ตอนที่ 75

“นั่นใคร!!”

เว่ยกังตะโกนขึ้น และโดยพร้อมเพียงกันทุกคนได้หันหน้าไปตามต้นเสียงที่มาจากบนหลังคาบ้านของนายหัวหยู่จู

พวกเขาเห็นผู้ชายในชุดสีขาวผ่องใส นั่งเท้าคางอยู่ พร้อมกับยิ้มให้พวกเขาเล็กน้อย

ถัดไปด้านหลังของผู้ชายคนนี้ มีหญิงสาวสองคน คนหนึ่งสวมหน้ากาก อีกคนมีผ้าพันปิดบังใบหน้าเอาไว้

การแต่งตัวของทั้งคู่นั้นดูสบายๆ และคล่องตัว และการปรากฏตัวเช่นนี้ทำให้พวกเขาดูลึกลับยิ่งนัก

“มู่เหลียง!! นายไม่ได้อยู่ที่โรงเตี๊ยมงั้นหรอ?!”

หยู่เฟ่ยหยานตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

พวกเธอพึ่งจะเอ่ยถึงเขาอยู่หยกๆ เขาก็ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับภูตผี มันจึงสร้างความประหลาดใจให้กับหยู่เฟ่ยหยานอย่างมาก

“ฉันเห็นว่าตรงนี้ดูครื้นเครงดี ก็เลยแวะมาดูสักหน่อย”

มู่เหลียงผายมือพร้อมกับยักไหล่ ราวกับพูดว่า ฉันมาแค่ดูการแสดงเท่านั้น

“นายท่านหยู่จู คนผู้นี้คือคนที่ท่านพูดถึงอย่างงั้นหรอ”

เว่ยกังกระซิบข้างๆ หยู่จูด้วยความสงสัยและวาดระแวง

เพราะตอนที่เว่ยกังเห็นผู้ชายคนนี้ เขารู้สึกเหมือนเผชิญหน้าสัตว์อสูรชั้นกลางอย่างไงอย่างงั้น

“คงบอกได้ว่า เขาเป็นมิตรกว่าผู้อาวุโสใหญ่”

หยู่จูกล่าวด้วยน้ำเสียงที่โล่งอกอย่างมาก

เมื่อมู่เหลียงอยู่ตรงนี้ ทั้งเธอและลูกสาวของเธอก็มีโอกาสที่จะหนีรอดเพิ่มมากขึ้น

“แต่จากที่ฉันดูแล้ว สถานการณ์ฝั่งท่านไม่ค่อยดีเลยนะ ท่านหยู่จู”

มู่เหลียงลุกขึ้นก่อนที่จะกระโดดลงมาในชุดฮั๋นฟู ตอนที่ลงมานั้นชุดของมู่เหลียงมันได้พริ้วไสวไปตามลมดูงดงามอย่างมาก และโดดลงใกล้ๆ กับหยู่จูกับหยู่เฟ่ยหยาน

“นายท่านมู่เหลียงช่างอารมณ์ขันเกินไปแล้ว”

หยู่จูกล่าวด้วยใบหน้าที่เขินอายอย่างมาก

ก่อนหน้านี้หยู่จูพยายามที่จะมอบตำแหน่งนายหัวของกลุ่มให้มู่เหลียง แล้วมาตอนนี้ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ มันทำให้เธอนั้นอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

“ต้องการความช่วยเหลือจากฉันไหม? เพียงแค่จ่ายเป็นผลึกสัตว์อสูรก็ถือว่าใช้ได้”

มู่เหลียงก้มลงถามก่อนที่จะมองออกไปที่ลานกว้างนอกบ้าน

ตั้งแต่พลังของเขาเพิ่มขึ้น เขายังไม่ได้ทดสอบพลังของตัวเองเลย

“ค่าของมันคงไม่ต่างกันแล้ว….ต่อให้ท่านมู่เหลียงจัดการเรื่องนี้ ความสงบสุขมันก็อยู่ได้แค่ชั่วคราว แต่ต้นต่อของปัญหายังคงอยู่เช่นเดิม”

