ยอดเขาปักษา
ท้องฟ้ายังเป็นสีเทา และชาวเมืองปักษาเองก็ยังไม่ตื่นจากการหลับใหล
ฟิ้วๆ
ที่ชั้นล่างของเมืองปักษา บนถนนเส้นหนึ่งที่ตอนนี้ร้างผู้คน
มีกระดาษหนึ่งลอยอยู่ในอากาศ ก่อนที่จะปลิวไปแปะที่หินก้อนหนึ่ง
“ลี่เยว่ เธอกระจายใบปลิวหมดแล้วรึยัง”
มีเสียงที่เย็นชาของหยางปิงดังขึ้น
ทั้งคู่ได้รับคำสั่งจากมู่เหลียงให้มาที่เมืองปักษาเพื่อติดใบปลิวประกาศรับสมัครงานในเมือง
“เสร็จแล้ว”
ลี่เยว่ตอบ
“จัดการที่ชั้นบนแล้วงั้นหรอ”
หยางปิงถามต่ออย่างมีชั้นเชิง
ลี่เยว่ตอบกลับ
“ฉันจัดการแล้ว ทุกคนจะเห็นเมื่อถึงช่วงเที่ยงของวัน”
ลี่เยว่ได้รับหน้าที่ไปติดใบประกาศไว้ที่ชั้นบนของเมืองปักษา
“ส่วนของฉันก็เรียบร้อยแล้ว รีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวมีคนมาเห็นเข้า”
หยางปิงพูดอย่างใจร้อน
“มีเพียงมู่เหลียงเท่านั้นแหละ ที่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้งแบบนี้”
ลี่เยว่หัวเราะเล็กน้อย
ทั้งสองพูดคุยกันกลางถนนที่ว่างเปล่า แต่อยู่ภายใต้การพรางตัวของเกราะภูติผี หากใครมาเห็นเข้าคงตกใจเพราะมีแค่เสียงคนพูดแต่ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น
หลังจากนั้นไม่นานเสียงพูดคุยก็หายไป มีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลม
ส่วนเนื้อหาในใบปลิวนั้นถูกเขียนขึ้นเมื่อคืนโดยมู่เหลียง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหาผู้มีความสามารถ
เมื่อเวลาผ่านไปชาวเมืองปักษาก็เริ่มตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตประจำวัน และออกเดินไปตามท้องถนน
พวกเขาต้องเอาผ้าพันหน้าเอาไว้ และปิดปากไม่ให้ฝุ่นทรายพัดเข้าปากกับจมูก และต้องก้มหน้าเดินตลอดเวลา
“แค่กๆๆ”
“ทรายเข้าปากอีกแล้ว”
“เห้อ…ที่ชั้นบนนั้นดีจังนะ มีที่กันลมกับฝุ่นด้วย”
ชาวบ้านทั่วไปเงยหน้ามองขึ้นไปบนชั้นบนของเขาปักษาด้วยความรู้สึกอิจฉา
“คนอย่างเราคงมีชีวิตอยู่บนนั้นไม่ได้หรอก แค่มีกินอิ่มท้องไปวันๆ ก็เต็มกลืนแล้ว”
ที่ชั้นล่างของเมืองปักษานั้น เกือบทั้งหมดเป็นคนธรรมดาทั่วไป
“ดูอะไรนี่สิ มีประกาศมาจากตำหนักเจ้าเมือง”
อยู่ๆ ก็เริ่มมีชาวเมืองสังเกตเห็นใบปลิวที่ติดอยู่
“ขอดูหน่อย มีประกาศว่าอะไร”
เริ่มมีคนมามุมกันมากขึ้น และอ่านเนื้อหาภายในประกาศ
“เมืองเต่าทมิฬเปิดรับผู้คนที่มีความสามารถ ตำแหน่งนายช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลางหรือผู้อาวุโส มีเงินเดือนให้ ที่พักฟรี มีค่าตอบแทนเป็นแต้มสะสม 3,000 แต้ม และมีน้ำใช้เพียงพอทุกวัน…”
“เอ้ามันไม่ใช่ประกาศจากตำหนักเจ้าเมือง นี้มันมาจากเมืองเต่าทมิฬ”
ชาวบ้านเริ่มพูดด้วยความประหลาดใจ
“รับนายช่างยุทธภัณฑ์ มีบ้านให้ มีน้ำให้ ข้อเสนอดีมาก แต่เราไม่ใช่ช่างยุทธภัณฑ์”
“หากให้ฉันพูดนะ ฉันว่าใบประกาศนี้ควรไปอยู่ที่ชั้นบนมากกว่า มีที่ไหนที่ช่างยุทธภัณฑ์จะมาอยู่ที่ชั้นล่างแบบนี้”
“ใช่ มีแต่คนธรรมดาเท่านั้นแหละที่ชั้นล่าง”
ไม่นานก็เริ่มมีคนมารวมตัวกันที่หน้ากำแพงหิน
“นี้มุมดูอะไรอยู่”
อาหลี่ย่าหยุดดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ใบหน้าที่งดงามของเธอถูกซ่อนภายใต้ผ้าคลุมหน้า
เด็กสาวกำลังจะไปซื้อน้ำกับอาหาร แต่ก็ถูกดึงดูดด้วยฝูงคนที่มุมดูใบประกาศ
ในตอนนั้นเองที่เธอได้เห็นเนื้อหาที่อยู่ในใบประกาศอย่างชัดเจน
มันคือความสามารถของผู้ตื่นของเธอ พลังตาทิพย์
เธอพูดกับตัวเองเบาๆ
“เมืองเต่าทมิฬกำลังเปิดรับผู้มีความสามารถงั้นหรอ…ช่างยุทธภัณฑ์….มีที่อยู่ให้ มีน้ำให้!”
“นายช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลาง”
อาหลี่ย่าถึงกับอ้าปากขึ้นเล็กน้อย และพูดอย่างแผ่วเบา
“ฉันกับพี่สาวรับงานนี้ได้”
เธอหันมองไปอีกทาง ด้วยรูม่านตาที่ขยายขึ้น และกลับมาเป็นปกติ
“ต้องไปซื้อน้ำกับเนื้อก่อน”
อาหลี่ย่าเดินไปอย่างรวดเร็ว
เธอต้องซื้อของใช้สำหรับวันนี้ก่อน และจะรีบกลับไปบอกข่าวนี้กับพี่สาวของเธอ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
อาหลี่ย่ากลับมาที่ถนนพร้อมกับถุงผ้าในอ้อมแขน เธอเดินไปสักพักก็เลี้ยวเข้าไปในซอย และเลี้ยวอีกหลายครั้งจนมาหยุดที่หน้าประตูบ้านของเธอ
“ใคร”
มีเสียงของหญิงสาวตะโกนถามขึ้นมาจากด้านหลังของประตู
“พี่ฉันเอง”
อาหลี่ย่าพูดขึ้น
ตุบ!!
ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน
ใบหน้าที่เคร่งเครียดของอาหลี่เช่อดูผ่อนคลายลงเมื่อเห็นน้องสาว ก่อนที่จะหลีกทางให้อาหลี่ย่าเดินเข้ามา
เธอปิดประตูบ้าน และถามด้วยความกังวล
“ทำไมครั้งนี้ถึงใช้เวลามากกว่าปกติ”
อาหลี่เช่อมีอายุ 21 ปี เธอแก่กว่าน้องสาวปีหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ตัวสูงไปกว่าน้องเท่าไร เพราะเธอสูงแค่ 166 เซนติเมตร
เธอมีผมยาวถึงเอว สีม่วงอ่อน และมีผมหน้าม้าเล็กน้อยทำให้เธอดูน่ารัก และตลกในเวลาเดียวกัน
“ฉันไปเห็นใบประกาศหนึ่งมาน่าสนใจ มันพูดถึงเมืองเต่าทมิฬ…..”
อาหลี่ย่าพูดขึ้นในขณะที่พี่สาวของเธอช่วยเธอถอดชุดคลุมออก
อาหลี่ย่าสูงกว่าพี่สาวเธอสามเซนติเมตร มีผมเป็นลอนสีเทายาวถึงเอวเช่นเดียวกัน แต่เธอมีรูปหน้าทรงไข่ที่ดูเรียบเนียน เข้ากับผมสีเทาของเธอ
“เมืองเต่าทมิฬกำลังหาช่างฝีมืองั้นหรอ”
อาหลี่เช่อพูดพร้อมกับกระพริบตาหลายครั้ง
“และยังให้สิทธิประโยชน์ดีๆ อีกต้องหลายอย่าง”
อาหลี่ย่าพยักหน้าหลายครั้ง
อาหลี่เช่อขมวดคิ้ว และนั่งลงคิดด้วยความลังเล
“น้องอยากไปเมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ? แต่ทำแบบนั้นตัวตนของเราอาจจะถูกเปิดเผยได้นะ”
“ตอนเราอยู่ที่เมืองเว่ยหลาย เราก็ไม่เคยได้ยินชื่อเมืองเต่าทมิฬมาก่อน และไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้ติดต่อค้าขายกับเมืองเว่ยหลายด้วย พวกเราคงไม่เป็นไรหรอก”
อาหลี่ย่าส่ายหัวเล็กน้อย และพูดอย่างไม่มั่นใจ
เธอและพี่สาวของเธอเป็นกบฏของเมืองเว่ยหลาย และแอบซ่อนตัวอยู่ในเมืองปักษา
ทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวว่าจะถูกคนจากเมืองเว่ยหลายจับตัวได้
อาหลี่เช่อถอนหายใจยาวก่อนที่จพูดขึ้น
“ตัวตนของพวกเราเปราะบางเกินไป เพราะงั้นจะเคลื่อนไหวแต่ละครั้งต้องคิดให้ดี”
“แต่พี่สาว เราอยู่เมืองปักษาตลอดไปไม่ได้หรอก เราจะต้องล้างแค้นให้พ่อของพวกเราด้วย!”
อาหลี่ย่าพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
สองพี่น้องอยู่ในเมืองปักษามานานกว่าสิบวันแล้ว และจะออกเดินทางต่อในอีกสองสามวัน
ไม่งั้นโอกาสที่จะถูกคนจากเมืองเว่ยหลายเจอนั้นจะมากขึ้น
“พ่อ…”
แววตาของอาหลี่เช่อเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเมื่อได้ยินเรื่องพ่อของเธอ
พ่อของทั้งสองเป็นหัวหน้าของโครงการทดลองดัดแปลงมนุษย์ของเมืองเว่ยหลาย
มันคือการรวมร่างของมนุษณ์เข้ากับยุทธภัณฑ์วิญญาณ ทำให้มนุษย์กลายเป็นอาวุธ
หากทำสำเร็จมนุษย์ดัดแปลงจะไม่ต้องกินหรือดื่มอีกเลย อาศัยแหล่งพลังงานจากผลึกสัตว์อสูรเท่านั้น
และเมื่อการทดลองมาถึงขั้นสุดท้าย
พ่อของทั้งสองก็ทนไม่ได้กับความโหดร้ายของโครงการนี้ ที่จะเปลี่ยนคนให้กลายเป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณ จึงได้ทรยศต่อเมืองเว่ยหลายและพาสองพี่น้องหนีออกมาด้วย
ในตอนที่กำลังจะหนีออกจากเมือง ก็ถูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองเว่ยหลายเจอเข้า พ่อของพวกเธอเสียสละตัวเองถ่วงเวลาให้ลูกสาวทั้งสองหนีไป ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าชะตากรรมของผู้เป็นพ่อจะเป็นเช่นไร
“เราจะต้องแข็งแกร่งขึ้น”
อาหลี่ย่าจับมือพี่สาวของเธอและพูดอย่างจริงจัง
“เมืองเต่าทมิฬจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย”
“นั้นก็…..”
อาหลี่เช่อขมวดคิ้วด้วยความลังเล
“พี่ สถานการณ์ของพวกเราตอนนี้มันยากที่จะแก้ไข”
-อาหลี่ย่าพูดขึ้น และพยายามที่จะ-เกลี่ยกล่อมต่อไป
“การไปอยู่กับเมืองเต่าทมิฬจะดีกว่า มีทั้งงานและที่อยู่ให้ แม้จะไม่รู้ก็ตามว่าแต้มสะสมมันมีค่าเท่ากับอะไร”
“และเหนือสิ่งอื่นใด เมืองเต่าทมิฬนั้นเคลื่อนที่ได้ ถ้าเราแอบซ่อนตัวอยู่ที่นั้น คนจากเมืองเว่ยหลายไม่มีทางหาตัวพวกเราเจอง่ายๆ แน่”
“….”
ริมฝีปากของอ่าหลี่เช่อซีดลงเล็กน้อย ก่อนที่จะเปิดขึ้นราวกับจะพูดอะไรสักอย่างเมื่อได้ยินสิ่งที่น้องสาวพูด
“เมืองปักษา เสี่ยงต่อการถูกตามเจอมาก”
อาหลี่ย่าพูดอย่างหนักใจ
“....จะเป็นแบบนั้นจริงงั้นหรอ”
อาหลี่เช่อพูดอย่างเป็นกังวล
“พี่อย่าได้คิดเรื่องอื่นเลย”
อาหลี่ย่าถอนหายใจและพูดต่อ
“พี่เกิดมาพร้อมกับความสามารถเรื่องสร้างยุทธภัณฑ์ ไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดเรื่องเล็กน้อยเท่านี้”
พี่สาวของอาหลี่ย่านั้นมีความสามารถในเรื่องยุทธภัณฑ์วิญญาณ แต่เรื่องอื่นๆ เธอกลับเรียนรู้ได้ช้า และคิดตามไม่ทัน
“หลี่ย่า! พูดแบบนี้กับพี่ได้ยังไง”
อาหลี่เช่อพูดขึ้นและไม่อาจจะกลั้นขำได้
“ก็นั่นมันตัวพี่นี่นา”
อาหลี่ย่าบ่นออกมา
“ถ้างั้นน้องก็ตัดสินใจเถอะ”
อาหลี่เช่อพูดพร้อมกับเม้มปากเล็กน้อย
เธอนั้นคิดตามไม่ทันน้องสาวของเธอจริงๆ
“งั้นพวกเราไปเมืองเต่าทมิฬกัน”
อาหลี่ย่าพูดอย่างจริงจัง
“แต่เราจะต้องไปดูก่อนว่าที่นั้นเป็นเช่นไรหากมีอะไรไม่ชอบมาพากลเราจะหนีทันที”
เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองเต่าทมิฬเลย ทำให้ต้องไปตรวจสอบเองกับตาก่อน
“ได้งั้นไปกันเถอะ”
อาหลี่เช่อพยักหน้าช้าๆ อย่างเห็นด้วย
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved