ตกกลางคืน ในบ้านที่ห่างไกลจากเขตเมืองชั้นในของเมืองเซิงหยาง
“ทำไมเราต้องมาซ่อนตัวที่นี่ด้วย”
ซิไป่ฉีถามพร้อมกับทำจมูกย่นเพราะกลิ่นที่เหม็นอับ
“ไข่อสูรจิตอัสนีมันมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว”
สีหน้าของมิอาดูจริงจังขึ้น
เธอมองไปยังไข่ที่ขนาดเท่าหัวคนที่ส่องสว่างขึ้นมาจากภายใน และเปลือกไข่เองก็เกิดรอยร้าวขึ้น
“หรือว่ามันกำลังจะฟักตัว”
แววตาของซิไป่ฉีดูเป็นประกายขึ้นมาทันที
พร้อมกับแยกเขี้ยวเล็กๆ ของเธอพร้อมที่จะดูดเลือด
เพราะเลือดของมนุษย์ทั่วไปมันไม่บริสุทธ์พอ แต่หากเป็นเลือดของสัตว์อสูรอัสนีนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง
“เลิกแกล้งโง่ได้แล้ว มันได้ตายแน่หากเธอดูดเลือดมัน”
มิอายกไข่หนีทันที
“แกล้งโง่งั้นหรอ?!”
สีหน้าของซิไป่ฉีนั้นดูแข็งทื่อขึ้นมาทันที พร้อมกับเส้นเลือดที่ปูดขึ้นบนขมับ
เธอขบฟันแน่นพร้อมกับเค้นเสียงพูดออกมา
“นังแมว! ฉันเริ่มคิดแล้วว่าอยากจะดูดเลือดเธอให้หมดตัว!”
“งั้นครั้งหน้า หากเธอมาใกล้ฉันตอนกลางคืนอีก ฉันนี้แหละจะหักเขี้ยวพวกนั้นทิ้งให้หมด”
มิอาพูดอย่างเย็นชาพร้อมกับเหลือบมองไปทางซิไป่ฉี
พวกเธอทั้งสองยังต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในเมืองเซิงหยาง และตอนกลางคืนต้องมีคนเฝ้ายามเสมอ
และดูเหมือนว่าซิไป่ฉีพยายามที่จะหาช่องว่างเข้าไปดูดเลือดมิอาอยู่หลายครั้ง
แต่ทุกครั้งก็เป็นไปตามคาด มิอารู้ตัวก่อนและไล่ทุบตีซิไป่ฉีจนน้ำตาเล็ด
“ครั้งหน้า อย่าให้พลาดแล้วกัน”
ซิไป่ฉีเม้มริมฝีปาก
เธอกำลังวางแผนจะวางยามิอาให้สลบแล้วดูดเลือด
“คงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว”
มีอาถอยห่างอย่างหวาดระแวง
“ฮึ่ม! ฉันว่าเธอควรระวังไข่ใบนั้นมากกว่า”
ซิไป่ฉีพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหยียดหยาม
“มันแค่ดิ้นเฉยๆ ยังไม่ฟักออกมาหรอก”
มิอาเก็บไข่อสูรจิตอัสนีลงไปในกระเป๋าเหมือนเดิม
“เก็บมันเอาไว้แต่ในกระเป๋าแบบนั้น ไม่กลัวมันหายใจไม่ออกเลยรึไง”
ซิไป่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงดูใจดี
“ฉันแง้มเปิดเอาไว้ มีอากาศเข้าตลอด”
มิอาตอบเบาๆ
“ชิร์ น่าเบื่อชะมัด”
ซิไป่ฉีเห็นท่าทางตอบโต้ของมิอาแล้วก็รู้สึกเบื่อหน่าย
ก่อนที่เธอจะนั่งลงและอดไม่ได้ที่จะถาม
“แล้วเราจะอยู่เมืองเซิงหยางไปถึงเมื่อไหร่”
“อีกห้าวัน ข้าไม่มีข่าวอะไรเลย เราจะไปเมืองใหญ่ต่อไป”
มิอากำลังรอสายของเธอสืบหาข่าวของน้องสาวเธออยู่
“ต้องอยู่อีกห้าวันเลยหรอ!”
ซิไป่ฉีแสดงสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ พร้อมกับคิ้วขมวด
“ไอ้พวกหัวสัตว์มันอาจจะดมตามกลิ่นเราเจอก็ได้นะ”
“ต้องใช้เวลาสืบหาเรื่องผู้ชายที่ขี่สัตว์อสูรว่าปรากฏขึ้นที่รอบๆ เมืองนี้รึป่าว ต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าวันในการสืบ”
สายของมิอาต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลอย่างน้อยห้าวัน และไปสืบหาข่าวจากหน่วยสอดแนมทั้งเมืองเซิงหยาง
“ก็ได้ ก็ไได้ ห้าวันก็ห้าวัน”
ซิไป่ฉีถอนหายใจ
“เธอจะออกไปจากเมืองเซิงหยางก่อนก็ได้ แล้วไปเจอกันที่เมืองใหญ่ถัดไป”
มิอาหันหน้าไปมองซิไป่ฉีและพูดขึ้นด้วยแววตาสีแดงสด
“ไม่เอาอยู่คนเดียวมันน่าเบื่อเกินไป”
ซิไป่ฉีตอบอย่างไม่คิดเลยด้วยซ้ำ
ก่อนที่เธอจะหันหน้าไปอีกทาง และไม่กล้ามองสบตากับมิอา และพูดอย่างใจเย็น
“นอกจากนี้ ถ้าไม่มีฉัน เธอเองก็ไม่สามารถหลบหนีจากการไล่ล่าของหัวสัตว์ทั้งสามตัวนั้นได้หรอก”
ซิไป่ฉีรู้ว่าหากทิ้งมิอาไว้มีหวังมิอาถูกพวกที่ไล่ล่ามาตามฆ่าทิ้งภายในสามวันอย่างแน่นอน
“เมื่อไหร่ที่ฉันเจอน้องสาว ฉันจะพาเธอไปยังดินแดนเขียวขจี”
มิมปากของมิอาดูเหมือนจะยกสูงขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่อยากให้ใครเห็น
ซิไป่ฉีกอดอกและพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิด
“เอาแต่พูดถึงดินแดนเขียวขจีอีกแล้ว ฉันหนีตามเธอมาต้องปีกว่าแล้วยังไม่เคยเห็นแม้แต่กำแพงเมืองเขียวขจีเลยด้วยซ้ำ”
“ดินแดนเขียวขจีไม่ได้อยู่ที่นี่ มันอยู่ห่างไกลจากเราไปมากๆ”
มิอาตอบเบาๆ
และเธอก็ไม่พูดอะไรอีกเลย เพราะคนที่จะเข้าไปในดินแดนแห่งนี้ได้ต้องรับการตรวจสอบเป็นเวลาหนึ่งปี
และการเป็นสหายที่ร่วมทางที่ถูกไล่ล่าไปกับเธอเป็นเวลาหนึ่งปีแบบนี้ก็ถือว่าเป็นข้อพิสูจน์ได้เพียงพอแล้ว
ในความคิดของมิอานั้นซิไป่ฉีนั้นผ่านทุกคุณสมบัติที่จะเข้าเมือง
“ไกลแค่ไหนกัน ฉันรู้สึกว่าเธอพาฉันวิ่งเป็นวงกลมมาตลอด”
ซิไป่ฉีไม่ใช่คนโง่
เส้นทางที่ทั้งคู่เดินทางนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าวนเป็นวงกลมและกำลังจะกลับไปทางป่าว่านกู่อีกครั้ง และจะเข้าใกล้กับเมืองจันทร์ดับ
“ไม่ได้เดินทางเป็นวงกลม ฉันแค่อยากวนกลับมารับน้องสาวเท่านั้น”
มิอาพูดอย่างใจเย็น
ที่เธอขโมยไข่อสูรจิตอัสนีเพื่อหาข้ออ้างเพื่อจะวนกลับมาหาน้องสาวเธอ
ไม่งั้นทางดินแดนเขียวขจีจะมอบหมายงานใหม่ให้เธอ อย่างออกเดินทางไปในสถานที่ไกลกว่านี้ หรือใช้เวลาอีกสองสามปีกว่าที่เธอจะมีโอกาสวนกลับมาหาน้องสาวเธออีกครั้ง
“น้องสาวของเธอ….”
ซิไป่ฉีเปิดปากพูดแต่ก็เงียบลงเมื่อมองไปยังมิอา
เธอต้องการจะบอกว่าน้องสาวของมิอาอาจจะไม่ได้ผ่านมาทางนี้ และไปยังเมืองใหญ่ต่อไปก็ได้
“เธอจะปลอดภัย”
มิอาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จ้าๆ เข้าใจแล้ว”
ซิไป่ฉีพยักหน้าซ้ำๆ
เธอคิดแล้วว่าไม่ควรพูดอะไรให้มิอาไม่สบายใจไปมากกว่านี้ เพราะกลัวว่ามิอาจะพุ่งเข้ามาถอดปีกของเธอทิ้ง
“ไปกันเถอะ พวกมันมากันแล้ว”
สีหน้าของมิอาเปลี่ยนไป พร้อมกับลุกขึ้นและทำท่าจุ๊ปากให้เงียบ ก่อนที่จะกระโดดออกหน้าต่างไป
ซิไป่ฉีตามไปติดๆ
ตูม!!
บ้านทั้งหลังถูกถล่มในทันทีหลังจากนั้นไม่กี่วิ
คนหัวสิงโตลุกขึ้นมาจากกองซากปรักหักพังของบ้าน และมองดูเด็กสาวสองคนที่กำลังถูกคนหัวหมาป่ากับหัวหมีขวางทางไว้
“ในที่สุดก็จับพวกแกได้สักทีนังหัวขโมยตัวแสบ”
หัวสิงโตกัดฟันและพูดขึ้น
“พวกแกกล้าสร้างความวุ่นวายในเมืองเซิงหยางงั้นหรอ?”
ซิไป่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คืนไข่อสูรจิตอัสนีมา ไม่งั้นอย่าบอกว่าพวกเราโหดเหี้ยม”
หัวสิงโตแยกเขี้ยวขู่ทันที
“นี้ทำไมไม่มอบไข่ให้พวกมันไปหล่ะ”
ซิไป่ฉีสะกิดมิอาและพูดเบาๆ
เธอชำเลืองไปทางหัวหมาป่ากับหัวหมีอีกสองคนที่ขวางทางอยู่
ตอนนี้พวกเธอตกอยู่ในวงล้อม และเป็นเรื่องยากที่จะหลบหนี
“ไม่”
มิอาปฏิเสธทันควัน
“ไม่งั้นหรอ? ถ้างั้นคงต้องใช้กำลังและจับพวกแกกลับไปไถ่ความลับเกี่ยวกับดินแดนเขียวขจีให้หมดซะแล้ว”
หัวสิงโตนั้นท่าทางดุร้ายมากขึ้น พร้อมกับกางกรงเล็บออกมา
“เดี๋ยวมีโอกาสแล้วรีบบินหนีเลยนะ”
มิอากระซิบบอกซิไป่ฉี
ก่อนที่มิอาจะกระโดดเบาๆ เป็นจังหวะ
“แล้วเธอจะออกไปจากนี้ได้ไง”
ซิไป่ฉีกระซิบถามต่อด้วยความร้อนรน
“ฉันจะโดดขึ้นไปจับขาของเธอเอาไว้อีกที”
มิอาตอบอย่างแผ่วเบา
“ได้”
ซิไป่ฉีตกลงพร้อมกับกางปีกออก นัยน์ตาสีทองของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง
ในขณะที่การต่อสู้ใกล้ปะทุขึ้นตอนนั้นเอง
“ทุกคน!! หยุด!! อย่าได้สร้างความวุ่นวายขึ้นในเมืองแห่งนี้!”
เสียงที่ดูทุ้มดังขึ้นจากทุกทิศทาง ทำให้ทั้งห้าคนนั้นหวาดกลัวได้ในทันที
“ใครกัน!”
หัวสิงโตท่าทางเปลี่ยนไปทันที
“ตรงนี้”
อยู่ๆ ก็มีร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่บนหลังคาบ้านใกล้ๆ
ตัวตนนี้สวมเสื้อคลุมสีเทาทำมาจากหนังสัตว์ และมีแผลเป็นที่แก้มซ้ายเป็นรูปตัว X
“ท่านเองหรอ หอกกระดูกหลี่เอ๋อกู่ หนึ่งในสามแม่ทัพแห่งเมืองเซิงหยาง”
หัวสิงโตนั้นก้าวถอยหลังด้วยความกลัวทันที พร้อมกับแววตาที่ตื่นตระหนก
“ฉันไม่คิดว่าผู้กลายพันธ์จากเมืองหมื่นอสูรจะมาถึงเมืองเซิงหยางของเรา”
หลี่เอ๋อกู่พูดพร้อมกับยิ้มเบาๆ
ก่อนที่เขาจะเหลือบไปมองทางซิไป่ฉีและพูดอย่างประหลาดใจ
“แวมไพร์จากเมืองจันทร์ดับก็อยู่ด้วยงั้นหรอ?”
“พวกเราไม่ได้มีความคิดที่จะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นที่เมืองเซิงหยาง เพียงแค่ต้องการจับหัวขโมยสองคนนี้เท่านั้น””
หัวสิงโตพูดขึ้นแต่ไม่ได้บอกว่าทั้งสองขโมยไข่อสูรจิตอัสนีมา ไม่งั้นเมืองเซิงหยางคงได้ยื่นมือเข้ามายุ่งแน่
“ขโมย?”
หลี่เอ๋อกู่มองไปยังสองสาว พร้อมกับแววตาที่สงสัย
ที่จริงเพราะความบังเอิญที่เขาออกมาลาดตระเวนแถวนี้ และได้ยินเสียงดังขึ้นจึงมาตรวจสอบ ไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์เช่นนี้
“ใช่ พวกมันขโมยของจากเมืองหมื่นอสูรของเราไป”
หัวสิงโตแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างมาก และพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำ
“พวกเราจะไปทันที เมื่อจับหัวขโมยนี้ได้แล้ว”
“ไม่ ฉันไม่อนุญาตให้ใครก่อเรื่องวุ่นวายในเมืองเซิงหยางเด็ดขาด”
หลี่เอ่อกู่ยกนิ้วขึ้นก่อนที่จะส่ายไปมา
เขาต้องทำตามหน้าที่ นั้นคือห้ามให้เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทขึ้นในเมือง หากไม่มีใครเชื่อฟังเขาสามารถทำให้คนพวกนั้นหลับไปตลอดชีวิตได้เลย
“เมืองหมื่นอสูรของเรามีการค้าและสัญญามากมายกับเมืองเซิงหยางของท่าน นี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ให้พวกเราจัดการเองเถอะ”
หัวสิงโตพยายามพูดให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองเมือง
“ไม่…”
หลี่เอ๋อกู่พูดพร้อกกับหรี่ตาลง และปล่อยจิตคุกคามออกมาทันที
ผู้กลายพันธ์ขั้น 5 อย่างหัวสิงโตนั้นต้องได้รับการตักเตือนเสียบ้าง
“ช้าก่อน อย่าได้ลงไม้ลงมือกันเลย”
สีหน้าของหัวสิงโตเปลี่ยนไปทันที
เขามองเด็กสาวทั้งสองอย่างลำบากใจ และจากไปพร้อมกับกลุ่มของเขา
ทั้งสามได้แต่รอให้ทั้งสองสาวออกจากเมืองเซิงหยางไปก่อน และเชื่อว่าทั้งสองคงไม่คิดจะอยู่ในเมืองเซิงหยางไปตลอดชีวิต
“....”
มิอามองดูทั้งสามจากไป พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองชายที่อยู่บนหลังคา
“รอดแล้ว! รอดมาแบบฉิวเฉียด!”
ซิไป่ฉีลูบไปบนหน้าอกด้วยความกลัว
“ไปกันเถอะ”
มิอามองซิไป่ฉีด้วยสายตาที่แฝงความหมาย
เหตุผลที่หลี่เอ๋อกู่ช่วยทั้งสองคนนั้น เพราะว่าเขาสนใจเมืองจันทร์ดับ และตัวตนของซิไป่ฉี
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved