ตอนที่ 104

(เขียนชื่อตัวละครผิดครับเบลอ หยู่ฉินหลาน เหมือนเดิมนะครับ)

(แล้วก็เจ้าเมืองหนุ่มเปลี่ยนเป็นเจ้าเมืองสาวแทนนะครับ ดูตัวอักษรแบ่งเพศผิด มันใช้ คำเขียนคล้ายๆ กัน)

ในอาคารสูงใหญ่ใจกลางเมืองสิบขั้น

ตอนนี้ได้มีการประชุมใหญ่เพื่อที่จะกำหนดทิศทางของเมืองสิบขั้นต่อไป

ในห้องประชุมใหญ่มีทั้งชายหญิง ต่างวัยหลายคน

การประชุมนี้กินเวลามานานถึงสามวันได้แล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเลย

“เยี่ยลี่ยี่ จงละทิ้งตำแหน่งเจ้าเมืองชั้นสิบซะ”

หว่านเอ่อตู้เจ้าเมืองชั้นหนึ่งพูดอย่างเย็นชา

“ตระกูลเยี่ยนั้นไม่มีผู้มีพลังขั้น 6 คงไม่สมควรที่จะคงตำแหน่งเจ้าเมืองอีกต่อไป”

“จะบ้าบอเกินไปแล้ว! ไม่มีบัญญัติแบบนั้นตอนที่สร้างเมืองสิบขั้นขึ้น!”

เยี่ยลี่ยี่กัดริมฝีปากแน่นพร้อมกับตะโกนเถียงอย่างเจ็บแค้น

เมืองสิบขั้นนั้นเกิดมาจากเผ่าและกลุ่มอำนาจสิบกลุ่มรวมตัวกัน

และตอนที่สร้างเมืองขึ้นทุกขุมอำนาจก็ได้สร้างกฏบัญญัติเอาไว้ เพื่อไม่ให้ขุมอำนาจใดเหนือกว่าคนอื่น

“ใช่ ไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ แต่ตระกูลเยี่ยเวลานี้อ่อนแอเกินไป มันได้ทำลายหน้าตาและศักดิ์ศรีของเมืองสิบขั้นของพวกเรา”

หว่านเอ่อตู้ที่ดูชราอย่างมากพูดต่อโดยที่ไม่แสดงอารมได้ออกมาทางสีหน้าเลย เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก

“การกระทำนี้อาจจะมองว่าไม่ถูกต้อง แต่พวกเราต้องรักษาอำนาจการปกครองเมืองสิบขั้นเอาไว้”

เขาไม่เปิดโอกาสให้เยี่ยลี่ยี้พูดเลยแม้แต่น้อย และพูดต่อทันที

“นอกจากนี้การตัดสินใจปลดเจ้าเมืองชั้นสิบออกจากตำแหน่งนั้นเป็นมติเห็นชอบของเจ้าเมืองทุกคน”

“แก….”

แววตาสีเขียวของเยี่ยลี่ยี่นั้นสั่นไหว และมองทุกคนที่อยู่ในห้องแห่งนี้ แต่ทุกคนต่างแสดงสีหน้าที่นิ่งเฉย

มันทำให้เธอเข้าใจได้ทันที ว่าคนเหล่านี้สมรู้ร่วมคิดกันมานานแล้ว และต้องการจะยึดพื้นที่ของตระกูลเยี่ย

เมืองสิบขั้นนั้นใหญ่มาก หากต้องการขยายอำนาจจำเป็นต้องกินพื้นที่อื่นที่อยู่รอบๆ ของเจ้าเมืองคนอื่น

และตระกูลเยี่ยเองเวลานี้ตกต่ำมาได้สามปีแล้ว

สามปีก่อนหน้านี้หัวหน้าตระกูลและเจ้าเมืองคนก่อนได้หายตัวไปอย่างลึกลับ และทุกคนก็ต่างเชื่อว่าเขาได้ตายไปแล้ว ทิ้งลูกชายห้าคนกับลูกสาวอีกสามคนไว้เบื้องหลัง

และที่น่าเศร้าไปกว่านั้นสามปีต่อมาทั้งลูกชายและลูกสาวก็เสียชีวิตลงทีละคน จนเหลือเพียงเยี่ยลี่ยี่

เพราะเยี่ยลี่ยี่เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูล เธอมีพลังของขั้น 5 ซึ่งนั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมเยี่ยลี่ยี่ยังอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้

เยี่ยลี่ยี่ใช้ชีวิตอย่างสับสนทุกวัน และพยายามทำงานในฐานะเจ้าเมืองแต่ก็ไม่ได้เรื่องเท่าไร

แต่ไม่คิดว่าเธอจะถูกเจ้าเมืองทั้ง 9 ที่เหลือรุมหัวกันกลั่นแกล้งแบบนี้

“เยี่ยลี่ยี่ ปล่อยวางเสียจะดีกว่า”

หว่านเอ่อตู้พูดขึ้น พร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่ลึกซึ้ง

“เธอคือตระกูลเยี่ยคนสุดท้าย เพราะงั้นรักษาชาติเชื้อของตระกูลเอาไว้จะดีกว่า”

เป็นเวลาสามวันเต็มๆ ที่ถกเถียงกันเรื่องนี้ แต่พวกเขาไม่อยากจะเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว

“ไม่!! ฉันไม่ยอมออกจากตำแหน่ง!”

