ตอนที่ 162

ตกกลางคืนแต่เมืองเซิงหยางก็ยังไม่ได้เงียบเหงา

ผู้คนมากมายต่างสนใจสัตว์อสูรยักษ์ที่นอนอยู่นอกเมือง และมีแสงสว่างมาจากบนหลังของมัน มันช่างสร้างความอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก

และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ต้นชาเขียวประกายจะปล่อยอาณาเขตแสงดาว ยิ่งทำให้เหมือนกลุ่มดวงดาวที่ทอแสงอยู่บนท้องฟ้า

นอกจากนี้ยังมีจุดไฟสีเหลืองเล็กๆ ลอยอยู่รอบๆ ด้วย

หนี่จี๋ชาสวมชุดคลุมดำปกปิดใบหน้า และไปยืนอยู่ในมุมที่ห่างไกลนอกเมืองเซิงหยาง

เธอกำลังรอให้หยางปิงมารับเธออยู่ แต่เพราะมีคนจำนวนมากที่ประตูเมืองทำให้ไม่สามารถนัดเจอที่จุดนั้นได้

หนี่จี๋ชาเงยหน้าขึ้นมองไปยังสัตว์อสูร และคิดว่าชีวิตของผู้คนในเมืองนี้จะเป็นเช่นไร

เธอเคยไปถนนการค้าครั้งเดียว แม้ว่าจะไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก และไม่รู้ว่าพื้นที่อื่นในเมืองเป็นเช่นไร

แต่แววตาของหนี่จี๋ชาเปล่งเป็นประกาย ด้วยความหลงไหลกับสิ่งที่เห็นและพูดออกมาเบาๆ

“แสงพวกนี้มันสวยงามจริงๆ”

“แล้วเธอจะรู้ว่ามันสวยกว่านี้หากขึ้นไปบนนั้น”

แล้วก็มีเสียงที่เย็นชาดังขึ้นมาจากด้านข้าง

“....”

หนี่จี๋ชาขยับตัวเล็กน้อย พร้อมที่จะเตะขาออกไปในทิศทางที่เกิดเสียง

หยางปิงปรากฏตัวจากความมืด ในชุดเกราะภูติผีที่ดูแปลกตา

“เธอไม่รู้รึไงว่าทำให้คนอื่นตกใจแบบนี้จะตายแบบไม่รู้ตัว”

หนี่จี๋ชามองด้วยสายตาขุ่นเคืองของเธอ

“หนี่จี๋ชาเธอเองไม่น่าจะเป็นคนขี้ตกใจแบบนั้นนะ”

หยางปิงพูดอย่างเฉยเมย

“งั้นก็เร็ว พาฉันไปดูดอกปีกนางฟ้าสักทีเถอะ”

หนี่จี๋ชาเร่งเร้า

เพราะเธอไม่สามารถหายไปจากเมืองเซิงหยางได้นาน เพราะเกรงว่าเฟ่ยฉี๋จะจับได้

“ช้าก่อน ยังมีคนมาไม่ถึง”

หยางปิงวางมือไว้บนอกของเธอ

“นี้เธอเรียกคนอื่นมาด้วยงั้นหรอ?”

หนี่จี๋ชาถามด้วยความตกใจ

มีหน่วยนักฆ่าของเมืองเซิงหยางพึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่สองสามหน่วย เป็นไปไม่ได้ที่หยางปิงจะไปเรียกมาด้วย

“ไม่ใช่”

หยางปิงส่ายหัวเล็กน้อย

“แล้วไป”

หนี่จี๋ชาถอนหายใจอย่างโล่งอก

ตอนนี้หากสามารถยืนยันเรื่องดอกปีกนางฟ้าได้ เธอจะสามารถเตรียมแผนใหม่ และแยกตัวเองออกจากเมืองเซิงหยาง

แล้วเมื่อวันหนึ่งเธอแข็งแกร่งพอแล้ว เธอจะย้อนกลับมาคิดบัญชีกับเฟ่ยฉี๋อีกครั้ง

มันไม่นานเกินรอแน่นอน

……

มีเสียงของฝีเท้าดังเล็กน้อย

พร้อมกับเยี่ยลี่ยี่ที่วิ่งเหยาะๆ พร้อมกับอุ้มกระโปรงของเธอเอาไว้

เธอรีบกล่าวออกมาทันที

“ขอโทษ ฉันมาสาย ท่านลี่เยว่”

“อะ! เอ๋?”

เนี่ยลี่ยี่ถึงกับตกใจเมื่อเห็นคนสองคนที่ไม่รู้จักยืนอยู่

ก่อนหน้านี้ลี่เยว่กับลี่ลี่ได้มาหาพวกเธอถึงที่พัก และบอกว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬเรียกให้ไปพบ

เธอตอบตกลงทันที และถูกนัดหมายให้มาตอนกลางคืนเพื่อเลี่ยงเป็นจุดสนใจ

“ไปกันเถอะ”

หยางปิงหันหลังกลับและนำทางไปยังเต่าทมิฬน้อย

พวกเขาใช้เส้นทางที่อ้อมไกลกว่าปกติ นั้นคือทุกคนต้องเดินไกลขึ้นหลายเท่า

แต่ทั้งสามก็ไม่พูดอะไรกันสักคำ และเดินกันไปเงียบๆ จนถึงตัวของเต่าทมิฬ

ลี่เยว่เห็นทั้งสามคนที่เดินเข้ามาก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม

“เตรียมตัวพร้อมแล้วใช่ไหม? เราจะได้ขึ้นไปกันเดี๋ยวนี้”

“ปีนขึ้นไปงั้นหรอ?”

เยี่ยลี่ยี่เงยหน้าขึ้นมองสัตว์อสูรยักษ์อย่างหวาดกลัว

“ไม่..จะมีคนมารับพวกเรา”

ลี่เยว่ส่ายหัว

“เดี๋ยวก่อน…นี้เรากำลังจะขึ้นไปจริงๆ งั้นหรอ”

หนี่จี๋ชาหันไปมองหน้าหยางปิง

“ใช่ ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นงั้นหรอ?”

หยางปิงพูดอย่างเฉยเมย

“ใช่เธอไม่ได้บอกแบบนี้”

หนี่จี๋ชากำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกหงุดหงิด

“ดอกปีกนางฟ้าอยู่บนนั้น”

หยางปิงพูดอย่างใจเย็น

พร้อมกับแววตาที่บอกว่า ‘เห็นไหม ตอนนี้ฉันบอกเธอแล้ว’

“....”

หนี่จี๋ชาได้แต่เงียบ และเอามือขึ้นมากายหน้าผาก และรู้สึกอยากจะเตะหยางปิงอีกสักครั้ง

กี้!!

มีกิ้งก่ายักษ์คลานลงมาจากแนวหิน และมานอนหมอบต่อหน้าทุกคน

“มาขึ้นมาเร็ว”

ลี่เยว่กระโดดขึ้นไปก่อนที่จะพูดขึ้น

“เอิ่ม…สิ่งนี้…”

เนี่ยลี่ยี่และหนี่จี๋ชาถึงกับตกตะลึงกับกิ้งก่าตัวยักษ์นี้

“เอ้าอย่ามัวแต่อึ้งสิ”

ลี่เยว่ตะโกนดุ

“เข้าใจแล้ว”

ทั้งสองปีนขึ้นไปบนหลังของกิ้งก่ายักษ์อย่างระมัดระวัง

ภายใต้การสั่งของลี่เยว่เสี่ยวไกได้ไต่ไปตามเนินหินบนตัวของเต่าทมิฬน้อยอย่างรวดเร็ว

สักพักก็ขึ้นมาถึงกำแพงเมืองซานไห่ ก่อนที่มันจะพาทุกคนข้ามกำแพงเข้ามาแล้วเดินไปตามถนน

คราวนี้ลี่เยว่รู้ว่ามู่เหลียงอยู่ที่ตำหนักเจ้าเมือง ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องผ่านถนนการค้าอีก และให้เสี่ยวไกพาไปส่งที่เนินสูงเลย

“ลงได้พวกเราถึงแล้ว”

ลี่เยว่ลุกขึ้นยืนก่อนที่จะกระโดดลงไปจากหลังของเสี่ยวไก

“ที่นี่ต้นไม้เยอะมาก”

นัยน์ตาของหนี่จี๋ชาเบิกกว้างและประหลาดใจกับภาพที่เห็น

มีทั้งต้นไม้และดอกไม้พืชพันธ์นานาชนิด

“ถึงกันสักที”

เสียงของลีลี่ดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า

เธอโบกมือเรียกเยี่ยลี่ยี่และพูดขึ้น

“เธอมากับฉัน ท่านเจ้าเมืองกำลังรออยู่”

“คะ ค่ะ!”

เนี่ยนี่ลี่ตอบรับทันที

ตอนนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจสิ่งรอบข้าง และรีบวิ่งตามลี่ลี่ไปทันทีเพื่อไปพบเจ้าเมือง

ลี่เยว่ดูทั้งสองจากไปก่อน และพูดกับหยางปิงและหนี่จี๋ชา

“ไปกันเถอะ ฉันจะพาทั้งสองไปดูดอกปีกนางฟ้าเอง”

“ทั้งสอง?”

หนี่จี๋ชาถึงกับตกใจอีกครั้งเมื่อได้ยินคำนี้

ก่อนที่จะมองไปยังหยางปิงด้วยความคิดว่าหยางปิงผู้นี้หลอกให้เธอมาดูดอกปีกนางฟ้าโดยที่ตัวเองยังไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ

หยางปิงนั้นแกล้งทำเป็นไม่สนใจสายตาของหนี่จี๋ชาและเดินตามหลังลี่เยว่ไปอย่างใกล้ชิด

“นี้พวกเธอมีดอกปีกนางฟ้าจริงๆ ใช่ไหม!”

หนี่จี๋ชาถามขึ้น

เธอถูกหยางปิงหลอกมาถึงสองครั้งแล้ว ทำให้เธอไม่อยากจะเชื่ออีกต่อไป

“ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ เธอก็มาถึงที่นี่แล้ว ก็มาดูด้วยตาของตัวเองเถอะ”

ลี่เยว่พูดเบาๆ

เธอพาทั้งสองเดินผ่านตำหนักเจ้าเมือง ผ่านซุ้มประตูสองสามแห่ง และไปยังพื้นที่เพาะปลูกหลังตำหนัก

ต้นชาเขียวประกายนั้นตั้งสูงใหญ่ต่อหน้าทั้งสามคน และแสงระยิบระยับบนต้นไม้นั้นทำให้ชวนหลงไหลอย่างยิ่ง

“งดงาม”

หนี่จี๋ชาอุทานออกมาโดยที่มองต้นชาเขียวประกายตาไม่กระพริบ

“เป็นต้นไม้ที่ใหญ่โตเสียจริง”

หยางปิงเองก็พูดด้วยความประหลาดใจ

“อย่าได้ตกตะลึงอยู่เลย ไม่อยากเห็นดอกปีกนางฟ้างั้นหรอ?”

ลี่เยว่พูดขึ้น

เธอได้บอกเรื่องหนี่จี๋ชาให้มู่เหลียงฟังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะงั้นเธอถึงพาหนี่จี๋ชามาดูดอกปีกนางฟ้าได้

เพราะดอกปีกนางฟ้าจะดึงดูดให้เธอสนใจเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬได้

และเรื่องหลังจากนั้นเมื่อเมืองเซิงหยางรู้เข้า มู่เหลียงจะเป็นคนจัดการเอง

ทั้งสองกลับมามีสติอีกครั้งและพูดขึ้นพร้อมกัน

“ไหนดอกปีกนางฟ้า”

“นี้คือช่อของดอกปีกนางฟ้า”

ลี่เยว่ชี้ไปยังพื้นที่ใต้ต้นชาเขียวประกาย

หนี่จี๋ชาและหยางปิงรีบพุ่งตัวเข้าไปดูทันที

“นี่หรอ ดอกปีกนางฟ้า? ทำไมมันต่างจากที่ฉันรู้มามากนัก”

หนี่จี๋ชาจ้องมองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

ดอกปีกนางฟ้าที่เธอรู้จักมันจะเป็นดอกไม้ดอกเดียว แต่นี้กลับมีเป็นช่อถึง 5 ดอก

จำนวนและขนาดก็ต่างกันมากจากความรู้ของเธอ

“ดอกปีกนางฟ้านี้ได้รับการกลายพันธ์แล้ว”

ลี่เยว่เอามือวางบนหน้าอกของเธอ และพูดอย่างใจเย็น

“หยดน้ำตานางฟ้าที่ได้จากดอกปีกนางฟ้ากลายพันธ์นั้นมีคุณภาพสูงกว่าดอกปีกนางฟ้าทั่วไปหลายเท่า เพียงหยดเดียวสามารถหยุดการกัดกินของเชื้อผีมายาได้ปีครึ่ง”

“ไม่มีทางรักษาให้หายขาดงั้นหรอ?”

หยางปิงถามต่อพร้อมกับเม้มริมฝีปาก

เมื่อมองไปยังดอกปีกนางฟ้า เธอคิดว่ามันสามารถรักษาโรคนี้ได้อย่างหมดจด

“โหย่วเฟ่ยกำลังศึกษามันอยู่ แต่ตอนนี้สามารถสร้างตัวยาที่สามารถหยุดการกัดกินของเชื้อผีมายาได้เท่านั้น”

ลี่เยว่กล่าวด้วยท่าทางสุขุม

เธอมีประสบการณ์ในการเล่าเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว ทำให้เธอสามารถเผชิญกับคำถามเหล่านี้ได้

“งั้นพอที่จะเก็บหยดน้ำตานางฟ้าไว้ได้ไหม”

หนี่จี๋ชาคิดถึงคนในหน่วยของเธอ ที่เหลือวเวลาเพียง 35 วัน

เมื่อก่อนเธอคงไร้หนทางที่จะช่วย แต่ตอนนี้เธอมีหนทางแล้ว มันถึงเวลาที่เธอจะต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

“ถ้าอย่างงั้น ก็ตามฉันไปหาท่านเจ้าเมือง”

ลี่เยว่ผายมือนำทางไปยังตำหนักเจ้าเมือง

“ได้”

หนี่จี๋ชาตกลงอย่างหนักแน่น