ครืน!!!
เวลานี้เต่าทมิฬกำลังเงยหัวของมันขึ้นมา
เสาหินมากมายได้ผุดขึ้นมาจากพื้นดินทำเป็นถนนยาวออกไปบนท้องฟ้า
ฉากนี้มันดูอลังการจนทำให้ต้องอ้าปากค้าง
ถนนหินพวกนี้เหมือนกับถนนจากสวรรค์ที่มุ่งตรงไปยังเมืองปักษา
บรู๊วว
หมาป่าจันทราวิ่งไปตามทาง พร้อมกับขนที่ปลิวไสวไปตามการเคลื่อนไหวของมัน
เสี่ยวไกเองก็ลากรถม้าด้วยความเร็วที่คงที่
ที่ชั้นบนของเมืองปักษา
ชาหลัวกับชาหน่าได้ยินเสียงดังแปลกๆ จึงเดินออกมาจากตำหนักเจ้าเมือง และตกใจกับการเคลื่อนไหวที่อยู่ตรงหน้า
เหนือพื้นดินไปห้าร้อยเมตร มีถนนยาวทอดมาตลอดทางจนใกล้ถึงเมืองปักษา
“มันไม่อึกทึกไปหรอ”
ชาหลัวกระพือปีกพร้อมกับทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เธอลอยอยู่ที่ความสูง 800 เมตร และมองดูขบวนรถม้าของมู่เหลียงที่วิ่งเข้ามา
ชาหน่าบินตามน้องสาวมาติดๆ และมองไปยังถนนหินที่ใกล้เข้ามาด้วยสายตาที่จริงจัง
และชาหน่าก็พูดออกมาอย่างคาดเดา
“หรือว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬจะเป็นผู้ตื่นปฐพี”
พลังของผู้ตื่นขั้น 8 นั้นน่ากลัวเกินไปจริงๆ เขาสามารถที่จะถล่มเมืองปักษาได้ทุกเมื่อ และหากเป็นจริงเมืองปักษาคงพังพินาศภายในไม่กี่อึดใจ
“เราไม่สามารถทำให้เขาขุ่นเคืองใจได้”
ชาหน่าพูดพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อกกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
ในที่สุดถนนหินก็เชื่อมต่อเข้ากับชั้นบนของเขาปักษา หากมองดูไกลๆ จะเหมือนมีทางเชื่อมระหว่างสองภูเขา
“ท่านเทพบุตร พวกเราควรทำเช่นไร”
เค่อม่าบินเข้ามาที่ด้านหลังของชาหน่าและถามขึ้น
“อีกฝ่ายมาเพราะถูกรับเชิญ เพราะงั้นทุกคนควรให้ความใส่ใจ”
“ขอรับ”
เค่อม่าเม้มปาก
การมาครั้งนี้ของมู่เหลียงดูเอิกเกริกเกินไป หากคนที่ไม่รู้อาจจะคิดว่านี้คืออการบุกรุกก็ได้
บรู๊วว
หมาป่าจันทราหอนขึ้นมาเมื่อเข้าสู่ชั้นบนของภูเขา และหยุดนิ่งที่ลานกว้าง
เสี่ยวไกชะลอความเร็วลง และดึงรถม้าให้หยุดกับที่ทำให้เกิดฝุ่นตลบขึ้นมา
ประตูรถม้าเปิดออก และมู่เหลียงก็ก้าวเดินออกมาจากรถม้า และมองไปยังเมืองปักษาที่อยู่ตรงหน้า
สภาพแวดล้อมภายนอกนั้นแย่มาก
มู่เหลียงหันไปกลับที่รถม้าและยื่นมือไปรับหยู่ฉินหลานลงจากรถม้า
เธอเอาเสื้อคลุมหลวมๆ ติดตัวมาด้วย และคลุมร่างเอาไว้ไม่ให้ฝุ่นกับทรายพัดเข้าผมและหน้าของเธอ
“ยินดีต้อนรับท่านเจ้าเมือง”
ชาหลัวกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ฉันมาตามนัดแล้ว”
มู่เหลียงยิ้มให้เหมือนกัน
ชาหน่าพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ท่านเจ้าเมือง มาทางนี้ผมจะพาไปห้องจัดเลี้ยงเอง”
“ไปกันเถอะ”
มู่เหลียงพยักหน้า
แล้วสองพี่น้องก็พามู่เหลียงเข้าไปยังตำหนักเจ้าเมืองปักษา
เมื่อทั้งหมดมาถึงห้องแห่งหนึ่งชาหลัวก็หยุดลงและผลักประตูไม้ให้เปิดออก
“เชิญ”
ชาหน่าพูดขึ้นพร้อมกับปล่อยให้มู่เหลียงและคนอื่นๆ เดินเข้าไปในห้องก่อน
มู่เหลียงเองก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป และเดินเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงทันที
เมื่อเข้ามาถึงมู่เหลียงก็หยุดชะงักไปเล็กน้อยตรงหน้าของเขาเป็นโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ทำมาจากไม้ โดยที่ชาเค่อฟูนั่งอยู่ตรงที่นั่งหลัก และกำลังเฝ้ามองอยู่
บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยอาหารหลายอย่าง และมีบางจานดูเหมือนกับหมี่เปรี้ยวเผ็ดที่พึ่งอุ่นร้อนๆ ด้วย
มู่เหลียงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย งานเลี้ยงกลับมีหมี่เปรี้ยวเผ็ดที่ขายจากถนนการค้าเมืองเต่าทมิฬอยู่ด้วย
ก่อนที่เขาจะเหลือบไปมองอาหารจานอื่น ก็เห็นเป็นเนื้อตากแห้ง อาหารจานผักที่ดูไม่มีความสด และซุปที่ทำมาจากอะไรไม่รู้ สีสันไม่น่ารับประทานแม้แต่น้อย
มู่เหลียงจึงเข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมหมี่เปรี้ยวเผ็ดถึงมาตั้งอยู่บนโต๊ะได้
“ขออภัยด้วยที่พวกเรามาสาย”
หยู่ฉินหลานกล่าวขอโทษด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ฮ่าๆ ไม่เป็นไร เชิญนั่งก่อน”
ชาเค่อฟูหัวเราะและน้อยและเชิญทุกคนนั่ง
ที่จริงแล้วเมืองปักษานั้นไม่ได้มีอาหารดีๆ และเมื่อลองหาดูแล้วไม่มีอะไรมาลองรับแขกได้ดีเท่าหมี่เปรี้ยวเผ็ดนี้อีกแล้ว
มู่เหลียงพยักหน้าเล็กน้อย
หยู่ฉินหลานก้าวไปด้านข้าง และดึงเก้าอี้ให้มู่เหลียงนั่งลงตรงข้ามกับชาเค่อฟู
ก่อนที่เธอจะนั่งลงที่ข้างซ้ายของมู่เหลียงด้วยท่าทางอันงดงามดูสะดุดตา
หลังจากนั้นเหล่าลูกๆ ของชาเค่อฟูก็นั่งลง
ชาเค่อฟูยื่นมือออกไปและพูดขึ้น
“ไม่ต้องเกรงใจคิดว่าอยู่บ้าน”
ชาหน่าและชาหลัวต่างมองหน้ากันและรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“ทำไมเราไม่คุยไปกินไปล่ะ”
มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย
เขารู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ ไม่ยอมกินให้อิ่มก่อนที่จะมา
หยู่ฉินหลานเม้มปากและพยายามที่จะไม่แสดงสีหน้าที่หยาบคายออกมา
“จะให้เรียกท่านว่าอะไรดี”
ชาเค่อฟูเริ่มสังเกตชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า
และถอนหายใจภายในใจ เหตุใดอีกฝ่ายถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ ทั้งที่อายุเพียงเท่านี้ มันช่างต่างกันเหลือเกินทั้งที่มีพลังขั้น 8 เหมือนกันก็ตาม
“มู่เหลียง”
มู่เหลียงตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ และแววตาของเขากลับฉายออกถึงความลึกลับ และไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ จนไม่มีใครกล้าสบตาของเขาตรงๆ
ชาเค่อฟูพยักหน้าเบาๆ และเริ่มแนะนำตัวเอง
“ชาเค่อฟู เป็นผู้นำของเมืองปักษา”
เขายังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้านั้นแข็งแกร่งกว่าเขารึป่าว
“ยินดีที่ได้รู้จัก”
มู่เหลียงยิ้ม
ชาเค่อฟูจึงถามต่อ
“ท่านมู่เหลียง ท่านคิดจะอยู่ที่เมืองปักษานานแค่ไหน”
“สักสิบวัน หลังจากวันที่สิบแล้วพวกเราจะออกเดินทางต่อ”
มู่เหลียงหยิบถ้วยชาที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาและจิบ
มันคือชาประกายแสงที่ขายจากถนนการค้าเหมือนกัน
“เร็วขนาดนั้นเลยหรอ”
ชาหลัวอุทานออกมาก่อนที่จะเอามือปิดปาก พร้อมกับแสดงสายตาที่รู้สึกผิด
“สิบวันต่อหนึ่งเมืองก็เพียงพอแล้ว”
มู่เหลียงวางถ้วยชาลงและตอบ
“นั้นสั้นเกินไป อย่างน้อยก็ต้องสักหนึ่งเดือนสิ”
ชาหลัวพูดเบาๆ กับตัวเอง และแสดงออกถึงความผิดหวัง
หยู่ฉินหลานเลยยิ้มออกมาก่อนที่จะพูดกึ่งจริงกึ่งเล่น
“ถ้าเช่นนั้นคุณหนูก็ออกเดินทางไปกับเมืองเต่าทมิฬได้นะ”
“ห้าม”
“ไม่ได้เด็ดขาด”
ก่อนที่เด็กสาวจะพูดอะไรทั้งชาหน่ากับชาเลาก็พูดขึ้นมาทันที
“ทำไมไม่ได้ล่ะ!”
