ตอนที่ 149

ตกกลางคืน ในบ้านที่ห่างไกลจากเขตเมืองชั้นในของเมืองเซิงหยาง

“ทำไมเราต้องมาซ่อนตัวที่นี่ด้วย”

ซิไป่ฉีถามพร้อมกับทำจมูกย่นเพราะกลิ่นที่เหม็นอับ

“ไข่อสูรจิตอัสนีมันมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว”

สีหน้าของมิอาดูจริงจังขึ้น

เธอมองไปยังไข่ที่ขนาดเท่าหัวคนที่ส่องสว่างขึ้นมาจากภายใน และเปลือกไข่เองก็เกิดรอยร้าวขึ้น

“หรือว่ามันกำลังจะฟักตัว”

แววตาของซิไป่ฉีดูเป็นประกายขึ้นมาทันที

พร้อมกับแยกเขี้ยวเล็กๆ ของเธอพร้อมที่จะดูดเลือด

เพราะเลือดของมนุษย์ทั่วไปมันไม่บริสุทธ์พอ แต่หากเป็นเลือดของสัตว์อสูรอัสนีนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง

“เลิกแกล้งโง่ได้แล้ว มันได้ตายแน่หากเธอดูดเลือดมัน”

มิอายกไข่หนีทันที

“แกล้งโง่งั้นหรอ?!”

สีหน้าของซิไป่ฉีนั้นดูแข็งทื่อขึ้นมาทันที พร้อมกับเส้นเลือดที่ปูดขึ้นบนขมับ

เธอขบฟันแน่นพร้อมกับเค้นเสียงพูดออกมา

“นังแมว! ฉันเริ่มคิดแล้วว่าอยากจะดูดเลือดเธอให้หมดตัว!”

“งั้นครั้งหน้า หากเธอมาใกล้ฉันตอนกลางคืนอีก ฉันนี้แหละจะหักเขี้ยวพวกนั้นทิ้งให้หมด”

มิอาพูดอย่างเย็นชาพร้อมกับเหลือบมองไปทางซิไป่ฉี

พวกเธอทั้งสองยังต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในเมืองเซิงหยาง และตอนกลางคืนต้องมีคนเฝ้ายามเสมอ

และดูเหมือนว่าซิไป่ฉีพยายามที่จะหาช่องว่างเข้าไปดูดเลือดมิอาอยู่หลายครั้ง

แต่ทุกครั้งก็เป็นไปตามคาด มิอารู้ตัวก่อนและไล่ทุบตีซิไป่ฉีจนน้ำตาเล็ด

“ครั้งหน้า อย่าให้พลาดแล้วกัน”

ซิไป่ฉีเม้มริมฝีปาก

เธอกำลังวางแผนจะวางยามิอาให้สลบแล้วดูดเลือด

“คงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว”

มีอาถอยห่างอย่างหวาดระแวง

“ฮึ่ม! ฉันว่าเธอควรระวังไข่ใบนั้นมากกว่า”

ซิไป่ฉีพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหยียดหยาม

“มันแค่ดิ้นเฉยๆ ยังไม่ฟักออกมาหรอก”

มิอาเก็บไข่อสูรจิตอัสนีลงไปในกระเป๋าเหมือนเดิม

“เก็บมันเอาไว้แต่ในกระเป๋าแบบนั้น ไม่กลัวมันหายใจไม่ออกเลยรึไง”

ซิไป่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงดูใจดี

“ฉันแง้มเปิดเอาไว้ มีอากาศเข้าตลอด”

มิอาตอบเบาๆ

“ชิร์ น่าเบื่อชะมัด”

ซิไป่ฉีเห็นท่าทางตอบโต้ของมิอาแล้วก็รู้สึกเบื่อหน่าย

ก่อนที่เธอจะนั่งลงและอดไม่ได้ที่จะถาม

“แล้วเราจะอยู่เมืองเซิงหยางไปถึงเมื่อไหร่”

“อีกห้าวัน ข้าไม่มีข่าวอะไรเลย เราจะไปเมืองใหญ่ต่อไป”

มิอากำลังรอสายของเธอสืบหาข่าวของน้องสาวเธออยู่

“ต้องอยู่อีกห้าวันเลยหรอ!”

ซิไป่ฉีแสดงสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ พร้อมกับคิ้วขมวด

“ไอ้พวกหัวสัตว์มันอาจจะดมตามกลิ่นเราเจอก็ได้นะ”

“ต้องใช้เวลาสืบหาเรื่องผู้ชายที่ขี่สัตว์อสูรว่าปรากฏขึ้นที่รอบๆ เมืองนี้รึป่าว ต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าวันในการสืบ”

สายของมิอาต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลอย่างน้อยห้าวัน และไปสืบหาข่าวจากหน่วยสอดแนมทั้งเมืองเซิงหยาง

“ก็ได้ ก็ไได้ ห้าวันก็ห้าวัน”

ซิไป่ฉีถอนหายใจ

“เธอจะออกไปจากเมืองเซิงหยางก่อนก็ได้ แล้วไปเจอกันที่เมืองใหญ่ถัดไป”

มิอาหันหน้าไปมองซิไป่ฉีและพูดขึ้นด้วยแววตาสีแดงสด

“ไม่เอาอยู่คนเดียวมันน่าเบื่อเกินไป”

ซิไป่ฉีตอบอย่างไม่คิดเลยด้วยซ้ำ

ก่อนที่เธอจะหันหน้าไปอีกทาง และไม่กล้ามองสบตากับมิอา และพูดอย่างใจเย็น

“นอกจากนี้ ถ้าไม่มีฉัน เธอเองก็ไม่สามารถหลบหนีจากการไล่ล่าของหัวสัตว์ทั้งสามตัวนั้นได้หรอก”

ซิไป่ฉีรู้ว่าหากทิ้งมิอาไว้มีหวังมิอาถูกพวกที่ไล่ล่ามาตามฆ่าทิ้งภายในสามวันอย่างแน่นอน

“เมื่อไหร่ที่ฉันเจอน้องสาว ฉันจะพาเธอไปยังดินแดนเขียวขจี”

มิมปากของมิอาดูเหมือนจะยกสูงขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่อยากให้ใครเห็น

ซิไป่ฉีกอดอกและพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิด

“เอาแต่พูดถึงดินแดนเขียวขจีอีกแล้ว ฉันหนีตามเธอมาต้องปีกว่าแล้วยังไม่เคยเห็นแม้แต่กำแพงเมืองเขียวขจีเลยด้วยซ้ำ”

“ดินแดนเขียวขจีไม่ได้อยู่ที่นี่ มันอยู่ห่างไกลจากเราไปมากๆ”

มิอาตอบเบาๆ

และเธอก็ไม่พูดอะไรอีกเลย เพราะคนที่จะเข้าไปในดินแดนแห่งนี้ได้ต้องรับการตรวจสอบเป็นเวลาหนึ่งปี

และการเป็นสหายที่ร่วมทางที่ถูกไล่ล่าไปกับเธอเป็นเวลาหนึ่งปีแบบนี้ก็ถือว่าเป็นข้อพิสูจน์ได้เพียงพอแล้ว

ในความคิดของมิอานั้นซิไป่ฉีนั้นผ่านทุกคุณสมบัติที่จะเข้าเมือง

“ไกลแค่ไหนกัน ฉันรู้สึกว่าเธอพาฉันวิ่งเป็นวงกลมมาตลอด”

ซิไป่ฉีไม่ใช่คนโง่

เส้นทางที่ทั้งคู่เดินทางนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าวนเป็นวงกลมและกำลังจะกลับไปทางป่าว่านกู่อีกครั้ง และจะเข้าใกล้กับเมืองจันทร์ดับ

“ไม่ได้เดินทางเป็นวงกลม ฉันแค่อยากวนกลับมารับน้องสาวเท่านั้น”

มิอาพูดอย่างใจเย็น

ที่เธอขโมยไข่อสูรจิตอัสนีเพื่อหาข้ออ้างเพื่อจะวนกลับมาหาน้องสาวเธอ

ไม่งั้นทางดินแดนเขียวขจีจะมอบหมายงานใหม่ให้เธอ อย่างออกเดินทางไปในสถานที่ไกลกว่านี้ หรือใช้เวลาอีกสองสามปีกว่าที่เธอจะมีโอกาสวนกลับมาหาน้องสาวเธออีกครั้ง

“น้องสาวของเธอ….”

ซิไป่ฉีเปิดปากพูดแต่ก็เงียบลงเมื่อมองไปยังมิอา

เธอต้องการจะบอกว่าน้องสาวของมิอาอาจจะไม่ได้ผ่านมาทางนี้ และไปยังเมืองใหญ่ต่อไปก็ได้

“เธอจะปลอดภัย”

มิอาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“จ้าๆ เข้าใจแล้ว”

ซิไป่ฉีพยักหน้าซ้ำๆ

เธอคิดแล้วว่าไม่ควรพูดอะไรให้มิอาไม่สบายใจไปมากกว่านี้ เพราะกลัวว่ามิอาจะพุ่งเข้ามาถอดปีกของเธอทิ้ง

“ไปกันเถอะ พวกมันมากันแล้ว”

สีหน้าของมิอาเปลี่ยนไป พร้อมกับลุกขึ้นและทำท่าจุ๊ปากให้เงียบ ก่อนที่จะกระโดดออกหน้าต่างไป

ซิไป่ฉีตามไปติดๆ

ตูม!!

บ้านทั้งหลังถูกถล่มในทันทีหลังจากนั้นไม่กี่วิ

คนหัวสิงโตลุกขึ้นมาจากกองซากปรักหักพังของบ้าน และมองดูเด็กสาวสองคนที่กำลังถูกคนหัวหมาป่ากับหัวหมีขวางทางไว้

“ในที่สุดก็จับพวกแกได้สักทีนังหัวขโมยตัวแสบ”

หัวสิงโตกัดฟันและพูดขึ้น

“พวกแกกล้าสร้างความวุ่นวายในเมืองเซิงหยางงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คืนไข่อสูรจิตอัสนีมา ไม่งั้นอย่าบอกว่าพวกเราโหดเหี้ยม”

หัวสิงโตแยกเขี้ยวขู่ทันที

“นี้ทำไมไม่มอบไข่ให้พวกมันไปหล่ะ”

ซิไป่ฉีสะกิดมิอาและพูดเบาๆ

เธอชำเลืองไปทางหัวหมาป่ากับหัวหมีอีกสองคนที่ขวางทางอยู่

ตอนนี้พวกเธอตกอยู่ในวงล้อม และเป็นเรื่องยากที่จะหลบหนี

“ไม่”

มิอาปฏิเสธทันควัน

“ไม่งั้นหรอ? ถ้างั้นคงต้องใช้กำลังและจับพวกแกกลับไปไถ่ความลับเกี่ยวกับดินแดนเขียวขจีให้หมดซะแล้ว”

หัวสิงโตนั้นท่าทางดุร้ายมากขึ้น พร้อมกับกางกรงเล็บออกมา

“เดี๋ยวมีโอกาสแล้วรีบบินหนีเลยนะ”

มิอากระซิบบอกซิไป่ฉี

ก่อนที่มิอาจะกระโดดเบาๆ เป็นจังหวะ

“แล้วเธอจะออกไปจากนี้ได้ไง”

ซิไป่ฉีกระซิบถามต่อด้วยความร้อนรน

“ฉันจะโดดขึ้นไปจับขาของเธอเอาไว้อีกที”

มิอาตอบอย่างแผ่วเบา

“ได้”

ซิไป่ฉีตกลงพร้อมกับกางปีกออก นัยน์ตาสีทองของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง

ในขณะที่การต่อสู้ใกล้ปะทุขึ้นตอนนั้นเอง

“ทุกคน!! หยุด!! อย่าได้สร้างความวุ่นวายขึ้นในเมืองแห่งนี้!”

เสียงที่ดูทุ้มดังขึ้นจากทุกทิศทาง ทำให้ทั้งห้าคนนั้นหวาดกลัวได้ในทันที

“ใครกัน!”

หัวสิงโตท่าทางเปลี่ยนไปทันที

“ตรงนี้”

อยู่ๆ ก็มีร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่บนหลังคาบ้านใกล้ๆ

ตัวตนนี้สวมเสื้อคลุมสีเทาทำมาจากหนังสัตว์ และมีแผลเป็นที่แก้มซ้ายเป็นรูปตัว X

“ท่านเองหรอ หอกกระดูกหลี่เอ๋อกู่ หนึ่งในสามแม่ทัพแห่งเมืองเซิงหยาง”

หัวสิงโตนั้นก้าวถอยหลังด้วยความกลัวทันที พร้อมกับแววตาที่ตื่นตระหนก

“ฉันไม่คิดว่าผู้กลายพันธ์จากเมืองหมื่นอสูรจะมาถึงเมืองเซิงหยางของเรา”

หลี่เอ๋อกู่พูดพร้อมกับยิ้มเบาๆ

ก่อนที่เขาจะเหลือบไปมองทางซิไป่ฉีและพูดอย่างประหลาดใจ

“แวมไพร์จากเมืองจันทร์ดับก็อยู่ด้วยงั้นหรอ?”

“พวกเราไม่ได้มีความคิดที่จะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นที่เมืองเซิงหยาง เพียงแค่ต้องการจับหัวขโมยสองคนนี้เท่านั้น””

หัวสิงโตพูดขึ้นแต่ไม่ได้บอกว่าทั้งสองขโมยไข่อสูรจิตอัสนีมา ไม่งั้นเมืองเซิงหยางคงได้ยื่นมือเข้ามายุ่งแน่

“ขโมย?”

หลี่เอ๋อกู่มองไปยังสองสาว พร้อมกับแววตาที่สงสัย

ที่จริงเพราะความบังเอิญที่เขาออกมาลาดตระเวนแถวนี้ และได้ยินเสียงดังขึ้นจึงมาตรวจสอบ ไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์เช่นนี้

“ใช่ พวกมันขโมยของจากเมืองหมื่นอสูรของเราไป”

หัวสิงโตแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างมาก และพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำ

“พวกเราจะไปทันที เมื่อจับหัวขโมยนี้ได้แล้ว”

“ไม่ ฉันไม่อนุญาตให้ใครก่อเรื่องวุ่นวายในเมืองเซิงหยางเด็ดขาด”

หลี่เอ่อกู่ยกนิ้วขึ้นก่อนที่จะส่ายไปมา

เขาต้องทำตามหน้าที่ นั้นคือห้ามให้เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทขึ้นในเมือง หากไม่มีใครเชื่อฟังเขาสามารถทำให้คนพวกนั้นหลับไปตลอดชีวิตได้เลย

“เมืองหมื่นอสูรของเรามีการค้าและสัญญามากมายกับเมืองเซิงหยางของท่าน นี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ให้พวกเราจัดการเองเถอะ”

หัวสิงโตพยายามพูดให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองเมือง

“ไม่…”

หลี่เอ๋อกู่พูดพร้อกกับหรี่ตาลง และปล่อยจิตคุกคามออกมาทันที

ผู้กลายพันธ์ขั้น 5 อย่างหัวสิงโตนั้นต้องได้รับการตักเตือนเสียบ้าง

“ช้าก่อน อย่าได้ลงไม้ลงมือกันเลย”

สีหน้าของหัวสิงโตเปลี่ยนไปทันที

เขามองเด็กสาวทั้งสองอย่างลำบากใจ และจากไปพร้อมกับกลุ่มของเขา

ทั้งสามได้แต่รอให้ทั้งสองสาวออกจากเมืองเซิงหยางไปก่อน และเชื่อว่าทั้งสองคงไม่คิดจะอยู่ในเมืองเซิงหยางไปตลอดชีวิต

“....”

มิอามองดูทั้งสามจากไป พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองชายที่อยู่บนหลังคา

“รอดแล้ว! รอดมาแบบฉิวเฉียด!”

ซิไป่ฉีลูบไปบนหน้าอกด้วยความกลัว

“ไปกันเถอะ”

มิอามองซิไป่ฉีด้วยสายตาที่แฝงความหมาย

เหตุผลที่หลี่เอ๋อกู่ช่วยทั้งสองคนนั้น เพราะว่าเขาสนใจเมืองจันทร์ดับ และตัวตนของซิไป่ฉี