ตอนที่ 106

ตกกลางคืน

ในเมืองสิบขั้น ในห้องมืดแห่งหนึ่ง

“แฮ้กๆๆ”

ลี่ลี่หอบหายใจเร็วและถี่

เธอเกาหัวด้วยความรู้สึกหงุดหงิด และพูดขึ้นอย่างอารมณ์เสีย

“ไอ้พวกศพมายาพวกนั้น มันมีความสามารถในการแกะรอยด้วยงั้นหรอ? มันใช้เวลาไม่ถึงวันก็หาพวกเราพบแล้ว”

“แฮ้กๆ”

ลี่เยว่เองก็หอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยเหมือนกัน

ทั้งสองวิ่งไปทั่วเมืองสิบขั้น และแทบไม่มีเวลาพักเลยแม้แต่นิดเดียว

“พวกมันต้องมีความสามารถแกะรอยไม่งั้น….คงแยกระหว่างตัวหลอกที่เราสร้างเอาไว้ไม่ได้หรอก”

ลี่เยว่หอบหายใจแรงและตอบ

หลังจากที่มาถึงเมืองสิบขั้นได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็สร้างกับดักหลอกขึ้นมามากมาย เพื่อล่อให้พวกศพมายาหลงทิศ แต่กลายเป็นว่าพวกมันกลับไม่หลงกล และหาตัวพวกเธอเจอภายในเวลาไม่ถึงวัน

และตัวหลอกนั้นก็สร้างขึ้นมาตลอด ทำให้ทั้งคู่ทั้งต้องวิ่งหนีไปด้วย สร้างกับดักไปด้วย จนพาทั้งคู่ออกมาสู่รอบนอกของเมืองสิบขั้น

ทั้งคู่ทั้งวิ่งหนี และพยายามสร้างร่องรอยปลอม เพื่อหลอกพวกศพมายา

“ให้ตายเถอะ หากเป็นแบบนี้ต่อไป หัวฉันคงโล้นแน่!”

ลี่ลี่ดึงผมตัวเองอย่างอารมณ์เสีย

เธอใช้เส้นผมของเธอเป็นตัวล่อ และทิ้งไว้ตลอดทางที่เธอผ่าน และสร้างจุดหลอกไว้มากมาย

“เธอยังเหลือผมอีกเยอะ!”

ลี่เยว่พูดพร้อมกับรู้สึกว่าบางสิ่งที่เธอเก็บไว้ในเสื้อจะขยับ เมื่อลองสัมผัสดูมันคือเต่าทองที่ได้มาจากมู่เหลียง

เธอค่อยๆ เอามันออกมาจากผ้าสีดำที่ห่อร่างของมันเอาไว้ และตอนนั้นเองที่เต่าทองได้ส่องแสงสว่างขึ้น

“แจ๋วไปเลย”

แววตาสีชมพูของลี่ลี่นั้นมองด้วยความรู้สึกชื่นชอบ

“สิ่งนี้สะดวกมากๆ มันให้แสงสว่างในความมืดได้โดยที่ไม่ต้องก่อเพลิง ช่วยเพิ่มการมองเห็นในตอนกลางคืนอีกด้วย”

เมื่อเห็นเต่าทองมันก็ทำให้ลี่ลี่รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย

“ถ้ามีโอกาสเธอก็จะได้สิ่งนี้เหมือนกัน”

ลี่เยว่พูดขึ้น และนึกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองตอนที่เต่าทมิฬน้อยมาถึง

เมื่อไรที่เธอสลัดศพมายาพวกนี้ได้เธอจะพาลี่ลี่ไปพบมู่เหลียง

ลี่เยว่ไม่ต้องการให้มู่เหลียงมาเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ เพราะขุมอำนาจที่อยู่เบื้องหลังศพมายาพวกนี้น่ากลัวเกินไป และไม่ใช่สิ่งที่เมืองเต่าทมิฬจะรับมือได้ในเวลานี้

