ตอนที่ 93

(ขออภัยเมื่อวานด้วยครับ ช่วงนี้งานที่ออฟฟิตเยอะ และต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ เลยไม่มีเวลาแปลครับ)

“มู่เหลียง..พูดล้อเล่นอะไรเนี่ย”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขี้เล่น

เธอเคยใช้พลังของเธอในการกรุยหาเส้นเลือดในวัตถุดิบ แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจการเชื่อมต่อของเส้นเลือดในวัตถุดิบได้

มันจำเป็นต้องใช้พลังที่ละเอียดอ่อน และต้องมีการสังเกตที่เหนือคนธรรมดาทั่วไป

“แน่ใจงั้นหรอว่าทำได้”

ลี่เยว่ถามขึ้นในขณะที่มือของเธอก็ทำงานต่อไป และไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

“ได้ลอง เดี๋ยวก็รู้”

มู่เหลียงยื่นนิ้วออกไป และปล่อยใยแมงมุมเล็กๆ มากมายไหลเข้าไปในโพรงของเปลือกอสูรหนอนเก้าส่วน

ด้วยความสามารถควบคุมใยพันสายทำให้มู่เหลียงควบคุมเส้นใยพวกนี้ได้ไม่ต่างจากนิ้วมือ

ใยแมงมุมมากมายกว่าหลายสิบเส้นไหลเข้าไปในเปลือกเต็มไปหมด

เมื่อมู่เหลียงลองหลับตาลง เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความคดเคี้ยวในโพรงพวกนี้จากความรู้สึก และใยแต่ละเส้นก็เชื่อมต่อเข้าถึงกัน ซึ่งนั้นหมายความว่า มู่เหลียงสามารถหาทางเชื่อมเส้นเลือดได้

หลังจากนั้นสักพัก

“ตอนนี้ ฉันเจอเส้นเลือดทั้งหมดแล้ว”

มู่เหลียงลืมตาขึ้น ก่อนที่จะมีใยแมงมุมออกมาจากโพรงใต้เปลือกอสูรหนอนเก้าส่วน

“หาเจอแล้วจริงๆ งั้นหรอ!”

หยู่ฉินหลานอุทานขึ้นด้วยความรู้สึกไม่เชื่อ และมองใยแมงมุมที่โผล่ออกมาจากโพรงเปลือกอสูรหนอนเก้าส่วนอย่างประหลาดใจ

เพียงไม่กี่วินาทีมู่เหลียงสามารถหาเส้นเลือดเจอ และรู้จุดเชื่อมต่อทั้งหมดได้ยังไง

“ก็ไม่ยากอย่างที่คิด”

มู่เหลียงพูดอย่างสบายๆ

“คือ…”

หยู่ฉินหลาน และลี่เยว่นั้นอึ้งจนพูดไม่ออก และได้แต่กลืนน้ำลายลงท้องไป

ถ้าเส้นเลือดมันหาได้ง่ายแบบนี้ อาวุธระดับกลางคงมีเกลื่อนกลาดไปหมดแล้ว

ตอนนี้มู่เหลียงเริ่มสนใจการสร้างอาวุธวิญญาณมากขึ้น หากว่าเขาสร้างอาวุธวิญญาณได้ เขาจะมอบมันให้กับกองกำลังของเขา

กองกำลังพิเศษในโลกแห่งนี้มีรูปแบบดังนี้

ผู้ตื่นและผู้กลายพันธ์จะถูกใช้เป็นกำลังหลัก และถูกคัดเข้าไปฝึกฝนเป็นกองกำลัง

สำหรับผู้ทรงพลังจำเป็นต้องมีอาวุธวิญญาณ ซึ่งทำให้พวกเขาแข็งแกร่งทัดเทียมกับผู้ตื่นและผู้กลายพันธ์ได้