ตอนนี้จิตใจของหยู่จูนั้นแตกสลาย ทุกคนในกลุ่มของเธอต้องการจะเข้าร่วมกับเผ่าพันพฤกษา เพื่อจะได้มีน้ำใช้มากขึ้น

ในคืนนี้เธอได้เห็นหมดแล้ว และหมดศรัทธาในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ ตั้งแต่ทุกคนในกลุ่มหันหลังให้เธอ

“แล้วจะเอายังไงต่อ”

มู่เหลียงเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้โง่เขลา และเข้าใจทุกอย่างดี

มู่เหลียงมาทันตั้งแต่หยู่เฟ่ยหยานออกมาจากบ้าน และเขาก็เฝ้าดูทุกอย่างจากบนหลังคาอย่างเงียบๆ

ต่อให้หยู่จูผ่านวิบากกรรมนี้ไปได้ แต่สุดท้ายแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ก็ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ฉัน…”

นัยน์ตาสีฟ้าของหยู่จูนั้นสั่นไหวและดูสับสนไปหมด

และเธอก็พูดออกมาอย่างขมขื่น

“ฉันไม่รู้…..ต่อจากนี้จะทำอะไร แต่อย่างน้อยก็ออกไปจากที่นี่ก่อน หลังจากนั้นฉันจะคิดอีกที”

ใช้แล้ว…เมื่อออกไปจากกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ เธอจะไปที่ไหนหรือทำอะไรต่อนั้นก็ไม่อาจจะรู้ได้

“งั้นสนใจมาอยู่ที่เมืองเต่าทมิฬไหม?”

มู่เหลียงเอ่ยปากชวนทันที

“เมืองเต่าทมิฬ!?”

สีหน้าที่บ่งบอกความประหลาดใจได้ฉายขึ้นบนใบหน้าสวยๆ ของหยู่จู

“ใช่! เมืองเต่าทมิฬของเรายินดีต้อนรับผู้มีความสามารถเช่นท่าน”

มู่เหลียงพูดอย่างตรงไปตรงมา

“ถ้างั้นฉันขอถามท่านมู่เหลียงเล็กน้อยว่าเมืองเต่าทมิฬนั้นอยู่ไกลแค่ไหน”

หยู่จูถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“ไม่ไกล ใกล้ๆ นี้เอง”

มุมปากของมู่เหลียงยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ดูแอบซ่อนอะไรบางอย่าง

“ใกล้ๆ งั้นหรอ? แต่ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อนเลย”

หยู่จูถามด้วยความสงสัย

“เมืองเต่าทมิฬของนายท่าน เป็นเมืองที่พึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ใช่ไหม?”

“ก็……เกือบๆ ประมาณนั้น”

รอยยิ้มของมู่เหลียงดูแข็งไป ก่อนที่เขาจะเมินหน้าหนีอย่างเขินอาย

ใครมันจะพูดได้ว่าเมืองเต่าทมิฬที่พูดๆ กันอยู่นี้ มันยังไม่ได้ขึ้นรูปร่างเลยด้วยซ้ำ แต่มู่เหลียงอยากให้ทั้งสองคนไปช่วยเขาสร้างเมืองขึ้นมา

ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ล่วงรู้ถึงหูหยู่จูแล้วละก็เธอคงมองมู่เหลียงด้วยสายตาที่ราวกับมองคนเสียสติ

“แปลกมาก ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”

หยู่จูบ่นกับตัวเองด้วยความสงสัย และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล

หยู่เฟ่ยหยานที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็นิ่งเงียบไม่พูดขัดมู่เหลียงและแม่ของเธอซักคำ

“ถ้าไม่ต้องการฉันก็ไม่บังคับ”

มู่เหลียงเห็นถึงความสับสนภายในแววตาและสีหน้าของหยู่จู ก่อนที่จะพูดอย่างนุ่มนวล

“ตราบใดที่มอบผลึกสัตว์อสูรให้ ฉันก็พร้อมจะพาทุกคนออกไปจากกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”