หากว่าศพมายาพวกนี้รู้ว่าเธออาศัยอยู่ในเมืองเต่าทมิฬ มันจะทำให้เมืองเต่าทมิฬตกเป็นเป้าหมายได้ในทันที และครั้งต่อไปมันจะไม่ใช่ศพมายาขั้น 5

“นี้ก็นานมากแล้วนะ”

ลี่ลี่เม้มปากและพูดขึ้น

เธอมองไปยังท้องฟ้าและพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

“สองคืนผ่านไปแล้วคนที่เธอพูดถึงเมื่อไรจะมา”

ลี่เยว่ถอนหายใจก่อนจะตอบกลับ

“ตอนนี้สถานการณ์ไม่ดีเท่าไร ทำให้เรายังไปหาพวกเขาไม่ได้”

“ฉันคิดว่าเราควรจะไปหาโหย่วเฟ่ยก่อน รวมกลุ่มกันสามคนที่นี้ การจัดการกับศพมายาพวกนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องยาก”

ลี่ลี่เสนอความคิด เธอไม่อยากจะหนีอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เธอเริ่มหัวเสียอย่างมากและอยากจะสู้กลับ

“ศพมายาขั้น 5 กับศพมายาตัวอื่น เธอคิดว่าเราสามคนจะรับมือไหวจริงๆ งั้นหรอ”

ลี่เยว่หรี่ตาและถามด้วยน้ำเสียงจริงจังกับลี่ลี่

“ฉันเองก็ไม่แน่ใจ ว่าจะจัดการพวกมันได้ไหม”

ลี่ลี่สบตากับลี่เยว่ก่อนที่จะก้มหน้าลง

ร่างของศพมายานั้นแข็งมาก ต่อให้เสริมพลังจนสูงสุด ก็ไม่สามารถที่จะทำลายการป้องกันของพวกมันได้ในหมัดเดียว

“น่ารังเกียจชะมัด!”

ลี่ลี่กัดฟันแน่นด้วยความโมโห และพูดอย่างไม่เต็มใจ

“หากเรามีอาวุธวิญญาณที่ดีกว่านี้ หรือเฉพาะทางกว่านี้ เราคงฆ่าพวกมันได้ง่ายๆ”

“อาวุธวิญญาณ…”

ลี่เยว่แตะไปยังเกาะแขนของเธอ ก่อนที่จะส่ายหัว

นอกจากเกราะแขนนี้แล้วก็มีแค่ธนูของเธอเท่านั้นที่เป็นอาวุธวิญญาณ ลูกศรนั้นเป็นลูกศรธรรมดา

มันไม่สามารถยิงผ่านผิวหนังของศพมายาได้

“ไปกันต่อเถอะ เราต้องทิ้งร่องรอยอะไรให้โหย่วเฟ่ย”

จู่ๆ ลี่ลี่ก็นึกอะไรขึ้นได้ ก่อนที่จะพูดต่ออย่างไม่สบายใจ

“โหย่วเฟ่ยจะตกเป็นเป้าทันทีเมื่อเธอมาถึงเมืองสิบขั้น”

“จริงด้วย ฉันเกือบลืมเรื่องของโหย่วเฟ่ยกับคนอื่นๆ ไปซะแล้ว”

สีหน้าของลี่เยว่เปลี่ยนไป

หากเธอจัดการพวกศพมายาไม่ได้ ในสองสามวันและไม่ไปหามู่เหลียง พวกมู่เหลียงจะต้องออกตามหาเธอพร้อมกับโหย่วเฟ่ยแน่

“อืมไปกันเถอะ เราต้องหาตัวโหย่วเฟ่ย”

ลี่ลี่รีบร้อนขึ้นมาทันที

“หวังว่าฉันจะไม่ทำให้เขาลำบากหรอกนะ”

ลี่เยว่บ่นกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับถอนหายใจ

เธอหวังว่ามู่เหลียงจะจัดการศพมายาพวกนี้ได้และเผาพวกมันให้เป็นขี้เถ้า

เพราะศพมายาพวกนี้หากไม่ได้รับคำสั่งให้ถอย พวกมันก็ไม่สามารถกลับไปได้

เพราะแบบนั้น หากมีศพมายาตัวอื่นมาตามหาก็จะหาไม่พบ และติดตามพวกเธอไม่ได้

“คิดอะไรของเธออีกลี่เยว่ เร็วเข้า!”

ลี่ลี่คว้าแขนของลี่เยว่และดึงเธอเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ถ้าพวกมันติดต่อกับพวกของมันที่เหลือได้ เราจะยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น”

“เราพอจะมีคนช่วยได้”

ลี่เยว่พูดขึ้น

“ใคร?”

ลี่ลี่ถามด้วยสีหน้าสงสัย

แล้วินาทีต่อจากนั้นเอง

สีหน้าของลี่ลี่ก็แสดงออกถึงความตกใจ

“อย่าบอกนะว่า…คนที่เธอชอบ!”

“ใช่…เขาแข็งแกร่งมาก”

ลี่เยว่เชิดคางขึ้นอย่างภูมิใจ

“จะเก่งขนาดไหนเชียว หากเขาจัดการศพมายาไม่ได้ ที่นี้เรื่องวุ่นวายได้เกิดกับชีวิตของเขาแน่”

ลี่ลี่เตือนด้วยสีหน้าจริงจัง

เธอไม่อยากให้เพื่อนของเธอไปลากคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมารับเคราะห์ด้วย โดยเฉพาะคนที่เพื่อนของเธอชอบ หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาเขาคนนั้นจะถูกเมืองเซิงหยางหมายหัวสองสามปีได้ กว่าพวกมันจะถอดใจ

“พลังของเขาคือขั้น 6 และน่าจะสูงกว่านั้น”

น้ำเสียงของลี่เยว่นั้นดูไม่มั่นใจ แต่ก็ดูมีความหวังเล็กน้อย

“ลี่เยว่ถ้าเธอรู้จักคนแบบนี้ และเขาพร้อมช่วยเรา พวกเราคงไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้ตั้งแต่แรก!”

ลี่ลี่กลอกตาไปมาด้วยความเหนื่อยใจ

ก่อนที่เธอจะเดินไปยังประตูห้อง และหยุดลง

ลี่ลี่หันกลับไปหาลี่เยว่และถามด้วยความสงสัย

“แล้วเราจะติดต่อเขาได้ยังไง? หรือต้องพึ่งพาให้โหย่วเฟ่ยติดต่อมาหาเราก่อน? หรือเราควรทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ บอกทางให้เขามาหาเรา”

“ฉันรู้ว่าพวกเขาอยู่ไหน”

ลี่เยว่พูดขึ้นอย่างเขินๆ

“นี้เธอ….พูดว่าอะไรนะ…”

ลี่ลี่กุมขมับด้วยความปวดหัว

ก่อนที่เธอจะกำหมัดแน่นและพูดด้วยความโมโห

“ลี่เยว่!! เธอจะปิดบังไปถึงไหนกัน!”

“ก็มันไม่ได้เป็นความลับอะไร”

ลี่เยว่ถึงกับผงะถอยออกไป เมื่อเห็นว่าลี่ลี่กำหมัดแน่น

หากลี่ลี่ต่อยเธอ เธอคงสลบไม่รู้เรื่องไปเป็นสิบวัน โดยที่ไม่ถึงกับตาย

“งั้นก็รีบนำทางไปเลย!”

ลี่ลี่ถอนหายใจ ก่อนที่จะเอามือเท้าเอวทั้งสองข้าง

เธอรู้สึกว่าความคิดของเธอก่อนหน้านี้ถูกต้อง ผู้หญิงที่มีความรักมักทำตัวเองลำบากเสมอ

“อะอืม!”

ลี่เยว่เก็บเต่าทอง และเดินออกไปจากห้อง มุ่งหน้าไปทางประตูเมือง

“นี้เราจะไปที่ไหนกัน?”

ลี่ลี่ถามด้วยความสงสัยพร้อมกับดึงผ้าขึ้นมาปิดบังใบหน้า

เธอรู้สึกสงสัย และมองไปยังฝูงชนที่อยู่บนท้องถนนที่กำลังแห่ไปทางประตูเมืองเหมือนกัน ดูเหมือนพวกเขากำลังจะไปดูสัตว์อสูรที่อยู่หน้าประตูเมือง

“ไปที่ประตูเมือง”

ลี่เยว่ตอบอย่างแผ่วเบา

“เราจะไปประตูเมืองทำไม?”

ลี่ลี่ถามด้วยความประหลาดใจ

“ก็เพราะว่าทั้งโหย่วเฟ่ยและคนอื่นๆ อยู่นอกประตูเมือง”

ลี่เยว่ตอบก่อนที่จะเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น

เธอต้องการกลับไปหาทุกคนในเมืองเต่าทมิฬ และคืนนี้เธอจะได้นอนอย่างสบายในห้องนอนของเธอเอง

“เดี๋ยว! ทำไมถึงรีบร้อนขนาดนั้น!”

ลี่ลี่ไม่มีทางเลือกนอกจากเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

ในเวลานั้นเองที่นอกเมือง มีกระโจมหนังสัตว์ถูกขึงขึ้น และผู้ดูแลการติดตั้งทั้งหมดคือหว่านเอ่อตู้

เขาระมัดระวังอย่างมาก เพื่อกันไม่ให้คนที่อยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณนี้เข้ามาในเมือง พวกเขาจึงลงทุนกางกระโจมขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทจนเกินไป

“มีคนเต็มไปหมดเลย”

ลี่ลี่เร่งฝีเท้า ในขณะเดียวกันสายตาของเธอก็มองไปรอบๆ และเห็นว่ายิ่งใกล้ประตูเมืองฝูงชนยิ่งหนาแน่นมากขึ้น

“ไปตรงนั้น”

ลี่เยว่คว้าแขนของลี่ลี่และเดินออกไปนอกฝูงชน

เธอเลี่ยงกลุ่มคนออกมา และเดินไปยังประตูเมือง เพื่อที่จะออกไปด้านนอก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสายตาของผู้คน เธอเลยจะขึ้นไปบนเมืองเต่าทมิฬทางด้านหลังของเต่าทมิฬ

“เดี๋ยวๆ ช้าก่อนมีคนกำลังลงมาจากสัตว์อสูรยักษ์”

ลี่ลี่พูดขึ้นด้วยความแปลกใจ

เธอเห็นแผ่นหินเลื่อนลงมาจากตัวของสัตว์อสูรยักษ์

ทั้งคู่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย และพอจะเห็นแสงไฟจากคบเพลิง แต่มันก็ไม่ได้สว่างมากนัก เธอจึงไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นหน้าตาเป็นเช่นไร

“อย่าไปทางนั้น”

ลี่เยว่หยุดลง

สายตาของลี่เยว่นั้นดีกว่าลี่ลี่มาก และเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนที่ลงมากับแผ่นหินนั้นคือมู่เหลียงและคนอื่นๆ พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปทางกระโจมขนาดใหญ่ที่กางขึ้น

ลี่เยว่คิดว่าเรื่องของเธอจะทำให้มู่เหลียงลำบาก เลยไม่กล้าที่จะเข้าไปหาในทันที แต่จะเข้าไปพบเมื่อเรื่องตรงนี้จบลงแล้ว

“เอ้า? ทำไมล่ะ”

ลี่ลี่ถามด้วยความอยากรู้

ตอนนี้ทั้งคู่กำลังอยู่นอกเมือง และอยู่ใกล้กับสัตว์อสูรยักษ์

หรือว่าเพื่อนของเธอจะสนใจผู้คนที่ลงมาจากสัตว์อสูรตัวนี้ด้วย?

แต่ยังไงตอนนี้การตามหาโหย่วเฟ่ยนั้นต้องมาก่อน!