ชาหลัวพูดขึ้นด้วยความรู้สึกน้อยใจ
ชาหน่าพูดอย่างจริงจัง
“โลกภายนอกนั้นอันตรายเกินไป น้องยังเด็กอยู่”
ชาหลัวพูดด้วยน้ำเสียงที่โมโห
“ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ อายุก็ต้อง 18 ปีแล้ว ตอนนี้โตพอที่จะแต่งงานออกเรือนได้แล้ว”
การที่ชาหลัวไปที่ชั้นแรกของเมืองบ่อยๆ ทำให้เธอได้ยินเรื่องพวกนี้มาจากชาวบ้านที่เธอรู้จัก
“นี้น้องกำลังพูดจาไร้สาระอะไร พออายุ 18 จะแต่งงานได้ไปฟังมาจากไหน”
ชาเลาพูดพร้อมกับขมวดคิ้ว
“แล้วลูกจะแต่งกับใคร?”
ชาเค่อฟูถามด้วยความประหลาดใจ
“เรื่องนั้น….”
สีหน้าของชาหลัวแข็งทื่อไปทันทีเมื่อโดนรุมถาม
“อะแฮ่มๆ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า”
มู่เหลียงไอสองสามครั้ง และเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
มีร่องรอยของความรู้สึกอับอายบนใบหน้าของชาเค่อฟู ก่อนที่เขาจะพูดขึ้น
“ต้องขออภัยด้วย ที่แสดงให้เห็นเรื่องน่าอายแล้ว”
สามพี่น้องนั่งหุบปากเงียบทันที
“ท่านชาเค่อฟู ทำไมเราไม่เปิดอกแล้วพูดกันแบบตรงไปตรงมาเลยล่ะ ว่าต้องการสิ่งใด”
แววตาของมู่เหลียงเป็นประกายเมื่อพูดออกมา
การชวนมางานเลี้ยงแบบนี้แปลว่าต้องมีเรื่องที่อยากจะพูดคุยหรือต่อรองด้วย
เปิดอกคุยกัน…คิ้วของหยู่ฉินหลานถึงกับขมวดเล็กน้อย วันนี้มู่เหลียงพูดคำแปลกๆ อีกแล้ว
การแสดงออกของชาเค่อฟูถึงกับจริงจังขึ้นมาทันที และพูดสิ่งที่เขาคิดอยู่ภายในใจ
“เมืองปักษาอยากสร้างช่องทางการค้ากับเมืองเต่าทมิฬ”
“ช่องทางการค้า?”
มู่เหลียงเลิกคิ้วเล็กน้อย และมองไปยังชายสูงวัยตรงหน้า
“ใช่ เมืองของท่านมีแต่สินค้าที่วิเศษมาก แล้วเมืองปักษาเองก็เป็นเหมือนกับสถานที่ที่จะพาทุกคนไปไหนก็ได้อย่างรวดเร็ว”
ชาเค่อฟูพูดก่อนที่จะหยุดไปพักหนึ่ง และมองไปทางมู่เหลียงด้วยรอยยิ้ม
“รวมไปถึงพาใครก็ได้เข้าออกเมืองเต่าทมิฬด้วย”
“เช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หากว่านกขนส่งของท่านสามารถหาเมืองเต่าทมิฬเจอ”
มู่เหลียงหรี่ตาลงและคิดตาม จากนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย
สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเมืองเต่าทมิฬ และสร้างรายได้เป็นผลึกสัตว์อสูรจำนวนมหาศาล
“อย่าได้กังวลไปนกเหล่านี้สามารถหาจุดหมายของมันได้”
ชาเค่อฟูกระพือปีกเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ยินดี
การเจรจาในข้อแรกสำเร็จแล้ว ซึ่งหมายความว่าอาหารภายในตำหนักเจ้าเมืองจะเปลี่ยนไปในอนาคต
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved