ตอนที่ 36

“อ้า”

ปากอันเรียวงามของลี่เยว่นั้นอ้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อจะรับหยดน้ำตานางฟ้าจากนิ้วของมู่เหลียง

เมื่อมันสัมผัสกับลิ้น รสชาติของมันนั้นหวานชุ่มฉ่ำมาก ความรู้สึกราวกับฝนที่ตกในทะเลทรายที่แห้งแร้ง

“อ้า….”

ลี่เยว่นั้นเผลอครางออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

“อือ…อื้อ”

ลี่เยว่รีบเอามือขึ้นปิดปาก

มู่เหลียงนั้นโน้มตัวไปใกล้ลี่เยว่เพื่อสังเกตรอยแดงบนแก้นของเธอ ก่อนที่จะเห็นว่ารอยแดงเริ่มจางลง และหดลงเล็กน้อย

เป็นที่ชัดเจนว่าน้ำตานางฟ้านั้นไม่สามารถรักษาโรคผีมายาได้

“รู้สึกไงบ้าง”

มู่เหลียงรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เขาอยากจะรู้ผลอย่างอื่นจากปากของลี่เยว่

“ร่างกายมัน….รู้สึกดี และผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนไ

ลี่เยว่นั้นรู้สึกดีมากจนลืมว่าเธอพึ่งทำเสียงที่น่าอายออกมา

เธอยิ้มก่อนที่จะเอามือขึ้นมาลูบแก้มของเธอ และรอยยิ้มนั้นก็จางหายไป รอยแดงของโรคไม่ได้หายไป

“น้ำตานางฟ้า…รักษาไม่ได้”

ลี่เยว่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยทันที

“บางทีน้ำตานางฟ้าอาจจะน้อยเกินไป”

มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“ไม่เป็นไรหรอก ถึงมันจะรักษาไม่ได้แต่อย่างน้อยๆ มันก็ช่วยต่อเวลาให้ฉันได้อีกหน่อย”

ลี่เยว่ส่ายหัว ก่อนที่จะตอบอย่างซื่อตรง

“แค่ตอนนี้ยังไม่กลายเป็นปีศาจน่าเกียจนั้น… ก็ดีแล้ว”

ยังพอมีหวัง นี้คือสิ่งที่แฝงอยู่ในประโยคของเมื่อครู่ ทำให้มู่เหลียงหยุดที่จะวิวัฒนาการดอกปีกนางฟ้า

เขาต้องการดูท่าทีของลี่เยว่ก่อนว่าเธอต้องการแบบไหนก่อนที่เขาจะตัดสินใจลงมือ

“แต่….จะเป็นอะไรไหมหากว่าจะขออยู่ที่นี่สักพัก”

ลี่เยว่ดึงชายเสื้อของตัวเองไปมาและพูดด้วยท่าทีที่เขินอาย

ลี่เยว่กลัวว่ามู่เหลียงจะเข้าใจความหมายของคำขอนี้ผิด จึงรีบอธิบายทันที

“ฉันอยากจะรอให้ดอกนางฟ้ากลั่นน้ำตานางฟ้าให้อีกสักหยด ไม่ต้องกลัวฉันไม่ขอโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรอก”

ลี่เยว่นั้นไม่กล้าที่จะขอดอกปีกนางฟ้าจากมู่เหลียง เลยขอแค่น้ำตานางฟ้าแทน

น้ำตานางฟ้าแม้ว่าจะรักษาโรคไม่ได้ แต่มันก็พอที่จะชะลอการแพร่กระจายของเชื้อได้ ซึ่งก็มากพอสำหรับลี่เยว่ในตอนนี้แล้ว

มีเพื่อนของลี่เยว่อีกหลายคนที่รอฟังข่าวดีนี้อยู่

“ได้”

มู่เหลียงพยักหน้า

“ขอบคุณ!!”

ลี่เยว่ก้มหัวและกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่จริงใจที่สุด

เธอวางถังที่ใส่ดอกปีกนางฟ้าไว้บนโต๊ะ ก่อนที่จะเอาคันธนูยาวสีขาวออกมาจากเสื้อคลุม

“ธนูนี้เป็นอาวุธวิเศษ มันสามารถเพิ่มพลังและความเร็วให้กับลูกศรที่ยิงออกจากคันธนูนี้ได้”

ลี่เยว่ลูบธนูอยู่สองสามครั้งราวกับไม่อยากจะทำสิ่งนี้ นั้นคือการมอบมันให้กับมู่เหลียง

ก่อนที่เธอจะพูดต่อ

“หากเป็นคนธรรมดาที่ใช้ธนูนี้ มันจะทำให้ระยะยิงความเร็วและพลังเพิ่มขึ้นอีก 30 เปอร์เซ็นได้”

“นี่เธอ….”

มู่เหลียงรับคันธนูยาวสีขาวมา และมองดูด้วยความสงสัย

ตุบ

เมื่อรับธนูมามู่เหลียงสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของมันว่าเบามาก แม้แต่ตอนที่ลองง้างสายธนูดูและปล่อยออกไปก็ยังเกิดเสียงที่น่ากลัว

“อาวุธวิญญาณนี้มีชื่อว่า ธนูจิตวิญญาณแห่งแสง เป็นของแลกเปลี่ยนกับน้ำตานางฟ้าสามหยด และนับรวมกับที่ฉันกินไปแล้วด้วย”

ลี่เยว่นั้นปัดผมมาด้านหน้า -ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงเขินอาย

“ละ–และ ฉ-ฉันอาจจะแวะเวียนมาหาบ่อยๆ เพื่อแลกเปลี่ยนหยดน้ำตานางฟ้า”

จากการคาดเดาของเธอน้ำตานางฟ้าหนึ่งหยดสามารถที่จะชะลอระยะเวลาแพร่กระจายของเชื้อได้ 60 วัน

“ลี่เยว่…ช่วยอธิบายเกี่ยวกับอาวุธวิญญาณให้ฟังทีสิ”

มู่เหลียงนั้นรู้ตัวเลยว่าเขาไม่รู้จักอาวุธอะไรแบบนี้ เพราะโลกของเขาไม่มี

และเขาเองก็หันหน้าไปมองมินโฮที่อยู่ข้างๆ

“มีอะไรหรอ?”

มินโฮจ้องมู่เหลียงและถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ไม่..ไม่มีอะไร”

มู่เหลียงส่ายหัว

แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามินโฮนั้นไม่รู้จักอาวุธประเภทนี้เหมือนกัน

หลังจากที่ลี่เย่วเฝ้ามองมู่เหลียงกับมินโฮมาสักพักแล้ว เธอจึงถามสิ่งที่เธอสงสัย

“นี้ไม่รู้จักอาวุธวิญญาณจริงๆ งั้นหรอ?”

“ไม่เลย”

มู่เหลียงตอบอย่างตรงไปตรงมา

มินโฮเองก็พยักหน้าด้วย

“อาวุธวิญญาณถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนของสัตว์อสูร ทำให้มันมีพลังบางอย่างของสัตว์อสูรติดมาด้วย ว่ากันว่าเป็นพลังที่ติดอยู่ในวิญญาณของสัตว์อสูรตัวนั้น ถึงเรียกอาวุธวิญญาณ”

แล้วลี่เยว่ก็ชี้ไปยังธนูสีขาวในมือมู่เหลียง

“อย่างเช่นธนูคันนั้น มันถูกสร้างขึ้นจากกระดูกส่วนปีกของสัตว์อสูรนก”

“งั้นก็..”

มู่เหลียงก้มมองดูธนูด้วยความสงสัย

“แต่อาวุธชิ้นนั้นเป็นอาวุธวิญญาณระดับต่ำเท่านั้น”

-ลี่เยว่มองมู่เหลียงด้วยแววตาที่เป็นประกายขึ้น

“ที่จริงยังมีอาวุธประเภทนี้อีกหลายอย่างและทรงพลังมากกว่านี้ ซึ่งมันจะแสดงพลังของสัตว์อสูรออกมาได้อย่างชัดเจน”

“เข้าใจหล่ะ”

มู่เหลียงพยักหน้า

ตอนแรกเขานั้นตกใจเพราะคิดว่าธนูนี้เป็นอาวุธทรงพลัง

แต่เขาไม่คิดว่าอาวุธนี้แค่ได้พลังส่วนหนึ่งของสัตว์อสูรมาเท่านั้น มันยังมีอาวุธที่แสดงพลังที่แท้จริงของสัตว์อสูรออกมาได้อีก

“แล้วเธอสามารถสร้างของแบบนี้ได้อีกรึป่าว?”

มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย

“ก็สร้างได้แค่อาวุธวิญญาณระดับต่ำๆ เท่านั้น อย่างธนูคันนี้ฉันก็เป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง”

ลี่เยว่นั้นเชินหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อพูด ด้วยความรู้สึกที่ภูมิใจ

“ดี!!! งั้นขอคืนธนูนี้ละกัน”

มู่เหลียงตอบทันที ก่อนที่จะยัดธนูใส่มือของลี่เยว่

“ห้ะ!”