หากว่ามู่เหลียงสร้างกองกำลังติดอาวุธวิญญาณได้ เขาจะสามารถรวบรวมผลึกต้นกำเนิดได้ง่ายขึ้น

หยู่ฉินหลานเมื่อตั้งสติได้ เธอก็ถามด้วยสีหน้าตื่นเต้นทันที

“แล้วนายต้องการจะสร้างอาวุธแบบไหน”

“ทำเครื่องป้องกัน”

มู่เหลียงมองไปยังเปลือกอสูรหนอนเก้าส่วนที่อยู่ในมือของลี่เยว่

หากว่าเขาสามารถสร้างเกราะวิญญาณที่ทรงพลังขึ้นมาได้ ลี่เยว่จะเดินทางปลอดภัยมากขึ้น

“การทำเครื่องป้องกัน ก่อนอื่นต้องหาเส้นเลือดของเปลือกพวกนี้แต่ละชิ้น และเชื่อมมันเข้าด้วยกัน”

หยู่ฉินหลานไม่เคยสร้างอาวุธหรือเกราะวิญญาณระดับกลางมาก่อน แต่ก็พอจะแนะนำให้ได้

เธอมีความรู้พื้นฐานมากพอ และสามารถบอกเกือบทุกขั้นตอนได้

“จากนั้นก็เชื่อมเส้นทางพวกนั้นเข้ากับผลึกสัตว์อสูร ทีนี้เราจะสร้างเกราะแขนระดับกลางได้แล้ว”

“นี้มันเหมือนกับการเล่นเกมส์ไขปริศนาเลย”

มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ

การประกอบเส้นเลือดวัตถุดิบเข้าด้วยกันไม่ต่างจากการเล่นเกมส์ไขปริศนา ซึ่งมันก็ยากเอาเรื่องเหมือนกัน

“สิ่งนั้นคืออะไร?”

หยู่ฉินหลานถามขึ้น

มู่เหลียงไม่ได้ตอบแต่พูดขึ้นต่อแทน

“งั้นส่วนที่ตัดออกไปแล้ว เอากลับมาใช้ไม่ได้แล้วงั้นหรอ?”

เขามองไปยังเศษเปลือกที่ถูกตัดทิ้งไปและวางกองอยู่ข้างๆ

“ไม่ได้แล้ว เปลือกพวกนี้ยังไม่ถูกผ่านกรรมวิธีแปรขึ้นรูป ทำให้เส้นเลือดระหว่างก่อนเตรียมกับหลังแปรรูปแล้วมันจะผิดรูปร่างไปแล้ว เพราะงั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อแปรรูปพวกมันเสร็จแล้ว ส่วนที่ตัดทิ้งไปพวกนี้ก็ต้องเอาไปทำอย่างอื่น”

หยู่ฉินหลานยิ้มเล็กน้อยและอธิบาย

“การจะสร้างของพวกนี้จำเป็นต้องมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก และใส่ใจกับวัตถุดิบเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับมัน”

เธอเริ่มอธิบายมากขึ้นเรื่อยๆ

“ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฉันต้องเรียนรู้สินะ”

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

เขาหันไปทางหยู่เฟ่ยหยานที่กำลังนั่งเล่นอยู่ในห้องโถง

“เฟ่ยหยาน เธอช่วยฉันไปเอาเปลือกอสูรหนอนเก้าส่วนมาเพิ่มให้ที”

“ได้เลย”

หยู่เฟ่ยหยานขานรับและว่างหิ่งห้อยน้อยลง ก่อนที่จะลุกเดินออกนอกบ้านไป

“มู่เหลียงจะสร้างเกราะวิญญาณระดับกลางงั้นหรอ”

ลี่เยว่ถามขึ้นเบาๆ

“ก็แค่ลองดู ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร…ได้ลองทำดีกว่า ไม่ได้ลอง”

มู่เหลียงตอบพร้อมแสดงความคิดเห็นที่เป็นบวก

ไม่นานนัก

หยู่เฟ่ยหยานก็กลับมาพร้อมกับกองเปลือกอสูรหนอนเก้าส่วน และวางมันไว้บนโต๊ะ

เธอปาดเหงื่อบนหน้าผากอย่างตื่นเต้น

“หากต้องการมากกว่านี้ก็บอกฉันได้เลยนะ”

“ไม่จำเป็นแล้ว แค่นี้ก็มากพอแล้ว”

มู่เหลียงตอบ และหยิบเปลือกอสูรลงไปต้ม

“มากินเนื้อย่างกันได้แล้ว!”

มินโฮตะโกนขึ้น และจัดวางเนื้อย่างลงบนโต๊ะกินข้าว

“ฉันอยากลองกินเนื้ออสูรหนอนเก้าส่วนมานานแล้ว”

หยู่ฉินหลานนั้นอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นเล็กน้อย

มู่เหลียงเริ่มหยิบไม้เสียบเนื้อย่างขึ้นมาและกินมัน เพราะหากเขาไม่เริ่มกินก่อน คงไม่มีใครกล้ากินแน่นอน

“เดียวฉันจะเอาไปให้โหย่วเฟ่ย”

ลี่เยว่หยิบเนื้อย่างสองสามไม้และเดินออกไปที่ห้องวิจัยของโหย่วเฟ่ย

เธอรู้ว่าเพื่อนของเธอจะไม่ทำอะไรเลยนอกจากค้นคว้าวิจัย จนกระทั้งหิวโหยถึงจะเริ่มหาของกิน

“มินโฮ พรุ่งนี้เธอมีหน้าที่เอาอาหารและน้ำไปส่งให้โหย่วเฟ่ยเข้าใจไหม”

มู่เหลียงพูดเบาๆ เขารู้ว่าผู้คนที่คลั่งไคล้ในการวิจัย การได้รับการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ อย่างการส่งข้าวส่งน้ำเป็นอะไรที่คนเหล่านี้ต้องการมากๆ

“อื้มได้เลย”

มินโฮพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

ระหว่างที่ลี่เยว่จะไปถึงประตูบ้าน อยู่ๆ เธอก็หยุดลง และยิ้มเล็กๆ ภายใต้หน้ากากของเธอ เมื่อเห็นว่ามู่เหลียงให้ความสำคัญกับพวกเธอ

เนื้อของอสูรหนอนเก้าส่วนนั้นอร่อยมาก และเป็นที่พอใจของทุกคน

หลังจากกินข้าวเสร็จ

มู่เหลียงก็กลับมาเตรียมวัตถุดิบต่อทันที และเริ่มหาเส้นเลือดภายในเปลือกเหล่านี้ และจัดรูปร่าง ประกอบกันจนเป็นเกราะแขน

หลังจากที่เชื่อมต่อจุดต่างๆ เข้าด้วยกันได้แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือยึดมันให้ติดกัน

“ก็ไม่เห็นยากสักเท่าไร”

มู่เหลียงใช้มีดสั้นตัดชิ้นส่วน เพื่อเชื่อมเส้นเลือดเข้าด้วยกัน

“...”

หยู่ฉินหลานมองด้วยแววตาที่ทึ่งตลอดเวลา

แม้แต่ผู้ตื่นขั้น 6 เช่นเธอยังไม่สามารถที่จะหาเส้นเลือด และเข้าใจเส้นเลือดพวกนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้แต่สัตว์อสูรขั้น 4 ก็ตามเธอก็ยังไม่อาจจะเชื่อมเส้นเลือดเหล่านี้ได้

“ทีนี้ก็เอามาต่อกัน”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน

เขามองไปยังขอบตะเข็บบนเกราะแขน และรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย

“รอยต่อระหว่างชิ้นพวกนี้ดูไม่ค่อยสวยเท่าไรเลย”

“ไม่เป็นไร หากว่ามันสามารถผ่านการบรรลุวิญญาณได้รอยพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา”

หยู่ฉินหลานอธิบายขึ้น แต่มันได้ทำให้สีหน้าของมู่เหลียงดูเครียดมากขึ้น เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด

“บรรลุวิญญาณคือะไร?”

มู่เหลียงถามขึ้นด้วยความสงสัยนี้เป็นอีกครั้งที่เขาได้ยินศัพย์ที่ไม่รู้จักมาก่อน

“หลังจากเชื่อมผลึกสัตว์อสูรแล้ว จะรู้เองว่าอะไรคือการบรรลุวิญญาณ”

หยู่ฉินหลานไม่อธิบายอะไรเพิ่มแต่ให้เขาลองทำดู

“ง่ายๆ แค่นั้นเลยงั้นหรอ”

มู่เหลียงถามขึ้นพร้อมกับเชื่อมเส้นเลือดระหว่างชิ้นส่วนให้แน่นขึ้น

เขาได้เอาผลึกของอสูรหนอนเก้าส่วนออกมา และประกอบมันเข้าไปในตำแหน่งที่เขาจัดเอาไว้

“งั้นก็ลองดู”

มู่เหลียงพูดขึ้นหลังจากประกอบผลึกเข้าไปแล้ว แต่ก็ไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเลยสักนิด

“ถ้าเกราะนี้ทำให้ลี่เยว่ เพราะงั้นเธอก็ควรที่จะเป็นคนบรรลุวิญญาณด้วยตัวเธอเอง”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับหันหน้าไปทางลี่เยว่

“เข้าใจแล้ว”

ลี่เยว่พยักหน้า

“งั้นลองดู”

มู่เหลียงยื่นเกราะแขนให้ลี่เยว่ทันที

“การบรรลุวิญญาณหรือเรียกอีกอย่างว่ายอมรับเจ้าของ”

ลี่เยว่รับเกราะแขนมาและอธิบายต่อทันที

เธอบากนิ้วด้วยมีดจนเกิดแผลเล็กๆ พอที่จะมีเลือดไหลออกมาหยดสองหยด เธอได้เอาเลือดหยดลงบนผลึกสัตว์อสูรที่ติดอยู่ในเกราะแขน ก่อนที่มันจะเกิดร่องรอยสีแดงขาวในตัวเกราะ

มีประกายแสงสีแดงและขาววิ่งไปทั่วเส้นเลือดภายในเกราะแขนในเวลานี้

“หากไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับการเชื่อมต่อเส้นเลือด ขั้นตอนบรรลุวิญญาณจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี”

หยู่ฉินหลานนั้นได้เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย และอธิบายสิ่งที่เธอยังไม่ได้ตอบมู่เหลียง

“พวกรอยต่อพวกนั้นจะผสานกันเองด้วยพลังของผลึกสัตว์อสูร”

หึ้งๆ

เกราะแขนเวลานี้เปล่งเสียงออกมาเบาๆ

“ขั้นตอนบรรลุวิญญาณ…สำ….เร็จแล้ว!”

ลี่เยว่อุทานปากกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ และถือเกราะแขนไว้ในมือด้วยความสับสนและมึนงง

อารมณ์ของเธอดูวุ่นวายอย่างมาก หลังจากที่เธอได้เรียนรู้และศึกษาการสร้างอาวุธวิญญาณมานานหลายปี เธอก็ทำได้เพียงแค่อาวุธระดับต่ำเท่านั้น

ตอนนี้มู่เหลียงกลับสามารถสร้างเกราะวิญญาณระดับกลางขึ้นมาได้ง่ายๆ

“สำเร็จจริงๆ งั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ และมองไปยังเกราะแขนอย่างตื่นเต้น

เธอไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่ามันจะสำเร็จในครั้งแรก และเธอเองก็คิดคำพูดที่จะปลอบใจมู่เหลียงเอาไว้แล้วด้วยซ้ำ

กลับกลายเป็นว่ามู่เหลียงสามารถทำมันได้ในครั้งแรก เขาสามารถสร้างเกราะวิญญาณระดับกลางได้ภายในครั้งเดียว

ตอนนี้กลายเป็นว่าหยู่ฉินหลานนั้นต้องปลอบใจตัวเองแทนเสียแล้ว

หยู่ฉินหลานใช้เวลาสามปีกว่าที่จะรวบรวมความรู้เกี่ยวกับอาวุธวิญญาณมาได้ และพยายามหาทางตรวจสอบเส้นเลือดและเชื่อมเข้าด้วยกัน

แต่อย่างไรก็ตามผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอ เพียงรู้เรื่องเส้นเลือดไม่กี่นาที เขากลับเชื่อมต่อเส้นเลือดได้ และสร้างเกราะวิญญาณระดับกลางได้ทันที

การแสดงออกของลี่เยว่ และหยู่ฉินหลานนั้น ทำให้มู่เหลียงถึงกับแสดงสีหน้าตึงเครียด และรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดสักอย่าง

เขาหันหน้าไปทางหยู่เฟ่ยหยานและถามขึ้น

“เธอสองคนนี้เป็นอะไรไป?”

“บางทีพวกเขาคงจะทึ่งจนสติกระเจิงไปแล้วก็ได้”

หยู่เฟ่ยหยานพูดอย่างหนักใจ

เธอรู้ว่าแม่ของเธอหมกมุ่นกับเรื่องอาวุธวิญญาณมากขนาดไหน

แต่หลังจากศึกษามาหลายปีหยู่ฉินหลานเองก็ยังไม่สามารถสร้างอาวุธระดับกลางได้เลยสักชิ้นเดียว ทำให้เธอหมดกำลังใจและเลิกศึกษามัน

“มันก็ไม่ได้น่าตกใจอะไรขนาดนั้นเลย ออกจะง่ายๆ”

มู่เหลียงพูดด้วยแววตาใสซื่อราวกับว่านี้เป็นเรื่องปกติ

เขาไม่ได้รู้สึกเลยว่ามันยากขนาดนั้น ขั้นตอนที่ดูยุ่งยากที่สุดก็คงเป็นการแปรรูปวัตถุดิบ

“ฉันว่านายอย่าได้พูดอะไรอีกเลย”

หยู่เฟ่ยหยานเตือนขึ้น และลากตัวมู่เหลียงออกมา

หากว่าขืนปล่อยให้มู่เหลียงพูดมากไปกว่านี้ แม่ของเธอคงได้ร้องไห้ด้วยความอับอายอย่างแน่นอน

“ฉันเหนื่อยแล้ว ข–ขอกลับไปพักก่อน”

แววตาของหยู่ฉินหลานนั้นดูสิ้นหวังอย่างมาก ก่อนที่เธอจะเดินออกไปจากบ้านด้วยสีหน้าราวกับไร้จิตวิญญาณ

และสิ่งที่เธอพูดนั้นก็แค่ข้ออ้างที่เธอจะได้ออกไปจากห้องแห่งนี้เท่านั้น

“งั้นหนูพาแม่ไปนอนเอง”

หยู่เฟ่ยหยานพูดขึ้นพร้อมกับเข้าไปพยุงร่างแม่ของเธอ

ก่อนที่ทั้งสองจะเดินจากไปทั้งๆ แบบนั้น

หลังจากดูทั้งสองจากไปแล้ว มู่เหลียงก็ถามกับลี่เยว่ทันที

“ลี่เยว่เธอคิดว่าเกราะแขนนี้เป็นเช่นไร”

“อะ…อ–เออ ดี ดีมาก!”

ลี่เยว่เมื่อถูกถาม ก็เหมือนได้สติกลับมา และทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรง

“งั้นแสดงความแตกต่างระหว่างระดับต่ำกับกลางให้ฉันดูหน่อย”

มู่เหลียงเอาเกราะแขนวิญญารระดับกลางขึ้นมา จากนั้นก็ขอเกราะแขนที่ลี่เยว่ทำขึ้นมาเปรียบเทียบดู

เขาพบว่าน้ำหนักของทั้งสองชิ้นนั้นเท่ากัน

“เกราะแขนระดับกลางนี้ จะแสดงพลังก็ต่อเมื่ออยู่ในมือเจ้าของเท่านั้น เพราะงั้นนายจะไม่รู้สึกถึงความต่าง”

เมื่อเห็นสีหน้ามึนงงของมู่เหลียง ลี่เยว่จึงอธิบายขึ้น

“ถ้าเกิดว่าฉันเป็นคนถือ น้ำหนักของทั้งสองชิ้นจะไม่เท่ากัน”

“แล้วถ้าอยากจะเปลี่ยนเจ้าของมันจะต้องทำยังไง”

มู่เหลียงถามต่อด้วยความสงสัยและเอาเกราะวิญญาณระดับกลางมาถือดู

“ก็แค่ถอดผลึกสัตว์อสูรออก และประกอบกลับเข้าไปใหม่ และทำการบรรลุวิญญาณอีกครั้งก็เรียบร้อยแล้ว”

ลี่เยว่ตอบ

“ง่ายๆ แค่นั้นเลยงั้นหรอ?”

มู่เหลียงพูดอย่างไม่เชื่อ และมองดูเกราะแขนอีกครั้งก่อนที่จะส่งคืนให้ลี่เยว่

“จะให้ฉันจริงๆ งั้นหรอ”

ลี่เยว่รับเกราะแขนมาและพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

เธอเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับหยู่ฉินหลาน เธอไม่คิดว่ามู่เหลียงจะทำมันสำเร็จจริงๆ เพราะงั้นเขาควรจะเป็นเจ้าของเกราะแขนนี้มากกว่า

นั้นเป็นเหตุผลที่ทั้งลี่เยว่และหยู่ฉินหลานอึดอัดและอับอาย

“มันไม่มีประโยชน์สำหรับฉันเลย”

มู่เหลียงตอบ

เพราะเกราะวิญญาณจากชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับสี่ เขาสามารถบีบทำลายมันได้ในพริบตา

ของที่เขาจะใส่นั้นอย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นสิ่งที่ทนแรงของเขาได้เป็นอย่างต่ำ

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้มู่เหลียงก็รู้สึกอยากจะลองเอาเกล็ดของเสี่ยวไก และเปลือกส่วนหนึ่งของเซียวหงมาสร้างอาวุธวิญญาณดู และอยากรู้ว่ามันจะทรงพลังขนาดไหน

นี้คืออีกประโยชน์ของการมีสัตว์อสูรเลี้ยงส่วนตัว

“งั้นฉันจะรับมันไว้ และใช้มันอย่างดี”

ลี่เยว่พูดขึ้นพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก

ด้วยเกราะแขนนี้ เธอสามารถป้องกันการโจมตีได้หลายรูปแบบ อีกทั้งน้ำหนักที่เบาทำให้เธอเคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งดีกว่าเกราะที่เธอใช้อยู่มาก

“งั้นไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เธอต้องออกเดินทาง”

มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน

“อืม”

ลี่เยว่ขานรับและมองไปที่มู่เหลียงเล็กน้อย

เธอกอดเกราะแขนไว้แน่น และเดินกลับไปยังห้องของเธออย่างร่าเริง

ในเวลานี้ที่ขอบของกระดองเต่าทมิฬน้อย

กิ้งก่าสามสีกับแมงมุมผีแดงก็ขนลุกขึ้นมา เปลือกและเกล็ดของพวกมันเย็นวูบวาบขึ้นมาเฉยๆ และสัมผัสได้ถึงรางร้าย

กี้….

จี้…..