เยี่ยลี่ยี่ยืนกรานคำเดิม

หากว่าเยี่ยลี่ยี่ยอมถอยจากการเป็นเจ้าเมือง จุดจบของเธอจะน่าเศร้าเกินกว่าจะรับไหว

ตระกูลเยี่ยจะถูกกลืนกิน และจะออกจากเมืองสิบขั้นก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนดักปล้นหรือลอบฆ่าตอนไหน

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดของการประชุม ทำทุกอย่างถูกขัดจังหวะทันที

“บอกแล้วไงว่าอย่าได้มารบกวนการประชุมนี้หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ!”

หว่านเอ่อตู้ตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด

“มีเรื่องเร่งด่วนต้องมารายงานให้ท่านเจ้าเมืองทุกคนทราบ!”

เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความกังวลดังขึ้นจากนอกประตู

“ข้ามีชื่อว่าเฉิงเหมา มาที่นี่เพราะมีเรื่องสำคัญที่จะพูด!”

นัยน์ตาของเยี่ยลี่ยี่ดูเป็นประกายขึ้นมาทันที และสบโอกาสที่จะหนีจากการถูกรุมกลั่นแกล้ง

แอ๊ด!

ประตูถูกเปิดออกอย่างช้าๆ นับตั้งแต่เริ่มประชุมก็นานมากแล้ว ที่ไม่มีคนอื่นเข้ามาในห้องแห่งนี้เลย

“ท่านเจ้าเมืองน้อย! แล้วก็ท่านเจ้าเมืองทุกท่าน!”

เฉิงเหมาเดินเข้ามาและพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูกระวนกระวายมากๆ

“พวกเราเจอกับสัตว์อสูรโบราณ มันกำลังมุ่งหน้ามาทางเมืองสิบขั้น”

“ว่าไงนะ มีสัตว์อสูรโบราณปรากฏตัวขึ้นงั้นหรอ!”

ตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลามากพอที่จะเตรียมตัวรับมือกับสัตว์อสูรโบราณได้ทัน

เยี่ยลี่ยี่นั้นกลับไม่สนใจท่าทางของคนอื่น ที่กำลังหวาดกลัวภัยของสัตว์อสูรโบราณ

เธอเบิกตากว้างด้วยความสงสัยและถามทันที

“แล้วตอนนี้มันอยู่ไหน!”

“หากข้าคำนวนไม่ผิดมันคงใกล้จะถึงเมืองสิบขั้นแล้ว!”

เฉิงเหมาตอบทันที

“เร็ว!! ต้องรีบกลับไปยังตระกูลก่อน”

เยี่ยยี่ลี่ลุกขึ้นและทำท่าจะเดินออกจากห้องประชุมไปทันที

เธอหวังจะใช้โอกาสที่เมืองสิบขั้นกำลังวุ่นวาย นำคนของตระกูลหลบหนีออกไป

ไม่งั้นหากปล่อยไว้แบบนี้ ไม่นานเจ้าเมืองทั้งเก้าจะกลืนกินตระกูลเยี่ยของเธอ

“ห้ามใครไปไหนทั้งนั้น”

หว่านเอ่อตู้พูดขึ้นเพื่อหยุดทุกสิ่ง

เมื่อเห็นท่าทางเร่งรีบของเยี่ยลี่ยี่เขาก็เกิดความสงสัยขึ้นทันทีว่า เรื่องสัตว์อสูรโบราณนั้นเป็นเรื่องที่กุขึ้นมารึป่าว และอาจจะเป็นแผนหลบหนีของเยี่ยลี่ยี่

ในช่วงสามวันที่ผ่านมา เธอหนีจากการประชุมหลายครั้งด้วยเหตุผลหลายอย่าง และครั้งนี้ก็อาจจะเช่นเดียวกัน

“สายไปแล้ว….มันมาถึงแล้ว”

เฉิงเหมามองออกไปก็เห็นว่าสัตว์อสูรยักษ์ตัวนั้นได้เคลื่อนที่มาใกล้เมืองแล้ว

จากหน้าต่างของอาคารแห่งนี้ ทำให้สามารถเห็นสัตว์อสูรตัวใหญ่ได้อย่างชัดเจน

“เมืองสิบขั้นถึงคราวจบสิ้นแล้ว!”

เจ้าเมืองคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความหวาดกลัว

แต่ก็มีเจ้าเมืองอีกหลายคนที่เห็นสัตว์อสูรยักษ์แล้วยังนิ่งเฉยไม่พูดอะไร แต่แสดงสีหน้าที่วิตกออกมาแทน

“ไปกันเถอะทุกท่าน….พวกเราต้องไปหยุดเจ้าสัตว์อสูรตัวนี้ เพื่อไม่ให้สิ่งที่ทุกคนสร้างมาสูญเปล่า”

หว่านเอ่อตู้ลุกขึ้นและเดินนำหน้าออกไปจากห้องประชุมเป็นคนแรก

“พวกเราก็พร้อมที่จะสู้กับมัน”

เจ้าเมืองหลายคนขานรับก่อนที่จะลุกขึ้นเดินตามไป

เยี่ยลี่ยี่ต้องการจะใช้จังหวะนี้หนีออกมาจากกลุ่ม แต่ก็ถูกทหารสองคนติดตามไม่ห่าง และถูกพาไปกับกลุ่มนี้ด้วย

เจ้าเมืองทั้งสิบมายังประตูทางเข้าเมือง และเห็นว่าสัตว์อสูรโบราณนั้นยังอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน

“ทำไม…มันถึงยังแน่นิ่งอยู่แบบนั้น”

มีคนถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ทุกท่านบนหลังของมันมีธงปักอยู่ด้วย”

เฉิงเหมาพูดด้วยน้ำเสียงที่เคารพ

“อาจจะมีกองกำลังใดควบคุมสัตว์อสูรนี้อยู่ก็ได้”

“เห็นแล้ว”

ผู้เฒ่าหว่านเอ่อตู้พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา และมองขึ้นไปยังด้านบนของสัตว์อสูรตัวนี้

เพราะเขาเห็นแบบนั้นอยู่แล้ว จึงไม่ได้แตกตื่นอะไร หากว่านี้เป็นสัตว์อสูรที่คิดจะบุกทำลายเมืองจริงๆ เขาคงกลับไปพากลุ่มของตัวเองหนีออกไป และรอจนสัตว์อสูรจากไปแล้ว ค่อยกลับมาตั้งเมืองใหม่

“ควรทำเช่นไรดี”

มีเจ้าเมืองคนหนึ่งถามขึ้น

“ไม่รู้ว่าพวกเขามีจุดประสงค์อะไร”

“ถ้างั้นเราก็ควรส่งคนออกไปสำรวจดูก่อน เพื่อดูท่าทีของอีกฝ่าย”

หว่านเอ้อตู้พูดขึ้น

“แล้วเราจะส่งใครไป”

หนึ่งในเจ้าเมืองถามต่อพร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“เยี่ยลี่ยี่….จงรับภารกิจนี้ซะ”

สายตาอันเย็นชาของหว่านเอ้อตู้มองมายังเยี่ยลี่ยี่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง

และพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

“หากว่าครั้งนี้ผลงานของเธอเป็นที่ประจัก การถอดถอนก็จะเป็นอันยกเลิก”

“ฉัน….”

ใบหน้าอันงดงามของเยี่ยลี่ยี่ซีดลงทันที

เธออยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นแววตาของเจ้าเมืองทุกคนที่อยู่รอบๆ มองเธอแล้ว ทำให้เธอไร้หนทาง

“ได้ ฉันไปเอง”

เยี่ยลี่ยี่พูดขึ้นก่อนที่จะก้าวไปข้างหน้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของเธอจะเป็นเช่นไร

เพราะหากไม่ทำอะไร เธอก็คงถูกหาเรื่องและปลดออกจากตำแหน่งเหมือนเดิม

“ท่านเจ้าเมืองน้อย ให้ข้าไปกับท่านเถอะ”

เฉิงเหมาพูดขึ้นและไปยืนอยู่ต่อหน้าเยี่ยลี่ยี่ทันที

“ไม่ต้อง นายยังมีลูกและเมียที่ต้องดูแลอยู่”

เยี่ยลี่ยี่ส่ายหัวอย่างหนักใจ

ถ้าไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดของทุกคนในตระกูลเธอคงหนีไปคนเดียวนานแล้ว

อย่างไรก็ตามมีผู้คนอีกมากที่ผูกมัดเธอเอาไว้กับตระกูลเยี่ย

ต่อให้เธอจากไปเพียงคนเดียว คนในตระกูลทุกคนคงไม่ยอมให้เธอไปเพียงลำพังแน่

“ในฐานะผู้ดูแลนายหญิงน้อยมาแต่แรก มันคือภาระของข้า”

เฉิงเหมานั้นทำตามหน้าที่ตัวเองอย่างที่สุด

ก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายขึ้น โดยมีกลุ่มคนถึงสามสิบคนแทรกตัวขึ้นมา และมายืนอยู่ด้านหลังคนทั้งสอง

“พวกนาย…”

เยี่ยลี่ยี่เม้มริมฝีปากแน่น

นี่คือเหตุผลที่เยี่ยลี่ยี่ไม่สามารถหนีไปเพียงคนเดียว ข้ารับใช้ของเธอนั้นซื่อสัตว์เกินไป และเธอก็ไม่สามารถละทิ้งพวกเขาไปได้

“ท่านเจ้าเมืองน้อย โปรดนำทางพวกเราอย่างกล้าหาญด้วย”

เฉิงเหมาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“ได้”

เยี่ยลี่ยี่เงยหน้าขึ้น พร้อมกับเชิดตัวขึ้น และเดินอย่างองอาจไปทางสัตว์อสูรโดยไม่รู้เลยว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง