ตกกลางคืนแต่เมืองเซิงหยางก็ยังไม่ได้เงียบเหงา
ผู้คนมากมายต่างสนใจสัตว์อสูรยักษ์ที่นอนอยู่นอกเมือง และมีแสงสว่างมาจากบนหลังของมัน มันช่างสร้างความอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก
และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ต้นชาเขียวประกายจะปล่อยอาณาเขตแสงดาว ยิ่งทำให้เหมือนกลุ่มดวงดาวที่ทอแสงอยู่บนท้องฟ้า
นอกจากนี้ยังมีจุดไฟสีเหลืองเล็กๆ ลอยอยู่รอบๆ ด้วย
หนี่จี๋ชาสวมชุดคลุมดำปกปิดใบหน้า และไปยืนอยู่ในมุมที่ห่างไกลนอกเมืองเซิงหยาง
เธอกำลังรอให้หยางปิงมารับเธออยู่ แต่เพราะมีคนจำนวนมากที่ประตูเมืองทำให้ไม่สามารถนัดเจอที่จุดนั้นได้
หนี่จี๋ชาเงยหน้าขึ้นมองไปยังสัตว์อสูร และคิดว่าชีวิตของผู้คนในเมืองนี้จะเป็นเช่นไร
เธอเคยไปถนนการค้าครั้งเดียว แม้ว่าจะไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก และไม่รู้ว่าพื้นที่อื่นในเมืองเป็นเช่นไร
แต่แววตาของหนี่จี๋ชาเปล่งเป็นประกาย ด้วยความหลงไหลกับสิ่งที่เห็นและพูดออกมาเบาๆ
“แสงพวกนี้มันสวยงามจริงๆ”
“แล้วเธอจะรู้ว่ามันสวยกว่านี้หากขึ้นไปบนนั้น”
แล้วก็มีเสียงที่เย็นชาดังขึ้นมาจากด้านข้าง
“....”
หนี่จี๋ชาขยับตัวเล็กน้อย พร้อมที่จะเตะขาออกไปในทิศทางที่เกิดเสียง
หยางปิงปรากฏตัวจากความมืด ในชุดเกราะภูติผีที่ดูแปลกตา
“เธอไม่รู้รึไงว่าทำให้คนอื่นตกใจแบบนี้จะตายแบบไม่รู้ตัว”
หนี่จี๋ชามองด้วยสายตาขุ่นเคืองของเธอ
“หนี่จี๋ชาเธอเองไม่น่าจะเป็นคนขี้ตกใจแบบนั้นนะ”
หยางปิงพูดอย่างเฉยเมย
“งั้นก็เร็ว พาฉันไปดูดอกปีกนางฟ้าสักทีเถอะ”
หนี่จี๋ชาเร่งเร้า
เพราะเธอไม่สามารถหายไปจากเมืองเซิงหยางได้นาน เพราะเกรงว่าเฟ่ยฉี๋จะจับได้
“ช้าก่อน ยังมีคนมาไม่ถึง”
หยางปิงวางมือไว้บนอกของเธอ
“นี้เธอเรียกคนอื่นมาด้วยงั้นหรอ?”
หนี่จี๋ชาถามด้วยความตกใจ
มีหน่วยนักฆ่าของเมืองเซิงหยางพึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่สองสามหน่วย เป็นไปไม่ได้ที่หยางปิงจะไปเรียกมาด้วย
“ไม่ใช่”
หยางปิงส่ายหัวเล็กน้อย
“แล้วไป”
หนี่จี๋ชาถอนหายใจอย่างโล่งอก
ตอนนี้หากสามารถยืนยันเรื่องดอกปีกนางฟ้าได้ เธอจะสามารถเตรียมแผนใหม่ และแยกตัวเองออกจากเมืองเซิงหยาง
แล้วเมื่อวันหนึ่งเธอแข็งแกร่งพอแล้ว เธอจะย้อนกลับมาคิดบัญชีกับเฟ่ยฉี๋อีกครั้ง
มันไม่นานเกินรอแน่นอน
……
มีเสียงของฝีเท้าดังเล็กน้อย
พร้อมกับเยี่ยลี่ยี่ที่วิ่งเหยาะๆ พร้อมกับอุ้มกระโปรงของเธอเอาไว้
เธอรีบกล่าวออกมาทันที
“ขอโทษ ฉันมาสาย ท่านลี่เยว่”
“อะ! เอ๋?”
เนี่ยลี่ยี่ถึงกับตกใจเมื่อเห็นคนสองคนที่ไม่รู้จักยืนอยู่
ก่อนหน้านี้ลี่เยว่กับลี่ลี่ได้มาหาพวกเธอถึงที่พัก และบอกว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬเรียกให้ไปพบ
เธอตอบตกลงทันที และถูกนัดหมายให้มาตอนกลางคืนเพื่อเลี่ยงเป็นจุดสนใจ
“ไปกันเถอะ”
หยางปิงหันหลังกลับและนำทางไปยังเต่าทมิฬน้อย
พวกเขาใช้เส้นทางที่อ้อมไกลกว่าปกติ นั้นคือทุกคนต้องเดินไกลขึ้นหลายเท่า
แต่ทั้งสามก็ไม่พูดอะไรกันสักคำ และเดินกันไปเงียบๆ จนถึงตัวของเต่าทมิฬ
ลี่เยว่เห็นทั้งสามคนที่เดินเข้ามาก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม
“เตรียมตัวพร้อมแล้วใช่ไหม? เราจะได้ขึ้นไปกันเดี๋ยวนี้”
“ปีนขึ้นไปงั้นหรอ?”
เยี่ยลี่ยี่เงยหน้าขึ้นมองสัตว์อสูรยักษ์อย่างหวาดกลัว
“ไม่..จะมีคนมารับพวกเรา”
ลี่เยว่ส่ายหัว
“เดี๋ยวก่อน…นี้เรากำลังจะขึ้นไปจริงๆ งั้นหรอ”
หนี่จี๋ชาหันไปมองหน้าหยางปิง
“ใช่ ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นงั้นหรอ?”
หยางปิงพูดอย่างเฉยเมย
“ใช่เธอไม่ได้บอกแบบนี้”
หนี่จี๋ชากำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกหงุดหงิด
“ดอกปีกนางฟ้าอยู่บนนั้น”
หยางปิงพูดอย่างใจเย็น
พร้อมกับแววตาที่บอกว่า ‘เห็นไหม ตอนนี้ฉันบอกเธอแล้ว’
“....”
หนี่จี๋ชาได้แต่เงียบ และเอามือขึ้นมากายหน้าผาก และรู้สึกอยากจะเตะหยางปิงอีกสักครั้ง
กี้!!
มีกิ้งก่ายักษ์คลานลงมาจากแนวหิน และมานอนหมอบต่อหน้าทุกคน
“มาขึ้นมาเร็ว”
ลี่เยว่กระโดดขึ้นไปก่อนที่จะพูดขึ้น
“เอิ่ม…สิ่งนี้…”
เนี่ยลี่ยี่และหนี่จี๋ชาถึงกับตกตะลึงกับกิ้งก่าตัวยักษ์นี้
“เอ้าอย่ามัวแต่อึ้งสิ”
ลี่เยว่ตะโกนดุ
“เข้าใจแล้ว”
ทั้งสองปีนขึ้นไปบนหลังของกิ้งก่ายักษ์อย่างระมัดระวัง
ภายใต้การสั่งของลี่เยว่เสี่ยวไกได้ไต่ไปตามเนินหินบนตัวของเต่าทมิฬน้อยอย่างรวดเร็ว
สักพักก็ขึ้นมาถึงกำแพงเมืองซานไห่ ก่อนที่มันจะพาทุกคนข้ามกำแพงเข้ามาแล้วเดินไปตามถนน
คราวนี้ลี่เยว่รู้ว่ามู่เหลียงอยู่ที่ตำหนักเจ้าเมือง ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องผ่านถนนการค้าอีก และให้เสี่ยวไกพาไปส่งที่เนินสูงเลย
“ลงได้พวกเราถึงแล้ว”
ลี่เยว่ลุกขึ้นยืนก่อนที่จะกระโดดลงไปจากหลังของเสี่ยวไก
“ที่นี่ต้นไม้เยอะมาก”
นัยน์ตาของหนี่จี๋ชาเบิกกว้างและประหลาดใจกับภาพที่เห็น
มีทั้งต้นไม้และดอกไม้พืชพันธ์นานาชนิด
“ถึงกันสักที”
เสียงของลีลี่ดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า
เธอโบกมือเรียกเยี่ยลี่ยี่และพูดขึ้น
“เธอมากับฉัน ท่านเจ้าเมืองกำลังรออยู่”
“คะ ค่ะ!”
เนี่ยนี่ลี่ตอบรับทันที
ตอนนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจสิ่งรอบข้าง และรีบวิ่งตามลี่ลี่ไปทันทีเพื่อไปพบเจ้าเมือง
ลี่เยว่ดูทั้งสองจากไปก่อน และพูดกับหยางปิงและหนี่จี๋ชา
“ไปกันเถอะ ฉันจะพาทั้งสองไปดูดอกปีกนางฟ้าเอง”
“ทั้งสอง?”
หนี่จี๋ชาถึงกับตกใจอีกครั้งเมื่อได้ยินคำนี้
ก่อนที่จะมองไปยังหยางปิงด้วยความคิดว่าหยางปิงผู้นี้หลอกให้เธอมาดูดอกปีกนางฟ้าโดยที่ตัวเองยังไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ
หยางปิงนั้นแกล้งทำเป็นไม่สนใจสายตาของหนี่จี๋ชาและเดินตามหลังลี่เยว่ไปอย่างใกล้ชิด
“นี้พวกเธอมีดอกปีกนางฟ้าจริงๆ ใช่ไหม!”
หนี่จี๋ชาถามขึ้น
เธอถูกหยางปิงหลอกมาถึงสองครั้งแล้ว ทำให้เธอไม่อยากจะเชื่ออีกต่อไป
“ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ เธอก็มาถึงที่นี่แล้ว ก็มาดูด้วยตาของตัวเองเถอะ”
ลี่เยว่พูดเบาๆ
เธอพาทั้งสองเดินผ่านตำหนักเจ้าเมือง ผ่านซุ้มประตูสองสามแห่ง และไปยังพื้นที่เพาะปลูกหลังตำหนัก
ต้นชาเขียวประกายนั้นตั้งสูงใหญ่ต่อหน้าทั้งสามคน และแสงระยิบระยับบนต้นไม้นั้นทำให้ชวนหลงไหลอย่างยิ่ง
“งดงาม”
หนี่จี๋ชาอุทานออกมาโดยที่มองต้นชาเขียวประกายตาไม่กระพริบ
“เป็นต้นไม้ที่ใหญ่โตเสียจริง”
หยางปิงเองก็พูดด้วยความประหลาดใจ
“อย่าได้ตกตะลึงอยู่เลย ไม่อยากเห็นดอกปีกนางฟ้างั้นหรอ?”
ลี่เยว่พูดขึ้น
เธอได้บอกเรื่องหนี่จี๋ชาให้มู่เหลียงฟังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะงั้นเธอถึงพาหนี่จี๋ชามาดูดอกปีกนางฟ้าได้
เพราะดอกปีกนางฟ้าจะดึงดูดให้เธอสนใจเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬได้
และเรื่องหลังจากนั้นเมื่อเมืองเซิงหยางรู้เข้า มู่เหลียงจะเป็นคนจัดการเอง
ทั้งสองกลับมามีสติอีกครั้งและพูดขึ้นพร้อมกัน
“ไหนดอกปีกนางฟ้า”
“นี้คือช่อของดอกปีกนางฟ้า”
ลี่เยว่ชี้ไปยังพื้นที่ใต้ต้นชาเขียวประกาย
หนี่จี๋ชาและหยางปิงรีบพุ่งตัวเข้าไปดูทันที
“นี่หรอ ดอกปีกนางฟ้า? ทำไมมันต่างจากที่ฉันรู้มามากนัก”
หนี่จี๋ชาจ้องมองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
ดอกปีกนางฟ้าที่เธอรู้จักมันจะเป็นดอกไม้ดอกเดียว แต่นี้กลับมีเป็นช่อถึง 5 ดอก
จำนวนและขนาดก็ต่างกันมากจากความรู้ของเธอ
“ดอกปีกนางฟ้านี้ได้รับการกลายพันธ์แล้ว”
ลี่เยว่เอามือวางบนหน้าอกของเธอ และพูดอย่างใจเย็น
“หยดน้ำตานางฟ้าที่ได้จากดอกปีกนางฟ้ากลายพันธ์นั้นมีคุณภาพสูงกว่าดอกปีกนางฟ้าทั่วไปหลายเท่า เพียงหยดเดียวสามารถหยุดการกัดกินของเชื้อผีมายาได้ปีครึ่ง”
“ไม่มีทางรักษาให้หายขาดงั้นหรอ?”
หยางปิงถามต่อพร้อมกับเม้มริมฝีปาก
เมื่อมองไปยังดอกปีกนางฟ้า เธอคิดว่ามันสามารถรักษาโรคนี้ได้อย่างหมดจด
“โหย่วเฟ่ยกำลังศึกษามันอยู่ แต่ตอนนี้สามารถสร้างตัวยาที่สามารถหยุดการกัดกินของเชื้อผีมายาได้เท่านั้น”
ลี่เยว่กล่าวด้วยท่าทางสุขุม
เธอมีประสบการณ์ในการเล่าเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว ทำให้เธอสามารถเผชิญกับคำถามเหล่านี้ได้
“งั้นพอที่จะเก็บหยดน้ำตานางฟ้าไว้ได้ไหม”
หนี่จี๋ชาคิดถึงคนในหน่วยของเธอ ที่เหลือวเวลาเพียง 35 วัน
เมื่อก่อนเธอคงไร้หนทางที่จะช่วย แต่ตอนนี้เธอมีหนทางแล้ว มันถึงเวลาที่เธอจะต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้ง
“ถ้าอย่างงั้น ก็ตามฉันไปหาท่านเจ้าเมือง”
ลี่เยว่ผายมือนำทางไปยังตำหนักเจ้าเมือง
“ได้”
หนี่จี๋ชาตกลงอย่างหนักแน่น
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved