(เขียนชื่อตัวละครผิดครับเบลอ หยู่ฉินหลาน เหมือนเดิมนะครับ)
(แล้วก็เจ้าเมืองหนุ่มเปลี่ยนเป็นเจ้าเมืองสาวแทนนะครับ ดูตัวอักษรแบ่งเพศผิด มันใช้ คำเขียนคล้ายๆ กัน)
ในอาคารสูงใหญ่ใจกลางเมืองสิบขั้น
ตอนนี้ได้มีการประชุมใหญ่เพื่อที่จะกำหนดทิศทางของเมืองสิบขั้นต่อไป
ในห้องประชุมใหญ่มีทั้งชายหญิง ต่างวัยหลายคน
การประชุมนี้กินเวลามานานถึงสามวันได้แล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเลย
“เยี่ยลี่ยี่ จงละทิ้งตำแหน่งเจ้าเมืองชั้นสิบซะ”
หว่านเอ่อตู้เจ้าเมืองชั้นหนึ่งพูดอย่างเย็นชา
“ตระกูลเยี่ยนั้นไม่มีผู้มีพลังขั้น 6 คงไม่สมควรที่จะคงตำแหน่งเจ้าเมืองอีกต่อไป”
“จะบ้าบอเกินไปแล้ว! ไม่มีบัญญัติแบบนั้นตอนที่สร้างเมืองสิบขั้นขึ้น!”
เยี่ยลี่ยี่กัดริมฝีปากแน่นพร้อมกับตะโกนเถียงอย่างเจ็บแค้น
เมืองสิบขั้นนั้นเกิดมาจากเผ่าและกลุ่มอำนาจสิบกลุ่มรวมตัวกัน
และตอนที่สร้างเมืองขึ้นทุกขุมอำนาจก็ได้สร้างกฏบัญญัติเอาไว้ เพื่อไม่ให้ขุมอำนาจใดเหนือกว่าคนอื่น
“ใช่ ไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ แต่ตระกูลเยี่ยเวลานี้อ่อนแอเกินไป มันได้ทำลายหน้าตาและศักดิ์ศรีของเมืองสิบขั้นของพวกเรา”
หว่านเอ่อตู้ที่ดูชราอย่างมากพูดต่อโดยที่ไม่แสดงอารมได้ออกมาทางสีหน้าเลย เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก
“การกระทำนี้อาจจะมองว่าไม่ถูกต้อง แต่พวกเราต้องรักษาอำนาจการปกครองเมืองสิบขั้นเอาไว้”
เขาไม่เปิดโอกาสให้เยี่ยลี่ยี้พูดเลยแม้แต่น้อย และพูดต่อทันที
“นอกจากนี้การตัดสินใจปลดเจ้าเมืองชั้นสิบออกจากตำแหน่งนั้นเป็นมติเห็นชอบของเจ้าเมืองทุกคน”
“แก….”
แววตาสีเขียวของเยี่ยลี่ยี่นั้นสั่นไหว และมองทุกคนที่อยู่ในห้องแห่งนี้ แต่ทุกคนต่างแสดงสีหน้าที่นิ่งเฉย
มันทำให้เธอเข้าใจได้ทันที ว่าคนเหล่านี้สมรู้ร่วมคิดกันมานานแล้ว และต้องการจะยึดพื้นที่ของตระกูลเยี่ย
เมืองสิบขั้นนั้นใหญ่มาก หากต้องการขยายอำนาจจำเป็นต้องกินพื้นที่อื่นที่อยู่รอบๆ ของเจ้าเมืองคนอื่น
และตระกูลเยี่ยเองเวลานี้ตกต่ำมาได้สามปีแล้ว
สามปีก่อนหน้านี้หัวหน้าตระกูลและเจ้าเมืองคนก่อนได้หายตัวไปอย่างลึกลับ และทุกคนก็ต่างเชื่อว่าเขาได้ตายไปแล้ว ทิ้งลูกชายห้าคนกับลูกสาวอีกสามคนไว้เบื้องหลัง
และที่น่าเศร้าไปกว่านั้นสามปีต่อมาทั้งลูกชายและลูกสาวก็เสียชีวิตลงทีละคน จนเหลือเพียงเยี่ยลี่ยี่
เพราะเยี่ยลี่ยี่เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูล เธอมีพลังของขั้น 5 ซึ่งนั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมเยี่ยลี่ยี่ยังอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้
เยี่ยลี่ยี่ใช้ชีวิตอย่างสับสนทุกวัน และพยายามทำงานในฐานะเจ้าเมืองแต่ก็ไม่ได้เรื่องเท่าไร
แต่ไม่คิดว่าเธอจะถูกเจ้าเมืองทั้ง 9 ที่เหลือรุมหัวกันกลั่นแกล้งแบบนี้
“เยี่ยลี่ยี่ ปล่อยวางเสียจะดีกว่า”
หว่านเอ่อตู้พูดขึ้น พร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่ลึกซึ้ง
“เธอคือตระกูลเยี่ยคนสุดท้าย เพราะงั้นรักษาชาติเชื้อของตระกูลเอาไว้จะดีกว่า”
เป็นเวลาสามวันเต็มๆ ที่ถกเถียงกันเรื่องนี้ แต่พวกเขาไม่อยากจะเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว
“ไม่!! ฉันไม่ยอมออกจากตำแหน่ง!”
เยี่ยลี่ยี่ยืนกรานคำเดิม
หากว่าเยี่ยลี่ยี่ยอมถอยจากการเป็นเจ้าเมือง จุดจบของเธอจะน่าเศร้าเกินกว่าจะรับไหว
ตระกูลเยี่ยจะถูกกลืนกิน และจะออกจากเมืองสิบขั้นก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนดักปล้นหรือลอบฆ่าตอนไหน
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดของการประชุม ทำทุกอย่างถูกขัดจังหวะทันที
“บอกแล้วไงว่าอย่าได้มารบกวนการประชุมนี้หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ!”
หว่านเอ่อตู้ตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
“มีเรื่องเร่งด่วนต้องมารายงานให้ท่านเจ้าเมืองทุกคนทราบ!”
เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความกังวลดังขึ้นจากนอกประตู
“ข้ามีชื่อว่าเฉิงเหมา มาที่นี่เพราะมีเรื่องสำคัญที่จะพูด!”
นัยน์ตาของเยี่ยลี่ยี่ดูเป็นประกายขึ้นมาทันที และสบโอกาสที่จะหนีจากการถูกรุมกลั่นแกล้ง
แอ๊ด!
ประตูถูกเปิดออกอย่างช้าๆ นับตั้งแต่เริ่มประชุมก็นานมากแล้ว ที่ไม่มีคนอื่นเข้ามาในห้องแห่งนี้เลย
“ท่านเจ้าเมืองน้อย! แล้วก็ท่านเจ้าเมืองทุกท่าน!”
เฉิงเหมาเดินเข้ามาและพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูกระวนกระวายมากๆ
“พวกเราเจอกับสัตว์อสูรโบราณ มันกำลังมุ่งหน้ามาทางเมืองสิบขั้น”
“ว่าไงนะ มีสัตว์อสูรโบราณปรากฏตัวขึ้นงั้นหรอ!”
ตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลามากพอที่จะเตรียมตัวรับมือกับสัตว์อสูรโบราณได้ทัน
เยี่ยลี่ยี่นั้นกลับไม่สนใจท่าทางของคนอื่น ที่กำลังหวาดกลัวภัยของสัตว์อสูรโบราณ
เธอเบิกตากว้างด้วยความสงสัยและถามทันที
“แล้วตอนนี้มันอยู่ไหน!”
“หากข้าคำนวนไม่ผิดมันคงใกล้จะถึงเมืองสิบขั้นแล้ว!”
เฉิงเหมาตอบทันที
“เร็ว!! ต้องรีบกลับไปยังตระกูลก่อน”
เยี่ยยี่ลี่ลุกขึ้นและทำท่าจะเดินออกจากห้องประชุมไปทันที
เธอหวังจะใช้โอกาสที่เมืองสิบขั้นกำลังวุ่นวาย นำคนของตระกูลหลบหนีออกไป
ไม่งั้นหากปล่อยไว้แบบนี้ ไม่นานเจ้าเมืองทั้งเก้าจะกลืนกินตระกูลเยี่ยของเธอ
“ห้ามใครไปไหนทั้งนั้น”
หว่านเอ่อตู้พูดขึ้นเพื่อหยุดทุกสิ่ง
เมื่อเห็นท่าทางเร่งรีบของเยี่ยลี่ยี่เขาก็เกิดความสงสัยขึ้นทันทีว่า เรื่องสัตว์อสูรโบราณนั้นเป็นเรื่องที่กุขึ้นมารึป่าว และอาจจะเป็นแผนหลบหนีของเยี่ยลี่ยี่
ในช่วงสามวันที่ผ่านมา เธอหนีจากการประชุมหลายครั้งด้วยเหตุผลหลายอย่าง และครั้งนี้ก็อาจจะเช่นเดียวกัน
“สายไปแล้ว….มันมาถึงแล้ว”
เฉิงเหมามองออกไปก็เห็นว่าสัตว์อสูรยักษ์ตัวนั้นได้เคลื่อนที่มาใกล้เมืองแล้ว
จากหน้าต่างของอาคารแห่งนี้ ทำให้สามารถเห็นสัตว์อสูรตัวใหญ่ได้อย่างชัดเจน
“เมืองสิบขั้นถึงคราวจบสิ้นแล้ว!”
เจ้าเมืองคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความหวาดกลัว
แต่ก็มีเจ้าเมืองอีกหลายคนที่เห็นสัตว์อสูรยักษ์แล้วยังนิ่งเฉยไม่พูดอะไร แต่แสดงสีหน้าที่วิตกออกมาแทน
“ไปกันเถอะทุกท่าน….พวกเราต้องไปหยุดเจ้าสัตว์อสูรตัวนี้ เพื่อไม่ให้สิ่งที่ทุกคนสร้างมาสูญเปล่า”
หว่านเอ่อตู้ลุกขึ้นและเดินนำหน้าออกไปจากห้องประชุมเป็นคนแรก
“พวกเราก็พร้อมที่จะสู้กับมัน”
เจ้าเมืองหลายคนขานรับก่อนที่จะลุกขึ้นเดินตามไป
เยี่ยลี่ยี่ต้องการจะใช้จังหวะนี้หนีออกมาจากกลุ่ม แต่ก็ถูกทหารสองคนติดตามไม่ห่าง และถูกพาไปกับกลุ่มนี้ด้วย
เจ้าเมืองทั้งสิบมายังประตูทางเข้าเมือง และเห็นว่าสัตว์อสูรโบราณนั้นยังอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน
“ทำไม…มันถึงยังแน่นิ่งอยู่แบบนั้น”
มีคนถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ทุกท่านบนหลังของมันมีธงปักอยู่ด้วย”
เฉิงเหมาพูดด้วยน้ำเสียงที่เคารพ
“อาจจะมีกองกำลังใดควบคุมสัตว์อสูรนี้อยู่ก็ได้”
“เห็นแล้ว”
ผู้เฒ่าหว่านเอ่อตู้พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา และมองขึ้นไปยังด้านบนของสัตว์อสูรตัวนี้
เพราะเขาเห็นแบบนั้นอยู่แล้ว จึงไม่ได้แตกตื่นอะไร หากว่านี้เป็นสัตว์อสูรที่คิดจะบุกทำลายเมืองจริงๆ เขาคงกลับไปพากลุ่มของตัวเองหนีออกไป และรอจนสัตว์อสูรจากไปแล้ว ค่อยกลับมาตั้งเมืองใหม่
“ควรทำเช่นไรดี”
มีเจ้าเมืองคนหนึ่งถามขึ้น
“ไม่รู้ว่าพวกเขามีจุดประสงค์อะไร”
“ถ้างั้นเราก็ควรส่งคนออกไปสำรวจดูก่อน เพื่อดูท่าทีของอีกฝ่าย”
หว่านเอ้อตู้พูดขึ้น
“แล้วเราจะส่งใครไป”
หนึ่งในเจ้าเมืองถามต่อพร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“เยี่ยลี่ยี่….จงรับภารกิจนี้ซะ”
สายตาอันเย็นชาของหว่านเอ้อตู้มองมายังเยี่ยลี่ยี่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง
และพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“หากว่าครั้งนี้ผลงานของเธอเป็นที่ประจัก การถอดถอนก็จะเป็นอันยกเลิก”
“ฉัน….”
ใบหน้าอันงดงามของเยี่ยลี่ยี่ซีดลงทันที
เธออยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นแววตาของเจ้าเมืองทุกคนที่อยู่รอบๆ มองเธอแล้ว ทำให้เธอไร้หนทาง
“ได้ ฉันไปเอง”
เยี่ยลี่ยี่พูดขึ้นก่อนที่จะก้าวไปข้างหน้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของเธอจะเป็นเช่นไร
เพราะหากไม่ทำอะไร เธอก็คงถูกหาเรื่องและปลดออกจากตำแหน่งเหมือนเดิม
“ท่านเจ้าเมืองน้อย ให้ข้าไปกับท่านเถอะ”
เฉิงเหมาพูดขึ้นและไปยืนอยู่ต่อหน้าเยี่ยลี่ยี่ทันที
“ไม่ต้อง นายยังมีลูกและเมียที่ต้องดูแลอยู่”
เยี่ยลี่ยี่ส่ายหัวอย่างหนักใจ
ถ้าไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดของทุกคนในตระกูลเธอคงหนีไปคนเดียวนานแล้ว
อย่างไรก็ตามมีผู้คนอีกมากที่ผูกมัดเธอเอาไว้กับตระกูลเยี่ย
ต่อให้เธอจากไปเพียงคนเดียว คนในตระกูลทุกคนคงไม่ยอมให้เธอไปเพียงลำพังแน่
“ในฐานะผู้ดูแลนายหญิงน้อยมาแต่แรก มันคือภาระของข้า”
เฉิงเหมานั้นทำตามหน้าที่ตัวเองอย่างที่สุด
ก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายขึ้น โดยมีกลุ่มคนถึงสามสิบคนแทรกตัวขึ้นมา และมายืนอยู่ด้านหลังคนทั้งสอง
“พวกนาย…”
เยี่ยลี่ยี่เม้มริมฝีปากแน่น
นี่คือเหตุผลที่เยี่ยลี่ยี่ไม่สามารถหนีไปเพียงคนเดียว ข้ารับใช้ของเธอนั้นซื่อสัตว์เกินไป และเธอก็ไม่สามารถละทิ้งพวกเขาไปได้
“ท่านเจ้าเมืองน้อย โปรดนำทางพวกเราอย่างกล้าหาญด้วย”
เฉิงเหมาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ได้”
เยี่ยลี่ยี่เงยหน้าขึ้น พร้อมกับเชิดตัวขึ้น และเดินอย่างองอาจไปทางสัตว์อสูรโดยไม่รู้เลยว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved