ตอนที่ 66

ระหว่างทางที่กลับไปยังโรงเตี๊ยม

เหล่าทหาร และทีมนักล่าที่เดินลาดตระเวน เมื่อเห็นกลุ่มของมู่เหลียงก็ได้แต่ผงะและถอยห่างออกไปทันทีราวกับว่ามีตัวอักษรเขียนว่าห้ามยุ่งอยู่บนหน้าของพวกเขา

ลี่เยว่เริ่มเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่อีกต่อไปจึงถามคำถามกับมู่เหลียง

“นี่ มู่เหลียงทำไมนายถึงไม่ยอมรับตำแหน่งนายหัวของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ล่ะ?”

“ฉันคิดจนปวดหัวแล้วว่าทำไมนายถึงปฏิเสธไปแบบนั้น

มู่เหลียงไม่ตอบเขายิ้มให้เล็กน้อย พร้อมกับยิงคำถามกลับไป

“แล้วลี่เยว่คิดว่าการเป็นนายหัวของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ดียังไง”

“เยอะแยะเลย ไม่ต้องอดอยากอีก มีคนคอยดูแลคุ้มกัน มีน้ำดื่มน้ำใช้เท่าที่ต้องการ”

ลี่เยว่เริ่มเอานิ้วขึ้นมานับข้อดีไปทีละข้ออย่างออกรสออกชาติ

“ลี่เยว่ แต่…”

มินโฮนั้นยกมือขึ้นราวกับจะเรียกสติลี่เยว่

“แต่สิ่งที่ลี่เยว่พูดมา มันมีทั้งหมดเลยที่บ้านบนหลังของเต่าทมิฬน้อย”

“อ้ะ….จริงด้วย……อ๋อ…ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว”

ลี่เยว่ทำท่าคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะทำท่าคิดออก

ใช่แล้วทุกอย่างที่ตำแหน่งนายหัวแห่งกลุ่มนี้มี บนหลังของเต่าทมิฬมีทั้งหมด และอาจจะมากกว่าที่นายหัวของกลุ่มจะมีได้เสียอีก

“ตอนนี้เธอคงรู้คำตอบแล้วนะ”

มู่เหลียงบิดขี้เกียจขึ้น ก่อนที่จะพูดอย่างสบายๆ

“เพราะงั้น ฉันคงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนั้นอีกแล้ว”

“ใช่”

ลี่เยว่เม้มปากก่อนที่จะยิ้มออกมา

“มู่เหลียงเราจะกลับไปหาเต่าทมิฬน้อยเมื่อไหร่”

มินโฮถามขึ้นด้วยความกระตือรือร้น

แม้ว่าเธอพึ่งจากเต่าทมิฬมาได้ไม่ถึงวันเลยด้วยซ้ำ แต่เธอก็กลับคิดถึงมันแล้ว

“ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และธุรอื่นภายในค่ายแห่งนี้ แต่ไม่ต้องกังวลไปยังไงเราก็จะกลับไป”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับกระพริบตาสองสามครั้ง

แล้วลี่เยว่ก็หยุดเดิน และพูดออกมา

“มู่เหลียง….ฉันลืมไปเลยว่าจะต้องไปหาเพื่อนของฉัน”

ที่จริงเธอต้องออกไปตามหาหยู่เฟ่ยหลังจากมืดแล้ว แต่มันได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นก่อนจนเธอนั้นลืมไปเลย

“ต้องการให้เราสองคนไปด้วยไหม?”

มู่เหลียงถามมขึ้นพร้อมกับเลิกคิ้ว

“อือ….”

ลี่เยว่ทำท่าครุ่นคิดก่อนที่จะส่ายหัวและตอบ

“ไม่ดีกว่า สถานที่นัดพบของเราค่อนข้างแคบ”

ที่จริงแล้วเธอกลัวว่าหากพาทั้งสองคนไปด้วยจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมากกว่า

“งั้นก็ ระวังตัวด้วยแล้วกัน”

มู่เหลียงพูดเตือน

“เข้าใจแล้ว”

ลี่เยว่พยักหน้าตอบอย่างเชื่อฟัง

“งั้นเราสองคนกลับกันก่อนเถอะ เธอเองก็รีบกลับมาด้วยละ”

มู่เหลียงพามินโฮเดินไปยังโรงเตี๊ยมทันที ปล่อยให้ลี่เยว่ยืนอยู่ตรงนั้น

เมื่อลี่เยว่เห็นว่าทั้งสองเดินลับสายตาไปแล้ว เธอก็หันหลังกลับยังรวดเร็วและเข้าไปในตรอกมืด

เธอเดินไปตามซอยและมุมมืดๆ ของอาคารบ้านเรือน พร้อมกับนัยน์ตาของแหยี่ยว เพื่อมองหาร่องรอยที่เพื่อนของเธอทิ้งเอาไว้

ตั้งแต่ได้รับหยดน้ำตานางฟ้ามา ทำให้การกัดกินของโรคผีมายานั้นน้อยลง ทำให้สามารถใช้พลังจากความสามารถที่โรคนี้มอบให้ได้อย่างไร้ความกังวล

“นังหยู่เฟ่ย ลืมทำเครื่องหมายทิ้งไว้อีกแล้วงั้นหรอ?”

ลี่เยว่ออกเดินหาไปรอบๆ และสาดส่องสายตาไปทั่ว เพื่อจะหาเครื่องหมายกลุ่มสี่สหาย

รูปร่างของเครื่องหมายนี้มีแค่คนในกลุ่มเท่านั้นที่รู้จัก และเข้าใจความหมายของมัน

ทุกๆ ครั้งที่แยกย้ายกัน พวกเขาจะสื่อสารกันผ่านสิ่งนี้ เช่นกำลังจะไปไหน อยู่ที่นี่ หรือแอบซ่อนตัวอยู่

และเครื่องหมายพวกนี้จะถูกเขียนขึ้นตามมุมอาคารหรือสถานที่นัดแนะกัน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปฝุ่นมักจะมาเกาะทำให้ต้องออกมาทำเครื่องหมายใหม่บ่อยๆ

เพราะงั้นหากว่ายังไม่ได้จากไปไหนไกล หรือยังอยู่ที่เดิมร่องรอยก็ไม่ควรจะเก่าเกินไป

ทันใดนั้นลี่เยว่ก็นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง

“หรือว่ายัยหยู่เฟ่ยจะไม่ออกมาจากที่ซ่อนตัวเลยตั้งแต่ฉันออกไป….”

“หรือว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้น..!!”

สีหน้าของลี่เยว่เริ่มวิตก

เมื่อคิดถึงสิ่งที่พอจะเป็นไปได้ เธอจึงรีบวิ่งไปในตรอกมืด และไปยังพื้นที่ชายขอบของค่ายซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าแรงงาน ที่ติดๆ อยู่กับพื้นที่ส่วนในของคนที่เสียภาษีให้ค่าย

หญิงสาวมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง และผุบหายเข้าไปในซอยมืดอีกครั้ง

ปั๊ก!!

ลี่เยว่ได้จัดการทำให้คนที่อยู่ในซอยนั้นสองสามคนสลบ และเดินเข้าไปถึงกลางซอย

แคร็ก!

ลี่เยว่เปิดแผ่นไม้ที่อยู่ตรงมุมกำแพงออก เผยให้เห็นช่องอุโมงค์ลับลงไปใต้ดิน

“หยู่เฟ่ย เธออยู่ในนี้รึป่าว”

ลี่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงที่กระซิบเข้าไปในทางลับนี้

แต่ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา

“หรือว่าเธอจะลืมออกมาสร้างเครื่องหมาย”

ลี่เยว่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปดู

เธอกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะมุดเข้าไปในช่องลับนี้

ลี่เยว่เมื่อเข้าไปแล้วก็เอาแผ่นไม้มาปิดทางเข้าไว้เช่นเดิม ก่อนที่จะดึงเชือกข้างๆ ผนังทำให้แผ่นกระดานบนหัวของเธอเลื่อนออก

“กลิ่นนี้มัน!! โอ้ยยัยหยู่เฟ่ยจอมซื่อบื้อ!! นี้คงทำการทดลองทั้งวัน จนไม่ได้ทำความสะอาดเลยสินะ!”

ลี่เยว่ถึงกับย่นจมูก และใช่มือปิดช่องจมูกตรงหน้ากากทันที

ก่อนที่เธอจะรูดม่านทึบออก จนมีพอแสงส่องเข้ามาทำให้เธอนั้นถึงกับตกตะลึงกับฉากที่เห็น

ร่างกายของหญิงสาวผมทองที่กำลังนอนอยู่บนกองเอกสารและม้วนบันทึกมากมาย

“ที่แท้ก็นอนอยู่นี่เอง”

ลี่เยว่ถึงกับโล่งอก

ก่อนที่เธอจะมองไปรอบๆ และเห็นซากจานไม้ที่ไม่ได้ล้าง ถังไม้ ลังไม้กระจัดกระจายไปหมด

สิ่งเหล่านี้คือของส่วนตัวของหยู่เฟ่ย และมีลี่เยว่เท่านั้นที่รู้ค่าของมัน

“พวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ 20 วันได้แล้ว แต่ยัยนี่ก็ยังทนอุดอู้อยู่ได้”

ลี่เยว่นั้นอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างอนาถใจ

ก่อนที่เธอจะดึงหนังสัตว์ที่ห่มร่างของหยู่เฟ่ยออก

“หือ..!?”

หยู่เฟ่ยนั้นรู้สึกแปลกๆ ราวกับมีอะไรเคลื่อนไหว เธอจึงหรี่ตาขึ้นมาดู และเห็นโครงร่างรางๆ และด้วยความตกใจเธอจึงชกหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว

“ฉันเอง!”

ลี่เยวืส่งเสียงขึ้นทำให้หมัดนั้นหยุดชะงักอย่างเฉียดฉิวตรงหน้าของลี่เยว่ หากว่าเธอไม่ส่งเสียงขึ้นหมัดนี้คงขยี้ดั้งของเธอจนแหลก

“เสียงนี้มัน….ลี่เยว่หรอ”

หยู่เฟ่ยนั้นลืมตาขึ้นจนเห็นนัยน์ตาสีทองที่ดูสดใส ก่อนที่วินาทีต่อมาเธอจะเริ่มขยี้ตาหลายครั้ง

ด้วยความมึนงงว่าเหตุใดที่อยู่ตรงหน้าของเธอ กลับเป็นผู้หญิงสวมหน้ากาก

“เดี๋ยวแกเป็นใคร!”

หยู่เฟ่ยนั้นขมวดคิ้วขึ้น ก่อนที่จะอยู่ในท่าเตรียมพร้อม

“ลี่เยว่น้อยของข้าไม่มีทางที่จะใส่เสื้อผ้าสะอาด และดูดีแบบนี้ได้”

“ฉันนี่แหละลี่เยว่ตัวจริง….ทำไมเธอถึงซื่อบื้อแบบนี้ตลอดเลย”

ลี่เยว่ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง และกำลังแสดงออกถึงความปวดหัวอย่างมาก

“โอ้!! ลี่เยว่น้อยจริงๆ ด้วย!”

หยู่เฟ่ยเลิกคิ้วขึ้น และแสดงสีหน้าออกถึงความดีใจ และอ้าแขนกอดลี่เยว่อย่างคิดถึง

“เดี๋ยวๆ พอหยุดเลย”

ลี่เยว่ถึงกับกลอกตาขึ้นบน เพราะได้กลิ่นเหม็นที่รุนแรงจากตัวของหยู่เฟ่ย

“โห! ดูตอนนี้สิ!! ลี่เยว่น้อยของฉันทั้งตัวหอม และผิวนุ่มนิ่มมาก”

“เหออ”

ลี่เยว่ถอนหายใจ ปล่อยให้หยู่เฟ่ยนั้นถูกแก้มของเธอเหมือนกับสัตว์ตัวเล็กๆ ที่กำลังอ้อนแม่ของมัน

นี่เป็นสิ่งที่สาวซื่อบื้อคนนี้ชอบทำ

“รู้แล้วๆ พอก่อน!”

ลีเยว่ดึงตัวของหยู่เฟ่ยออกจากตัว

เธอมองไปยังเพื่อนของเธอที่กำลังทำหน้าสงสัย ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงดุ

“นี้เธอบื้อหรืองี่เง่ากันแน่!! ที่อุดอู้อยู่แต่ในนี้”

“ฉันไม่ได้บื้อหรืองี่เง่าสักหน่อย หลายวันมานี้ฉันเองก็ศึกษาหาวิธีการปรุงยารักษาโรคผีมายาตลอด”

หยู่เฟ่ยตอบอย่างไร้เดียงสาและไม่รู้สึกผิดปกติอะไรเลย

“แล้วอยู่ที่นี่มากี่วันแล้ว”

ลี่เยว่ถามด้วยความสงสัย

เธอไม่ได้สนใจหรอกว่าหญิงสาวคนนี้จะบื้อหรืองี่เง่า แต่การกระทำของเธออาจจะไปสะดุดตาใครเข้าให้

“23 วัน!”

หยู่เฟ่ยตอบออกมาทันที

“เหอ…ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าหัวของเธอมันทำงานยังไงทั้งที่ปกติออกจะซื่อบื้อ แต่ไหนกลับเก่งเรื่องตัวเลขนัก”

ลี่เยว่บ่นเกี่ยวกับตัวของหยู่เฟ่ย

“ทำไมล่ะ การจำตัวเลขนั้นง่ายจะตายไป”

หยู่เฟ่ยตอบอย่างมึนงง

“แล้วฉันจะมาเถียงกับเธอเรื่องนี้ทำไมเนี่ย”

ลี่เยว่ตบไปบนหน้าผากของเธอด้วยความรู้สึกกลุ้มใจอย่างบอกไม่ถูก

ก่อนที่เธอจะมองไปยังจานชาม และถังไม้ที่วางละเกะละกะไปหมด

“เธออยู่ที่นี่ตลอดเวลา โดยที่ไม่ไปยังฐานลับอื่นบ้างเลยหรอ!”

ปกติแล้วกลุ่มของเธอหากว่า ต้องปักหลักอยู่ที่ใดนานๆ พวกเขาจะเริ่มหาพื้นที่ว่าง อุโมงค์ลับ ในการสร้างฐาน

และในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์เองก็มีฐานลับถึงสามแห่ง หนึ่งแห่งตั้งอยู่นอกค่าย อีกหลังอยู่ขอบของค่าย และอีกฐานคือที่นี่

“ก็มันยุ่งยากเกินไปนินา ฉันไม่อยากจะแบกของไปมา”

หยูเฟ่ยนั้นบ่นออกมาพร้อมกับเม้มปาก

“เนื้อตากแห้งกับน้ำที่เตรียมเอาไว้ไม่น่าจะพอที่จะอยู่ได้นานขนาดนี้ หยู่เฟ่ยเธอไปหาน้ำกับอหารจากที่ไหนมากินล่ะ ถ้าไม่ได้ออกไปข้างนอก!”

ลี่เยว่ถามด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าเพื่อนของเธอมีชีวิตอยู่มาได้ยังไงในสภาพแบบนี้

โดยเฉพาะอย่างสิ่งหยู่เฟ่ยเป็นคนมึนๆ ซื่อๆ แบบนี้อีกด้วย เธอชอบทำอะไรโดยไม่รอบคอบ และก่อเรื่องอยู่เสมอ

“ฉันก็ขุดรูขึ้นไปบ้านที่อยู่ด้านบนนี้แหละ เพื่อแอบขโมยของมากิน”

หยู่เฟ่ยชี้ขึ้นไปด้านบน

“อะไรนะ…ขุดขึ้นไปหาอะไรกินจากบ้านด้านบน?”

ลี่เยว่พูดขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะมองขึ้นไปเห็นช่องขนาดหนึ่งเมตรที่ผนังด้านข้าง

เธอจำได้ว่าที่ด้านบนของสถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นที่พักของหัวหน้าทีมนักล่าเล็กๆ

ลี่เยวย่ถึงกับอดไม่ได้ที่จะสงสัย

“แล้วเธอไปขโมยเนื้อตากแห้งกับน้ำของเขามานานแค่ไหนแล้ว”

“ก็ไม่มากสามครั้งได้”

หยู่เฟ่ยตอบอย่างภูมิใจ

“ฉันจะเว้นช่วงออกไปเอาของครั้งแรกสามวัน ครั้งที่สองหกวัน ครั้งที่สามแปดวัน เขาไม่มีเวลามาเฝ้าดูฉันตลอด เธอคงไม่คิดว่าฉันขึ้นไปเอาของกินทุกวันหรอกนะ”

“แต่เธอก็ไม่ได้ขนทุกอย่างมาในครั้งเดียวใช่ไหม”

ลี่เยว่พยายามคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

“เอามาครั้งละเยอะๆ สิ ใครจะออกไปเอาของกินบ่อยๆ กันล่ะ”

หยู่เฟ่ยพยักหน้าราวกับจะบอกว่า เธอนั้นขี้เกียจเกินไปที่จะทำอะไรซับซ้อนแบบนั้น

“เหออ โชคร้ายของเขาจริงๆ”

ลี่เยว่ถอนหายใจอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกจนปัญญากับนิสัยของเพื่อนเธอ และรู้สึกสงสารหัวหน้าทีมนักล่าคนนี้จริงๆ

“โชคร้ายงั้นหรอ? พูดไร้สาระ เจ้าหัวหน้านักล่านั้นเวลาอยู่บ้านโหวกเหวกโวยวายตลอดเวลา และตะโกนด่าทออะไรไม่รู้ตลอดเลย แถมชอบทำอะไรเสียงดังอีกด้วย เธอรู้ไหมมันน่ารำคาณขนาดไหน!”

หยู่เฟ่ยทำหน้าย่นอย่างรังเกียจ ก่อนที่จะบ่นออกมาอย่างเก็บกด

“มันได้ทำลายสมาธิของฉันเวลาทดลองหรือกำลังศึกษาตำราอย่างมาก”

“แล้วรู้ไหมทำไมเขาถึงโมโหและโวยวายตลอดทุกครั้งที่เขาอยู่บ้าน”

ลี่เยว่ถามขึ้นพร้อมกับมองเพื่อนเธออย่างเอือมระอา

“ไม่รู้สิ เพราะอะไรกันนะ”

หยู่เฟ่ยกระพริบตาสีทองของเธอสองสามครั้ง

“เหอ…ชังมันเถอะฉันผิดเองที่ถาม”

ลี่เวย่ตบหน้าผากของเธออย่างกลุ้มใจ

เธอไม่อยู่หลายสิบวัน และได้เจอเหตุการณ์อะไรมากมาย แต่ถึงอย่างงั้นเธอก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับนิสัยของเพื่อนเธอคนนี้ยังไง