เขาจะไม่พูดหรือบอกอะไรเกี่ยวกับเต่าทมิฬน้อยของเขาอีก

เพราะอันที่จริงเมืองเต่าทมิฬนั้นก็คือเต่าทมิฬน้อยที่ต้องรอเวลาเติบโตเท่านั้น

“ไม่ เพียงแต่ฉันยังมีคำถามอื่นอยู่”

สีหน้าของหยู่จูนั้นดูจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง

“เชิญถาม”

มู่เหลียงเองก็สงสัยเหมือนกันว่า หญิงสาวคนนี้จะถามอะไรเขาอีก

“ถ้าเกิดว่าทั้งฉันและลูกสาวไปอยู่ที่เมืองเต่าทมิฬแล้ว จะให้พวกเราทำอะไร”

นี้คือสิ่งที่หยู่จูนั้นอยากรู้ที่สุด

เพราะอย่างเผ่าพันพฤกษานั้นต้องการสองแม่ลูกมาเป็นแม่พันธ์เพื่อให้กำเนิดบุตรที่เป็นผู้ตื่นเท่านั้น ซึ่งเป็นอะไรที่เธอยอมรับไม่ได้

“ท่านอยากจะเป็นอะไรท่านก็จะได้เป็น ท่านอยากทำอะไรท่านก็จะได้ทำ ในเมืองเต่าทมิฬ ฉันไม่บังคับใครทั้งสิ้น”

มู่เหลียงนั้นยังไม่มีแผนหรือวางโครงสร้างของเมืองเต่าทมิฬในหัวเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าจะให้

หยู่จูทำสิ่งใดดี

แต่เมื่อไรที่เมืองถูกก่อตั้งขึ้น หยู่จูเองก็คงหางานหรือสิ่งที่อยากจะทำได้เอง

“.....”

รอยยิ้มฉายออกจากทางแววตาของลี่เยว่ทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของมู่เหลียง และคิดว่ามู่เหลียงคนนี้เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ต้องการหลอกให้คนอื่นๆ มาเข้าร่วมกับตัวเองก่อตั้งเมืองที่ยังไม่มีตัวตนอยู่เลยด้วยซ้ำ

“อยากเป็นอะไรก็เป็น อยากทำอะไรก็ทำ?”

สีหน้าของหยู่จูเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

นี้เป็นคำพูดที่เอาไว้เชื้อเชิญคนอื่นเข้าเมืองยังงั้นหรอ? นี้เขาไม่เห็นคุณค่าหรือความสามารถของเธอเลยรึไง?

เขาไม่รู้หรอว่าผู้ตื่นขั้น 6 นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน แม้แต่ในเมืองใหญ่ตัวตนระดับนี้ก็ได้รับการยกย่อง

“เป็นอิสระอยากทำอะไรก็ได้…ไม่ดีงั้นหรอ?”

มู่เหลียงถามพร้อมกับรอยยิ้ม

“เปล่าเลย มันยอดเยี่ยมมาก”

หยู่จูส่ายหัวด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า มันดีมากจนเธอไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ทำไมไม่ลองไปที่เมืองเต่าทมิฬก่อนล่ะ หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจก็ไม่สาย?”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับชำเลืองมองหยู่เฟ่ยหยาน

เขารู้ว่าสิ่งที่ยึดติดหยู่จูเอาไว้คืออะไร ถ้าหากว่าหยู่เฟ่ยหยานยอมไปกับเขา ยังไงเธอก็ต้องตามไปด้วย

“ตกลง ฉันจะไปเมืองเต่าทมิฬ หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่”

หยู่จูตอบด้วยใบหน้าที่แดงก่ำเล็กน้อย และคิดว่าข้อเสนอนี้ก็ไม่เลว

อย่างน้อยเธอก็ได้ไปเห็นก่อนว่าจะอยู่ยังไง หรือทำอะไรได้ หากดูแล้วไม่เข้าท่าเธอก็ยังถอนตัวได้โดยไม่เสียหน้า

“ท่านแม่!! เราจะไปเมืองเต่าทมิฬกันใช่ไหม?”

หยู่เฟ่ยหยานพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น

เธอนั้นตั้งหน้าตั้งตารอที่จะเห็นเมืองเต่าทมิฬมาสักพักแล้ว

ทั้งมีสิ่งที่เรียกว่าหนังสือพิมพ์ให้อ่านตอนเช้า และมีอาหารที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ใบชาประกายแสง

“เอาล่ะ งั้นไปดูให้เห็นกับตากันเถอะ”

หยู่จูนั้นยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

“นายหัวหยู่จู ได้โปรดพาพวกเราไปด้วย”

เว่ยกังนั้นก้าวออกมาพร้อมกับคุกเข่าอ้อนวอน

เช่นเดียวกันสมาชิกทีมนักล่าสิบคนที่เหลือก็คุกเข่าลงเพื่อขอร้องด้วยเช่นเดียวกัน

“พวกนายก็อยากไปเมืองเต่าทมิฬด้วยงั้นหรอ”

หยู่จูนั้นตกใจมากกับการตัดสินใจเช่นนี้

แต่นั้นก็ไม่แแปลก เพราะตอนนี้ไม่มีที่ให้พวกเขาในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์อีกแล้ว ตั้งแต่ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับพวกผู้อาวุโสใหญ่

“นี่….”

หยู่จูมองด้วยสีหน้าหนักใจ ก่อนที่จะหันไปมองมู่เหลียงราวกับต้องการคำตอบจากเขา เพราะตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่ตัดสินใจได้อีกแล้ว

“……”

“ได้สิ เราก็ไปกันหมดเนี้ยแหละ”

รอยยิ้มอันสดใสของมู่เหลียงปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา

ตั้งแต่เขาเฝ้ามองดูเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขาก็เห็นแล้วว่าพวกของเว่ยกังนั้นเป็นคนที่ดีและใช้งานได้ อีกทั้งยังผ่านบททดสอบความใจถึงของมู่เหลียงแล้ว

“ขอบพระคุณนายท่าน!”

เว่ยกังถอนหายใจด้วยความโล่งอก

หากว่าพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ตามไปด้วย พวกเขาทั้งหมดก็คงต้องพาครอบครัวของตัวเองออกพเนจรไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาเผ่าหรือกลุ่มอยู่ใหม่ได้

“แล้วมีอะไรต้องเตรียมตัวอีกไหม?”

มู่เหลียงถามขึ้นพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ

“ถ้าไม่….เราจะไปกันตอนนี้เลย”

“มีขอรับ คือผมอยากจะกลับไปพาภรรยาและลูกๆ ของพวกเราไปด้วย”

เว่ยกังพูดขึ้นพร้อมกับทำท่าทางลำบากใจ

“ข้าด้วย”

“ฉันด้วย”

ทีมนักล่ามีครอบครัวกันทุกคน ต่างพากันแสดงความต้องการที่จะพาครอบครัวไปด้วย นั้นเพราะพวกเขาเองยอมออกหน้าเพื่อปกป้องหยู่จู

เพราะงั้นหากพวกเขาหายไปชะตากรรมของครอบครัวของพวกเขาในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์จะน่ากลัวขนาดไหน ครอบครัวของพวกเขาจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทันที

“ตอนนี้พวกลุงๆ ออกไปจากที่นี่ได้ไหม?”

มู่เหลียงถามขึ้นพร้อมกับมองไปยังลานกว้างหน้าบ้านหยู่จู

และเขาก็ลองนับจำนวนคนที่ทีมนักล่าพวกนี้จะพาไปด้วย รวมๆ แล้วก็เกือบ 50 คน

หากว่าซู่เสี่ยวไป่รับทั้งหมดไป คนกลุ่มนี้จะเป็นคนกลุ่มแรกของเมืองเต่าทมิฬ

การได้มาทั้งครอบครัวยิ่งทำให้คนมากขึ้น มู่เหลียงก็ยิ่งทำอะไรได้มากขึ้น

มันยิ่งทำให้มู่เหลียงทำอะไรได้หลากหลายขึ้น

“ถ้าแค่พวกเราออกไป ก็น่าจะได้อยู่ และคงไม่มีใครจับพวกเราเอาไว้”

เว่ยกังพูดพร้อมกับถอนหายใจ

ตอนนี้คนที่อยู่ด้านนอกกำลังหวาดกลัวนายหัวหยู่จู

“ถ้างั้นพวกลุงก็กลับกันไปก่อน ไปยังบ้านของตัวเองเก็บข้าวของให้เรียบร้อยแล้วไปเจอกันที่ประตูค่าย ฉันจะไปรับทุกคนที่นั่น”

“ขอรับ!”

เว่ยกันขานรับอย่างยินดี

และเขาเองก็เป็นคนนำทีมนักล่าทั้งสิบคนออกไปจากบ้านของหยู่จู ก่อนที่ทุกคนจะรีบกลับไปเก็บข้าวของและเตรียมตัวออกจากกลุ่มแห่งนี้

-ตอนนี้ทีมนักล่าทั้งสิบคนได้จากไปหมดแล้ว

แน่นอนว่ามีเสียงวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยที่ลานหน้าบ้านของหยู่จู แต่ก็ไม่มีใครหยุดพวกเขาเอาไว้

“เธอสองคนก็ไปเก็บข้าวของซะ แล้วเตรียมตัวไปกับฉัน”

มู่เหลียงกระซิบบอกสองแม่ลูกให้เตรียมตัว

“เรายังไปตอนนี้ไม่ได้”

หยู่จูส่ายหัวอย่างอ่อนแรง

“ถ้าเราไปตอนนี้เลยพวกของเว่ยกังจะถูกจับ”

หากอยู่ๆ สองแม่ลูกก็หายไปอย่างไร้สาเหตุ ดังนั้นพวกของเว่ยกังจะถูกเพ่งเล็งก่อนเป็นกลุ่มแรกๆ และพวกเขาจะถูกจับมาสอบปากคำ และหมดหนทางหนี

“แล้วจะเอายังไง”

มู่เหลียงไม่ได้พูดว่าไม่สามารถช่วยทุกคนได้ แต่เขาอยากรู้ว่าหยู่จูนั้นมีแผนอะไร

“ทั้งฉันและหยู่เฟ่ยหยานจะไปยังประตูทางออกของค่ายด้วยตัวเอง และรอจนกว่านายท่านมู่เหลียงจะมารับ”

หยู่จูพูดพร้อมกับขยิบตาให้มู่เหลียงหนึ่งที

“อ่อ….เข้าใจแล้วแกล้งทำเป็นยอมจำนนสินะ”

มุมปากของมู่เหลียงยกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าหยู่จูนั้นมีแผนการที่แยบยล ยิ่งทำให้เขานั้นหลงเสน่ห์สาวใหญ่แบบเธอมากขึ้นไปอีก

“ใช่!”

หยู่จูนั้นรู้ดีว่าวิธีการนี้จะดีที่สุดที่จะพาทุกคนออกไป

“งั้นทำตามแผนนี้แล้วกัน”

มู่เหลียงพยักหน้าเห็นด้วย

ยังไงเขาต้องรีบกลับไปวิวัฒนาการเต่าทมิฬก่อนไม่งั้นลานบนหลังเต่าทมิฬคงไม่เพียงพอที่จะรองรับคนห้าสิบคนได้ มันจะดูแออัดเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็ต้องแสดงพลังอำนาจต่อหน้าทุกคน และทำให้พวกของหยู่จูนั้นรู้ว่าการติดตามเขานั้นเป็นเรื่องดีแค่ไหน