ะ”

คราวนี้มู่เหลียงตั้งใจจะไปจริงๆ แล้ว เขาได้ข้อมูลมามากพอแล้วสำหรับตอนนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป

“ช่างเป็นคนที่แปลกประหลาดจริงๆ”

เจ้าเมืองเซิงหยางหรี่ตาลงและมองดูมู่เหลียงหายจากไปทางเมืองเต่าทมิฬ

เขารู้ว่าชายคนนี้แข็งแกร่งเท่ากับขั้น 8 และอายุยังน้อยมาก ไม่แปลกที่จะไม่เป็นที่รู้จัก

เขาเงยหน้าขึ้นและมองไปยังสัตว์อสูรยักษ์ตรงหน้า และรู้ตัวว่าชายผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

เจ้าเมืองเซิงหยางหันหลังกลับ และมุ่งตรงสู่เมืองเซิงหยาง และเตรียมที่จะส่งคนของเขาออกไปตรวจสอบเรื่องของเมืองเต่าทมิฬ โดยเฉพาะเรื่องของเจ้าเมืองเต่าทมิฬผู้ลึกลับ