ลี่เยว่นั้นแตกตื่นทันที และมองธนูในมือด้วยความมึนงง

“ไม่ต้องกังวล ยังไงลี่เยว่ก็ยังจะได้น้ำตานางฟ้าสองหยดเช่นเดิม”

มู่เหลียงยิ้มออกมาเล็กน้อย

“ถ้างั้นแล้ว…”

ลี่เยว่ถึงกับคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยควาามสงสัย เธอเองผ่านการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาตลอด และรู้ว่าทุกอย่างในโลกนั้นไม่มีคำว่าได้มาเปล่า

“ฉันต้องการให้ลี่เยว่สร้างอาวุธวิญญาณให้ฉัน”

มู่เหลียงไม่เคยใช้ธนูมาก่อน แต่หากเป็นหน้าไม้เขาเคยยิงอยู่บ้างตอนอยู่ในกองทัพ

หากมีโอกาส เขาเองก็อยากจะรู้วิธีการสร้างอาวุธวิญญาณเหมือนกัน

“หา!!”

ลี่เยว่นั้นถึงกับอุทานและอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

ลี่เยว่ลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ

“ฉันเชี่ยวชาญในการสร้างธนูยาว แต่หากเป็นของอย่างอื่นที่ซับซ้อนมากกว่านี้เกรงว่าจะทำไม่ได้”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะอธิบายรูปร่างของอาวุธชิ้นนั้นให้ฟัง”

มู่เหลียงโบกมืออย่างสบายๆ

ตอนนี้เขามีแผนการที่จะกักตัวลี่เยว่เอาไว้กับเขาแล้ว

หากว่าต่อไปเต่าทมิฬวิวัฒนาการไปมากกว่านี้ ขนาดตัวของมันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง เหมือนช้างที่ไม่สามารถรู้ว่ามีมดไต่อยู่บนตัวของมันได้

หากว่ามีคนแอบปีนขึ้นมาบนเต่าทมิฬ เขาจะต้องหาใครสักคนคอยตรวจตา

มู่เหลียงตั้งใจให้ลี่เยว่มาเป็นคนเฝ้ายามของเขา

ด้วยน้ำตานางฟ้าหยดเล็กๆ ก็พอที่จะสร้างผู้ภักดีได้ และยังได้ตัวผู้ที่สามารถสร้างอาวุธวิญญาณได้อีก แบบนี้มีแต่ได้กับได้

แน่นอนว่าเขาจะต้องทดสอบเธอก่อน

“ได้”

ลี่เยว่ตอบตกลง ด้วยน้ำเสียงจำนน

ลี่เยว่มองธนูจิตวิญญาณแห่งแสงในมือ และรู้สึกโล่งใจว่าอย่างน้อยมันก็ปลอดภัยกว่าหากอยู่ในมือของเธอ

“ดึกมากแล้ว พักผ่อนกันก่อนเถอะ”

มู่เหลียงหันหน้าไปทางมินโฮพร้อมกับส่งสายตาสื่ออะไรบางอย่าง

“ห้ะ…อะไร?? แค่เนี้ย”

มินโฮนั้นขยี้ตาอย่างมึนงง

“เข้านอน!”

มู่เหลียงพูดเบาๆ อีกครั้ง

“แล้วลี่เยว่จะไปนอนไหนหล่ะ?”

มินโฮโน้มตัวไปกระซิบข้างหูของมู่เหลียง

“เรามีสองห้องนอน แล้วจะให้เธอนอนไหนละ?”

“ให้ลี่เยว่นอนห้องฉัน แล้วเดี๋ยวฉันมานอนห้องโถงเอง”

มู่เหลียงกระซิบตอบ

“ไม่ๆ ฉันนอนในห้องโถงนี้เองก็ได้”

ลี่เยว่รีบตอบปฏิเสธด้วยความกระวนกระวาย

เพราะเธอไม่คิดว่าตัวเองจะต้องค้างคืน ทำให้เธอเกรงใจที่จะไปนอนในห้องคนอื่น

“ไม่ได้ ลี่เยว่เป็นแขกจะให้นอนในห้องโถงได้ไง?”

มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีเลศนัยอะไรสักอย่าง

“เอ๋อ….”

ลี่เยว่นั้นได้แต่ก้มหัวด้วยความเกรงใจ

“.....”

มินโฮเองก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ -ไม่คิดว่ามู่เหลียงจะยอมให้ลี่เยว่นอนในห้องของเขา

“เอาหล่ะ อย่าดื้อ”

มู่เหลียงดึงหูกระต่ายของมินโฮเบาๆ

“ก็บอกแล้วไง!! ว่าฉันไม่ใช่สัตว์เลี้ยง!! ปล่อยหูฉันเดี๋ยวนี้นะ!!”

มินโฮหน้ามุ่ย และแสดงออกว่าไม่พอใจอย่างแรง

“รู้แล้ว…”

มู่เหลียงตอบห้วนๆ

“เชอะ!! ฉันจะเข้านอนแล้ว!”

“งั้นก็ฝันดี”