“นั่นใคร!!”
เว่ยกังตะโกนขึ้น และโดยพร้อมเพียงกันทุกคนได้หันหน้าไปตามต้นเสียงที่มาจากบนหลังคาบ้านของนายหัวหยู่จู
พวกเขาเห็นผู้ชายในชุดสีขาวผ่องใส นั่งเท้าคางอยู่ พร้อมกับยิ้มให้พวกเขาเล็กน้อย
ถัดไปด้านหลังของผู้ชายคนนี้ มีหญิงสาวสองคน คนหนึ่งสวมหน้ากาก อีกคนมีผ้าพันปิดบังใบหน้าเอาไว้
การแต่งตัวของทั้งคู่นั้นดูสบายๆ และคล่องตัว และการปรากฏตัวเช่นนี้ทำให้พวกเขาดูลึกลับยิ่งนัก
“มู่เหลียง!! นายไม่ได้อยู่ที่โรงเตี๊ยมงั้นหรอ?!”
หยู่เฟ่ยหยานตะโกนออกมาด้วยความตกใจ
พวกเธอพึ่งจะเอ่ยถึงเขาอยู่หยกๆ เขาก็ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับภูตผี มันจึงสร้างความประหลาดใจให้กับหยู่เฟ่ยหยานอย่างมาก
“ฉันเห็นว่าตรงนี้ดูครื้นเครงดี ก็เลยแวะมาดูสักหน่อย”
มู่เหลียงผายมือพร้อมกับยักไหล่ ราวกับพูดว่า ฉันมาแค่ดูการแสดงเท่านั้น
“นายท่านหยู่จู คนผู้นี้คือคนที่ท่านพูดถึงอย่างงั้นหรอ”
เว่ยกังกระซิบข้างๆ หยู่จูด้วยความสงสัยและวาดระแวง
เพราะตอนที่เว่ยกังเห็นผู้ชายคนนี้ เขารู้สึกเหมือนเผชิญหน้าสัตว์อสูรชั้นกลางอย่างไงอย่างงั้น
“คงบอกได้ว่า เขาเป็นมิตรกว่าผู้อาวุโสใหญ่”
หยู่จูกล่าวด้วยน้ำเสียงที่โล่งอกอย่างมาก
เมื่อมู่เหลียงอยู่ตรงนี้ ทั้งเธอและลูกสาวของเธอก็มีโอกาสที่จะหนีรอดเพิ่มมากขึ้น
“แต่จากที่ฉันดูแล้ว สถานการณ์ฝั่งท่านไม่ค่อยดีเลยนะ ท่านหยู่จู”
มู่เหลียงลุกขึ้นก่อนที่จะกระโดดลงมาในชุดฮั๋นฟู ตอนที่ลงมานั้นชุดของมู่เหลียงมันได้พริ้วไสวไปตามลมดูงดงามอย่างมาก และโดดลงใกล้ๆ กับหยู่จูกับหยู่เฟ่ยหยาน
“นายท่านมู่เหลียงช่างอารมณ์ขันเกินไปแล้ว”
หยู่จูกล่าวด้วยใบหน้าที่เขินอายอย่างมาก
ก่อนหน้านี้หยู่จูพยายามที่จะมอบตำแหน่งนายหัวของกลุ่มให้มู่เหลียง แล้วมาตอนนี้ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ มันทำให้เธอนั้นอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“ต้องการความช่วยเหลือจากฉันไหม? เพียงแค่จ่ายเป็นผลึกสัตว์อสูรก็ถือว่าใช้ได้”
มู่เหลียงก้มลงถามก่อนที่จะมองออกไปที่ลานกว้างนอกบ้าน
ตั้งแต่พลังของเขาเพิ่มขึ้น เขายังไม่ได้ทดสอบพลังของตัวเองเลย
“ค่าของมันคงไม่ต่างกันแล้ว….ต่อให้ท่านมู่เหลียงจัดการเรื่องนี้ ความสงบสุขมันก็อยู่ได้แค่ชั่วคราว แต่ต้นต่อของปัญหายังคงอยู่เช่นเดิม”
ตอนนี้จิตใจของหยู่จูนั้นแตกสลาย ทุกคนในกลุ่มของเธอต้องการจะเข้าร่วมกับเผ่าพันพฤกษา เพื่อจะได้มีน้ำใช้มากขึ้น
ในคืนนี้เธอได้เห็นหมดแล้ว และหมดศรัทธาในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ ตั้งแต่ทุกคนในกลุ่มหันหลังให้เธอ
“แล้วจะเอายังไงต่อ”
มู่เหลียงเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้โง่เขลา และเข้าใจทุกอย่างดี
มู่เหลียงมาทันตั้งแต่หยู่เฟ่ยหยานออกมาจากบ้าน และเขาก็เฝ้าดูทุกอย่างจากบนหลังคาอย่างเงียบๆ
ต่อให้หยู่จูผ่านวิบากกรรมนี้ไปได้ แต่สุดท้ายแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ก็ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
“ฉัน…”
นัยน์ตาสีฟ้าของหยู่จูนั้นสั่นไหวและดูสับสนไปหมด
และเธอก็พูดออกมาอย่างขมขื่น
“ฉันไม่รู้…..ต่อจากนี้จะทำอะไร แต่อย่างน้อยก็ออกไปจากที่นี่ก่อน หลังจากนั้นฉันจะคิดอีกที”
ใช้แล้ว…เมื่อออกไปจากกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ เธอจะไปที่ไหนหรือทำอะไรต่อนั้นก็ไม่อาจจะรู้ได้
“งั้นสนใจมาอยู่ที่เมืองเต่าทมิฬไหม?”
มู่เหลียงเอ่ยปากชวนทันที
“เมืองเต่าทมิฬ!?”
สีหน้าที่บ่งบอกความประหลาดใจได้ฉายขึ้นบนใบหน้าสวยๆ ของหยู่จู
“ใช่! เมืองเต่าทมิฬของเรายินดีต้อนรับผู้มีความสามารถเช่นท่าน”
มู่เหลียงพูดอย่างตรงไปตรงมา
“ถ้างั้นฉันขอถามท่านมู่เหลียงเล็กน้อยว่าเมืองเต่าทมิฬนั้นอยู่ไกลแค่ไหน”
หยู่จูถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่ไกล ใกล้ๆ นี้เอง”
มุมปากของมู่เหลียงยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ดูแอบซ่อนอะไรบางอย่าง
“ใกล้ๆ งั้นหรอ? แต่ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อนเลย”
หยู่จูถามด้วยความสงสัย
“เมืองเต่าทมิฬของนายท่าน เป็นเมืองที่พึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ใช่ไหม?”
“ก็……เกือบๆ ประมาณนั้น”
รอยยิ้มของมู่เหลียงดูแข็งไป ก่อนที่เขาจะเมินหน้าหนีอย่างเขินอาย
ใครมันจะพูดได้ว่าเมืองเต่าทมิฬที่พูดๆ กันอยู่นี้ มันยังไม่ได้ขึ้นรูปร่างเลยด้วยซ้ำ แต่มู่เหลียงอยากให้ทั้งสองคนไปช่วยเขาสร้างเมืองขึ้นมา
ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ล่วงรู้ถึงหูหยู่จูแล้วละก็เธอคงมองมู่เหลียงด้วยสายตาที่ราวกับมองคนเสียสติ
“แปลกมาก ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
หยู่จูบ่นกับตัวเองด้วยความสงสัย และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล
หยู่เฟ่ยหยานที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็นิ่งเงียบไม่พูดขัดมู่เหลียงและแม่ของเธอซักคำ
“ถ้าไม่ต้องการฉันก็ไม่บังคับ”
มู่เหลียงเห็นถึงความสับสนภายในแววตาและสีหน้าของหยู่จู ก่อนที่จะพูดอย่างนุ่มนวล
“ตราบใดที่มอบผลึกสัตว์อสูรให้ ฉันก็พร้อมจะพาทุกคนออกไปจากกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”
เขาจะไม่พูดหรือบอกอะไรเกี่ยวกับเต่าทมิฬน้อยของเขาอีก
เพราะอันที่จริงเมืองเต่าทมิฬนั้นก็คือเต่าทมิฬน้อยที่ต้องรอเวลาเติบโตเท่านั้น
“ไม่ เพียงแต่ฉันยังมีคำถามอื่นอยู่”
สีหน้าของหยู่จูนั้นดูจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง
“เชิญถาม”
มู่เหลียงเองก็สงสัยเหมือนกันว่า หญิงสาวคนนี้จะถามอะไรเขาอีก
“ถ้าเกิดว่าทั้งฉันและลูกสาวไปอยู่ที่เมืองเต่าทมิฬแล้ว จะให้พวกเราทำอะไร”
นี้คือสิ่งที่หยู่จูนั้นอยากรู้ที่สุด
เพราะอย่างเผ่าพันพฤกษานั้นต้องการสองแม่ลูกมาเป็นแม่พันธ์เพื่อให้กำเนิดบุตรที่เป็นผู้ตื่นเท่านั้น ซึ่งเป็นอะไรที่เธอยอมรับไม่ได้
“ท่านอยากจะเป็นอะไรท่านก็จะได้เป็น ท่านอยากทำอะไรท่านก็จะได้ทำ ในเมืองเต่าทมิฬ ฉันไม่บังคับใครทั้งสิ้น”
มู่เหลียงนั้นยังไม่มีแผนหรือวางโครงสร้างของเมืองเต่าทมิฬในหัวเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าจะให้
หยู่จูทำสิ่งใดดี
แต่เมื่อไรที่เมืองถูกก่อตั้งขึ้น หยู่จูเองก็คงหางานหรือสิ่งที่อยากจะทำได้เอง
“.....”
รอยยิ้มฉายออกจากทางแววตาของลี่เยว่ทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของมู่เหลียง และคิดว่ามู่เหลียงคนนี้เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ต้องการหลอกให้คนอื่นๆ มาเข้าร่วมกับตัวเองก่อตั้งเมืองที่ยังไม่มีตัวตนอยู่เลยด้วยซ้ำ
“อยากเป็นอะไรก็เป็น อยากทำอะไรก็ทำ?”
สีหน้าของหยู่จูเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
นี้เป็นคำพูดที่เอาไว้เชื้อเชิญคนอื่นเข้าเมืองยังงั้นหรอ? นี้เขาไม่เห็นคุณค่าหรือความสามารถของเธอเลยรึไง?
เขาไม่รู้หรอว่าผู้ตื่นขั้น 6 นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน แม้แต่ในเมืองใหญ่ตัวตนระดับนี้ก็ได้รับการยกย่อง
“เป็นอิสระอยากทำอะไรก็ได้…ไม่ดีงั้นหรอ?”
มู่เหลียงถามพร้อมกับรอยยิ้ม
“เปล่าเลย มันยอดเยี่ยมมาก”
หยู่จูส่ายหัวด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า มันดีมากจนเธอไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ทำไมไม่ลองไปที่เมืองเต่าทมิฬก่อนล่ะ หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจก็ไม่สาย?”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับชำเลืองมองหยู่เฟ่ยหยาน
เขารู้ว่าสิ่งที่ยึดติดหยู่จูเอาไว้คืออะไร ถ้าหากว่าหยู่เฟ่ยหยานยอมไปกับเขา ยังไงเธอก็ต้องตามไปด้วย
“ตกลง ฉันจะไปเมืองเต่าทมิฬ หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่”
หยู่จูตอบด้วยใบหน้าที่แดงก่ำเล็กน้อย และคิดว่าข้อเสนอนี้ก็ไม่เลว
อย่างน้อยเธอก็ได้ไปเห็นก่อนว่าจะอยู่ยังไง หรือทำอะไรได้ หากดูแล้วไม่เข้าท่าเธอก็ยังถอนตัวได้โดยไม่เสียหน้า
“ท่านแม่!! เราจะไปเมืองเต่าทมิฬกันใช่ไหม?”
หยู่เฟ่ยหยานพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น
เธอนั้นตั้งหน้าตั้งตารอที่จะเห็นเมืองเต่าทมิฬมาสักพักแล้ว
ทั้งมีสิ่งที่เรียกว่าหนังสือพิมพ์ให้อ่านตอนเช้า และมีอาหารที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ใบชาประกายแสง
“เอาล่ะ งั้นไปดูให้เห็นกับตากันเถอะ”
หยู่จูนั้นยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
“นายหัวหยู่จู ได้โปรดพาพวกเราไปด้วย”
เว่ยกังนั้นก้าวออกมาพร้อมกับคุกเข่าอ้อนวอน
เช่นเดียวกันสมาชิกทีมนักล่าสิบคนที่เหลือก็คุกเข่าลงเพื่อขอร้องด้วยเช่นเดียวกัน
“พวกนายก็อยากไปเมืองเต่าทมิฬด้วยงั้นหรอ”
หยู่จูนั้นตกใจมากกับการตัดสินใจเช่นนี้
แต่นั้นก็ไม่แแปลก เพราะตอนนี้ไม่มีที่ให้พวกเขาในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์อีกแล้ว ตั้งแต่ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับพวกผู้อาวุโสใหญ่
“นี่….”
หยู่จูมองด้วยสีหน้าหนักใจ ก่อนที่จะหันไปมองมู่เหลียงราวกับต้องการคำตอบจากเขา เพราะตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่ตัดสินใจได้อีกแล้ว
“……”
“ได้สิ เราก็ไปกันหมดเนี้ยแหละ”
รอยยิ้มอันสดใสของมู่เหลียงปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
ตั้งแต่เขาเฝ้ามองดูเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขาก็เห็นแล้วว่าพวกของเว่ยกังนั้นเป็นคนที่ดีและใช้งานได้ อีกทั้งยังผ่านบททดสอบความใจถึงของมู่เหลียงแล้ว
“ขอบพระคุณนายท่าน!”
เว่ยกังถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากว่าพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ตามไปด้วย พวกเขาทั้งหมดก็คงต้องพาครอบครัวของตัวเองออกพเนจรไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาเผ่าหรือกลุ่มอยู่ใหม่ได้
“แล้วมีอะไรต้องเตรียมตัวอีกไหม?”
มู่เหลียงถามขึ้นพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ
“ถ้าไม่….เราจะไปกันตอนนี้เลย”
“มีขอรับ คือผมอยากจะกลับไปพาภรรยาและลูกๆ ของพวกเราไปด้วย”
เว่ยกังพูดขึ้นพร้อมกับทำท่าทางลำบากใจ
“ข้าด้วย”
“ฉันด้วย”
ทีมนักล่ามีครอบครัวกันทุกคน ต่างพากันแสดงความต้องการที่จะพาครอบครัวไปด้วย นั้นเพราะพวกเขาเองยอมออกหน้าเพื่อปกป้องหยู่จู
เพราะงั้นหากพวกเขาหายไปชะตากรรมของครอบครัวของพวกเขาในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์จะน่ากลัวขนาดไหน ครอบครัวของพวกเขาจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทันที
“ตอนนี้พวกลุงๆ ออกไปจากที่นี่ได้ไหม?”
มู่เหลียงถามขึ้นพร้อมกับมองไปยังลานกว้างหน้าบ้านหยู่จู
และเขาก็ลองนับจำนวนคนที่ทีมนักล่าพวกนี้จะพาไปด้วย รวมๆ แล้วก็เกือบ 50 คน
หากว่าซู่เสี่ยวไป่รับทั้งหมดไป คนกลุ่มนี้จะเป็นคนกลุ่มแรกของเมืองเต่าทมิฬ
การได้มาทั้งครอบครัวยิ่งทำให้คนมากขึ้น มู่เหลียงก็ยิ่งทำอะไรได้มากขึ้น
มันยิ่งทำให้มู่เหลียงทำอะไรได้หลากหลายขึ้น
“ถ้าแค่พวกเราออกไป ก็น่าจะได้อยู่ และคงไม่มีใครจับพวกเราเอาไว้”
เว่ยกังพูดพร้อมกับถอนหายใจ
ตอนนี้คนที่อยู่ด้านนอกกำลังหวาดกลัวนายหัวหยู่จู
“ถ้างั้นพวกลุงก็กลับกันไปก่อน ไปยังบ้านของตัวเองเก็บข้าวของให้เรียบร้อยแล้วไปเจอกันที่ประตูค่าย ฉันจะไปรับทุกคนที่นั่น”
“ขอรับ!”
เว่ยกันขานรับอย่างยินดี
และเขาเองก็เป็นคนนำทีมนักล่าทั้งสิบคนออกไปจากบ้านของหยู่จู ก่อนที่ทุกคนจะรีบกลับไปเก็บข้าวของและเตรียมตัวออกจากกลุ่มแห่งนี้
-ตอนนี้ทีมนักล่าทั้งสิบคนได้จากไปหมดแล้ว
แน่นอนว่ามีเสียงวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยที่ลานหน้าบ้านของหยู่จู แต่ก็ไม่มีใครหยุดพวกเขาเอาไว้
“เธอสองคนก็ไปเก็บข้าวของซะ แล้วเตรียมตัวไปกับฉัน”
มู่เหลียงกระซิบบอกสองแม่ลูกให้เตรียมตัว
“เรายังไปตอนนี้ไม่ได้”
หยู่จูส่ายหัวอย่างอ่อนแรง
“ถ้าเราไปตอนนี้เลยพวกของเว่ยกังจะถูกจับ”
หากอยู่ๆ สองแม่ลูกก็หายไปอย่างไร้สาเหตุ ดังนั้นพวกของเว่ยกังจะถูกเพ่งเล็งก่อนเป็นกลุ่มแรกๆ และพวกเขาจะถูกจับมาสอบปากคำ และหมดหนทางหนี
“แล้วจะเอายังไง”
มู่เหลียงไม่ได้พูดว่าไม่สามารถช่วยทุกคนได้ แต่เขาอยากรู้ว่าหยู่จูนั้นมีแผนอะไร
“ทั้งฉันและหยู่เฟ่ยหยานจะไปยังประตูทางออกของค่ายด้วยตัวเอง และรอจนกว่านายท่านมู่เหลียงจะมารับ”
หยู่จูพูดพร้อมกับขยิบตาให้มู่เหลียงหนึ่งที
“อ่อ….เข้าใจแล้วแกล้งทำเป็นยอมจำนนสินะ”
มุมปากของมู่เหลียงยกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าหยู่จูนั้นมีแผนการที่แยบยล ยิ่งทำให้เขานั้นหลงเสน่ห์สาวใหญ่แบบเธอมากขึ้นไปอีก
“ใช่!”
หยู่จูนั้นรู้ดีว่าวิธีการนี้จะดีที่สุดที่จะพาทุกคนออกไป
“งั้นทำตามแผนนี้แล้วกัน”
มู่เหลียงพยักหน้าเห็นด้วย
ยังไงเขาต้องรีบกลับไปวิวัฒนาการเต่าทมิฬก่อนไม่งั้นลานบนหลังเต่าทมิฬคงไม่เพียงพอที่จะรองรับคนห้าสิบคนได้ มันจะดูแออัดเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็ต้องแสดงพลังอำนาจต่อหน้าทุกคน และทำให้พวกของหยู่จูนั้นรู้ว่าการติดตามเขานั้นเป็นเรื่องดีแค่ไหน
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved