ตอนที่ 247

ยอดเขาปักษา

ท้องฟ้ายังเป็นสีเทา และชาวเมืองปักษาเองก็ยังไม่ตื่นจากการหลับใหล

ฟิ้วๆ

ที่ชั้นล่างของเมืองปักษา บนถนนเส้นหนึ่งที่ตอนนี้ร้างผู้คน

มีกระดาษหนึ่งลอยอยู่ในอากาศ ก่อนที่จะปลิวไปแปะที่หินก้อนหนึ่ง

“ลี่เยว่ เธอกระจายใบปลิวหมดแล้วรึยัง”

มีเสียงที่เย็นชาของหยางปิงดังขึ้น

ทั้งคู่ได้รับคำสั่งจากมู่เหลียงให้มาที่เมืองปักษาเพื่อติดใบปลิวประกาศรับสมัครงานในเมือง

“เสร็จแล้ว”

ลี่เยว่ตอบ

“จัดการที่ชั้นบนแล้วงั้นหรอ”

หยางปิงถามต่ออย่างมีชั้นเชิง

ลี่เยว่ตอบกลับ

“ฉันจัดการแล้ว ทุกคนจะเห็นเมื่อถึงช่วงเที่ยงของวัน”

ลี่เยว่ได้รับหน้าที่ไปติดใบประกาศไว้ที่ชั้นบนของเมืองปักษา

“ส่วนของฉันก็เรียบร้อยแล้ว รีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวมีคนมาเห็นเข้า”

หยางปิงพูดอย่างใจร้อน

“มีเพียงมู่เหลียงเท่านั้นแหละ ที่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้งแบบนี้”

ลี่เยว่หัวเราะเล็กน้อย

ทั้งสองพูดคุยกันกลางถนนที่ว่างเปล่า แต่อยู่ภายใต้การพรางตัวของเกราะภูติผี หากใครมาเห็นเข้าคงตกใจเพราะมีแค่เสียงคนพูดแต่ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น

หลังจากนั้นไม่นานเสียงพูดคุยก็หายไป มีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลม

ส่วนเนื้อหาในใบปลิวนั้นถูกเขียนขึ้นเมื่อคืนโดยมู่เหลียง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหาผู้มีความสามารถ

เมื่อเวลาผ่านไปชาวเมืองปักษาก็เริ่มตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตประจำวัน และออกเดินไปตามท้องถนน

พวกเขาต้องเอาผ้าพันหน้าเอาไว้ และปิดปากไม่ให้ฝุ่นทรายพัดเข้าปากกับจมูก และต้องก้มหน้าเดินตลอดเวลา

“แค่กๆๆ”

“ทรายเข้าปากอีกแล้ว”

“เห้อ…ที่ชั้นบนนั้นดีจังนะ มีที่กันลมกับฝุ่นด้วย”

ชาวบ้านทั่วไปเงยหน้ามองขึ้นไปบนชั้นบนของเขาปักษาด้วยความรู้สึกอิจฉา

“คนอย่างเราคงมีชีวิตอยู่บนนั้นไม่ได้หรอก แค่มีกินอิ่มท้องไปวันๆ ก็เต็มกลืนแล้ว”

ที่ชั้นล่างของเมืองปักษานั้น เกือบทั้งหมดเป็นคนธรรมดาทั่วไป

“ดูอะไรนี่สิ มีประกาศมาจากตำหนักเจ้าเมือง”

อยู่ๆ ก็เริ่มมีชาวเมืองสังเกตเห็นใบปลิวที่ติดอยู่

“ขอดูหน่อย มีประกาศว่าอะไร”

เริ่มมีคนมามุมกันมากขึ้น และอ่านเนื้อหาภายในประกาศ

“เมืองเต่าทมิฬเปิดรับผู้คนที่มีความสามารถ ตำแหน่งนายช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลางหรือผู้อาวุโส มีเงินเดือนให้ ที่พักฟรี มีค่าตอบแทนเป็นแต้มสะสม 3,000 แต้ม และมีน้ำใช้เพียงพอทุกวัน…”

“เอ้ามันไม่ใช่ประกาศจากตำหนักเจ้าเมือง นี้มันมาจากเมืองเต่าทมิฬ”

ชาวบ้านเริ่มพูดด้วยความประหลาดใจ

“รับนายช่างยุทธภัณฑ์ มีบ้านให้ มีน้ำให้ ข้อเสนอดีมาก แต่เราไม่ใช่ช่างยุทธภัณฑ์”

“หากให้ฉันพูดนะ ฉันว่าใบประกาศนี้ควรไปอยู่ที่ชั้นบนมากกว่า มีที่ไหนที่ช่างยุทธภัณฑ์จะมาอยู่ที่ชั้นล่างแบบนี้”

“ใช่ มีแต่คนธรรมดาเท่านั้นแหละที่ชั้นล่าง”

ไม่นานก็เริ่มมีคนมารวมตัวกันที่หน้ากำแพงหิน

“นี้มุมดูอะไรอยู่”

อาหลี่ย่าหยุดดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ใบหน้าที่งดงามของเธอถูกซ่อนภายใต้ผ้าคลุมหน้า

เด็กสาวกำลังจะไปซื้อน้ำกับอาหาร แต่ก็ถูกดึงดูดด้วยฝูงคนที่มุมดูใบประกาศ

ในตอนนั้นเองที่เธอได้เห็นเนื้อหาที่อยู่ในใบประกาศอย่างชัดเจน

มันคือความสามารถของผู้ตื่นของเธอ พลังตาทิพย์

เธอพูดกับตัวเองเบาๆ

“เมืองเต่าทมิฬกำลังเปิดรับผู้มีความสามารถงั้นหรอ…ช่างยุทธภัณฑ์….มีที่อยู่ให้ มีน้ำให้!”

“นายช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลาง”

อาหลี่ย่าถึงกับอ้าปากขึ้นเล็กน้อย และพูดอย่างแผ่วเบา

“ฉันกับพี่สาวรับงานนี้ได้”

เธอหันมองไปอีกทาง ด้วยรูม่านตาที่ขยายขึ้น และกลับมาเป็นปกติ

“ต้องไปซื้อน้ำกับเนื้อก่อน”

อาหลี่ย่าเดินไปอย่างรวดเร็ว

เธอต้องซื้อของใช้สำหรับวันนี้ก่อน และจะรีบกลับไปบอกข่าวนี้กับพี่สาวของเธอ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

อาหลี่ย่ากลับมาที่ถนนพร้อมกับถุงผ้าในอ้อมแขน เธอเดินไปสักพักก็เลี้ยวเข้าไปในซอย และเลี้ยวอีกหลายครั้งจนมาหยุดที่หน้าประตูบ้านของเธอ

“ใคร”

มีเสียงของหญิงสาวตะโกนถามขึ้นมาจากด้านหลังของประตู

“พี่ฉันเอง”

อาหลี่ย่าพูดขึ้น

ตุบ!!

ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน

ใบหน้าที่เคร่งเครียดของอาหลี่เช่อดูผ่อนคลายลงเมื่อเห็นน้องสาว ก่อนที่จะหลีกทางให้อาหลี่ย่าเดินเข้ามา

เธอปิดประตูบ้าน และถามด้วยความกังวล

“ทำไมครั้งนี้ถึงใช้เวลามากกว่าปกติ”

อาหลี่เช่อมีอายุ 21 ปี เธอแก่กว่าน้องสาวปีหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ตัวสูงไปกว่าน้องเท่าไร เพราะเธอสูงแค่ 166 เซนติเมตร

เธอมีผมยาวถึงเอว สีม่วงอ่อน และมีผมหน้าม้าเล็กน้อยทำให้เธอดูน่ารัก และตลกในเวลาเดียวกัน

“ฉันไปเห็นใบประกาศหนึ่งมาน่าสนใจ มันพูดถึงเมืองเต่าทมิฬ…..”

อาหลี่ย่าพูดขึ้นในขณะที่พี่สาวของเธอช่วยเธอถอดชุดคลุมออก

อาหลี่ย่าสูงกว่าพี่สาวเธอสามเซนติเมตร มีผมเป็นลอนสีเทายาวถึงเอวเช่นเดียวกัน แต่เธอมีรูปหน้าทรงไข่ที่ดูเรียบเนียน เข้ากับผมสีเทาของเธอ

“เมืองเต่าทมิฬกำลังหาช่างฝีมืองั้นหรอ”

อาหลี่เช่อพูดพร้อมกับกระพริบตาหลายครั้ง

“และยังให้สิทธิประโยชน์ดีๆ อีกต้องหลายอย่าง”

อาหลี่ย่าพยักหน้าหลายครั้ง

อาหลี่เช่อขมวดคิ้ว และนั่งลงคิดด้วยความลังเล

“น้องอยากไปเมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ? แต่ทำแบบนั้นตัวตนของเราอาจจะถูกเปิดเผยได้นะ”

“ตอนเราอยู่ที่เมืองเว่ยหลาย เราก็ไม่เคยได้ยินชื่อเมืองเต่าทมิฬมาก่อน และไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้ติดต่อค้าขายกับเมืองเว่ยหลายด้วย พวกเราคงไม่เป็นไรหรอก”

อาหลี่ย่าส่ายหัวเล็กน้อย และพูดอย่างไม่มั่นใจ

เธอและพี่สาวของเธอเป็นกบฏของเมืองเว่ยหลาย และแอบซ่อนตัวอยู่ในเมืองปักษา

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวว่าจะถูกคนจากเมืองเว่ยหลายจับตัวได้

อาหลี่เช่อถอนหายใจยาวก่อนที่จพูดขึ้น

“ตัวตนของพวกเราเปราะบางเกินไป เพราะงั้นจะเคลื่อนไหวแต่ละครั้งต้องคิดให้ดี”

“แต่พี่สาว เราอยู่เมืองปักษาตลอดไปไม่ได้หรอก เราจะต้องล้างแค้นให้พ่อของพวกเราด้วย!”

อาหลี่ย่าพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

สองพี่น้องอยู่ในเมืองปักษามานานกว่าสิบวันแล้ว และจะออกเดินทางต่อในอีกสองสามวัน

ไม่งั้นโอกาสที่จะถูกคนจากเมืองเว่ยหลายเจอนั้นจะมากขึ้น

“พ่อ…”

แววตาของอาหลี่เช่อเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเมื่อได้ยินเรื่องพ่อของเธอ

พ่อของทั้งสองเป็นหัวหน้าของโครงการทดลองดัดแปลงมนุษย์ของเมืองเว่ยหลาย

มันคือการรวมร่างของมนุษณ์เข้ากับยุทธภัณฑ์วิญญาณ ทำให้มนุษย์กลายเป็นอาวุธ

หากทำสำเร็จมนุษย์ดัดแปลงจะไม่ต้องกินหรือดื่มอีกเลย อาศัยแหล่งพลังงานจากผลึกสัตว์อสูรเท่านั้น

และเมื่อการทดลองมาถึงขั้นสุดท้าย

พ่อของทั้งสองก็ทนไม่ได้กับความโหดร้ายของโครงการนี้ ที่จะเปลี่ยนคนให้กลายเป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณ จึงได้ทรยศต่อเมืองเว่ยหลายและพาสองพี่น้องหนีออกมาด้วย

ในตอนที่กำลังจะหนีออกจากเมือง ก็ถูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองเว่ยหลายเจอเข้า พ่อของพวกเธอเสียสละตัวเองถ่วงเวลาให้ลูกสาวทั้งสองหนีไป ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าชะตากรรมของผู้เป็นพ่อจะเป็นเช่นไร

“เราจะต้องแข็งแกร่งขึ้น”

อาหลี่ย่าจับมือพี่สาวของเธอและพูดอย่างจริงจัง

“เมืองเต่าทมิฬจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย”

“นั้นก็…..”

อาหลี่เช่อขมวดคิ้วด้วยความลังเล

“พี่ สถานการณ์ของพวกเราตอนนี้มันยากที่จะแก้ไข”

-อาหลี่ย่าพูดขึ้น และพยายามที่จะ-เกลี่ยกล่อมต่อไป

“การไปอยู่กับเมืองเต่าทมิฬจะดีกว่า มีทั้งงานและที่อยู่ให้ แม้จะไม่รู้ก็ตามว่าแต้มสะสมมันมีค่าเท่ากับอะไร”

“และเหนือสิ่งอื่นใด เมืองเต่าทมิฬนั้นเคลื่อนที่ได้ ถ้าเราแอบซ่อนตัวอยู่ที่นั้น คนจากเมืองเว่ยหลายไม่มีทางหาตัวพวกเราเจอง่ายๆ แน่”

“….”

ริมฝีปากของอ่าหลี่เช่อซีดลงเล็กน้อย ก่อนที่จะเปิดขึ้นราวกับจะพูดอะไรสักอย่างเมื่อได้ยินสิ่งที่น้องสาวพูด

“เมืองปักษา เสี่ยงต่อการถูกตามเจอมาก”

อาหลี่ย่าพูดอย่างหนักใจ

“....จะเป็นแบบนั้นจริงงั้นหรอ”

อาหลี่เช่อพูดอย่างเป็นกังวล

“พี่อย่าได้คิดเรื่องอื่นเลย”

อาหลี่ย่าถอนหายใจและพูดต่อ

“พี่เกิดมาพร้อมกับความสามารถเรื่องสร้างยุทธภัณฑ์ ไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดเรื่องเล็กน้อยเท่านี้”

พี่สาวของอาหลี่ย่านั้นมีความสามารถในเรื่องยุทธภัณฑ์วิญญาณ แต่เรื่องอื่นๆ เธอกลับเรียนรู้ได้ช้า และคิดตามไม่ทัน

“หลี่ย่า! พูดแบบนี้กับพี่ได้ยังไง”

อาหลี่เช่อพูดขึ้นและไม่อาจจะกลั้นขำได้

“ก็นั่นมันตัวพี่นี่นา”

อาหลี่ย่าบ่นออกมา

“ถ้างั้นน้องก็ตัดสินใจเถอะ”

อาหลี่เช่อพูดพร้อมกับเม้มปากเล็กน้อย

เธอนั้นคิดตามไม่ทันน้องสาวของเธอจริงๆ

“งั้นพวกเราไปเมืองเต่าทมิฬกัน”

อาหลี่ย่าพูดอย่างจริงจัง

“แต่เราจะต้องไปดูก่อนว่าที่นั้นเป็นเช่นไรหากมีอะไรไม่ชอบมาพากลเราจะหนีทันที”

เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองเต่าทมิฬเลย ทำให้ต้องไปตรวจสอบเองกับตาก่อน

“ได้งั้นไปกันเถอะ”

อาหลี่เช่อพยักหน้าช้าๆ อย่างเห็นด้วย