ตอนที่ 67

ตกดึกของคืนนั้น

เมื่อเว่ยกังกลับมาจากการทำงาน แต่ในหัวของเขากลับกำลังคิดถึงคำสั่งที่ได้รับมาและหัวข้อสรุปของกลุ่มนักล่า

มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย

“สามีเป็นอะไรไป”

ภรรยาของเขาเดินเข้ามาพร้อมกับช่วยถอดชุดเกราะหนังสัตว์ และช่วยถอดดาบข้างเอวออก

“น้องซู เจอรึยังคนที่มันขโมยเนื้อของบ้านเราไป”

สีหน้าของชายวัยกลางคนที่ดูเกรี้ยวกราดปรากฏออกมาทันที พร้อมกับเดินไปยังห้องนั่งเล่น

เพราะเนื้อและน้ำของเขาถูกขโมยออกไปในช่วงเวลาหลายวันมานี้

และยิ่งไปกว่านั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่ถึงสามครั้งติดต่อกัน เป็นไปได้ไหมว่าหัวขโมยจะแอบซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ กับเขา

“ไม่เจอเลย ฉันเฝ้าดูอยู่ตลอด”

ภรรยาของเธอกุมขมับด้วยความทุกข์ใจ ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย

“แต่แค่ฉันเผลอหลับไปแป๊บเดียว เมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมา เนื้อกับน้ำก็หายไปแล้ว”

“ไอ้โจรชั่วนั้นจ้องเล่นงานแต่บ้านของเราเท่านั้น ฉันลองไปถามรอบๆ ระแวกบ้านหมดแล้ว ไม่มีใครถูกขโมยเนื้อหรือน้ำเลย”

เว่ยกังกัดฟันด้วยความเจ็บแค้นใจ

เขานั้นพยายามอย่างมากจนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมนักล่า

แต่พอมีรายได้เพิ่มขึ้นบ้านของเขากลับถูกโจรขึ้นถึงสามครั้ง ทำให้เขากลายเป็นตัวตลกในหมู่ทีมนักล่า

“แล้วเราจะเอายังไงกันดี? หากว่ายังถูกขโมยอีก เราคงมีน้ำและอาหารไม่พอแน่”

ภรรยาของเว่ยกังมองไปยังสามีด้วยสายตาที่เป็นกังวล

“ฉันจะค้นบ้านอีกครั้ง ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะหาช่องที่ไอ้โจรนั้นมุดเข้ามาไม่ได้”

เว่ยกังไม่ใช่คนโง่ เขาถูกขโมยของถึงสามครั้ง ทั้งที่เขานั้นนั่งเฝ้าอยู่นอกบ้าน แสดงว่าโจรมันต้องซ่อนตัวอยู่ในบ้านของเขา

แต่ก่อนหน้านั้นเว่ยกังคิดว่ามันคงบ้ามากที่โจรจะเข้ามาแอบซ่อนตัวอยู่ในบ้านแบบนี้ แต่เวลานี้เมื่อคิดดูแล้วไม่มีทางอื่นอีกที่จะเป็นไปได้

“งั้นเดียวน้องจะช่วยด้วย”

ภรรยาของเว่ยกังถลกแขนเสื้อขึ้นก่อนที่จะช่วยหาและเปิดดูทุกซอกทุกมุม

แต่เธอเองอดไม่ไหวที่จะพูดคุยกับสามีของเธอ

“สามี….อาการบาดเจ็บของท่านหยูจูนั้นจะหายเมื่อไหร่”

“ไม่รู้สิ แต่ฉันได้ยินว่าคงอีกหลายวัน”

เว่ยกังตอบพร้อมกับถอนหายใจ

หยูจูนั้นเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนทั้งค่าย ไม่ใช่เพียงแค่บ้านของเขาหลังเดียว

“ท่านหยูจูน่าสงสารนะ ท่านเหนื่อยมากหลังจากผลิตน้ำเสร็จ”

แววตาของภรรยาเว่ยกังนั้นดูทุกข์ใจมากเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

ในฐานะสาวใช้ของนายหัวแห่งกลุ่ม เธอเองก็พอจะรรู้อะไรมาบ้าง ถึงจะไม่มากแต่ก็ไม่น้อยเกินไป

“......”

เว่ยกังถึงกับนิ่งไป และหยุดค้นหา

เมื่อเขาหันกลับมามองดูสภาพบ้านมันก็ดูเละเทะไปหมด เขารู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก เขานั้นหัวเสียทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องเนื้อกับน้ำ

แต่หยูจูนั้นต้องแบกรับภาระการเป็นอยู่ของคนทั้งค่ายซึ่งปัญหานั้นหนักกว่าเขามาก

“สามี เป็นอะไรไป”

ภรรยาถามขึ้นเมื่อเห็นเว่ยกังนิ่งไป

“ไม่มีอะไร…”

เว่ยกังส่ายหัว ก่อนที่จะเริ่มลื้อหาต่อ และตรวจดูทุกร่องรอยอย่างละเอียด

และเขาก็เผลอพูดออกมาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

“น้องซู คิดว่าท่านหยูจูดีกับพวกเราไหม?”

“แน่นอนสิสามี หากไม่มีท่านหยูจู ก็ไม่มีกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”

ภรรยาของเว่ยกังตอบอย่างไม่คิดทันที

“ถ้าเกิดว่า…สมมุตินะสมมุติเฉยๆ….ถ้าหาก”

ในหน้าของชายวัยกลางคนดูลำบากใจอย่างมากที่จะพูดประโยคต่อไป

“สามีที่รัก…ถ้าคุณลำบากใจก็ไม่ต้องพูดมันออกมาหรอก”

ภรรยาของเว่ยกังเดินเข้ามาลูบใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ทั้งคู่เป็นคู่รักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ และเติบโตมาด้วยกัน

อีกทั้งยังอยู่กินด้วยกันมาถึง 25 ปี ไม่แปลกที่ภรรยาของเขาจะสามารถสังเกตเห็นจุดผิดปกติเล็กๆ นี้ได้ และรู้ความหมายของมัน

“เฮออ…ฉันรู้สึกละอายใจจริงๆ”

เว่ยกังคิดถึงคำสั่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

เขารู้สึกว่ามันมีอะไรผิดสังเกต และน่าจะเกี่ยวข้องกับนายหัวของกลุ่ม

“ทำตามใจสามีเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันกับลูก”

ภรรยาของเว่ยกังดึงหูของเขา เหมือนกับที่เธอเคยทำในสมัยวัยเด็ก

ก่อนที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงที่น่าฟัง และดูอดกลั้น

“ฉันบอกเสมอว่า ฉันไม่อยากเป็นภาระของพี่”

“พี่รู้ พี่จะทำในสิ่งที่หัวใจพี่บอกว่าถูกต้อง”

เว่ยกังจับมือภรรยาของเขาแน่น และโอบกอดเอาไว้

เขาจดจำสิ่งที่พ่อของเขาคอยพร่ำสอนและพูดอยู่เสมอๆ พวกเราทุกคนล้วนเป็นหนี้บุณคุณนายหัว

“แต่ห้ามพาผู้หญิงเข้าบ้าน…..อันนี้ยอมรับไม่ได้….”

ใบหน้าที่อ่อนโยนของภรรยาเว่ยกังเปลี่ยนไปทันที พร้อมกับรอยยิ้มที่ฉีกขึ้นเหมือนกับรูปตัว V และมีท่าทางที่ดูหงุดหงิด

“แน่นอนๆ พี่รู้ดี พี่จะไม่ทำผิดต่อน้องหรอก”

อยู่ๆ เว่ยกังก็เหงื่อแตกออกมาทันทีอย่างไม่มีสาเหตุ

เขาเรียนรู้ดีตั้งแต่สมัยวัยเด็กว่าภรรยาของเขาโกรธแล้วน่ากลัวขนาดไหน

“เอ้า ทำไมสามีเหงื่อออกเยอะจัง”

ภรรยาเห็นว่าเหงื่อของเว่ยกังออกมาเยอะผิดปกติ เลยรีบเอาผ้ามาเช็ดให้

“หัวหน้า!! คำสั่งมาแล้ว”

แล้วตอนนั้นเองที่มีเสียงดังออกมาจากนอกบ้านของเว่ยกัง

“ได้ ฉันจะรีบไป”

เว่ยกังตะโกนกลับไป

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้คืออะไร

“ทำสิ่งที่อยากทำเถอะ หากเกิดอะไรขึ้น ฉันกับลูกพร้อมออกจากค่ายเสมอ”

ภรรยาของเว่ยกังพูดขึ้นพร้อมกับเดินไปเอาชุดเกราะกับดาบมาให้

ในฐานะคนรับใช้ของนายหัวแห่งกลุ่ม และในฐานะภรรยาของหัวหน้าทีมนักล่า เธอเองก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้

“อย่าได้กังวลไป ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำให้น้องกับลูกต้องตกอยู่ในอันตราย”

สีหน้าของเว่ยกังนั้นดูจริงจังอย่างมาก และตบบนไหล่ของภรรยาเบาๆ

เขาหันหลังกลับไป และเดินไปยังประตู และหยุดก่อนที่จะเดินออกไป

“เดี๋ยวฉันจัดเก็บข้าวของเอง และรอจนกว่าสามีจะกลับมา”

ภรรยาของเว่ยกังพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“งั้นไปแล้วนะ”

เว่ยกังเปิดประตูและเดินจากไป

ส่วนเรื่องหัวขโมย เอาไว้จัดการหลังจากที่เขากลับมาแล้ว

ขณะเดียวกันที่ใต้บ้านของเว่ยกัง

ในฐานลับของพวกลี่เยว่

“นั้นไงดูสิ…พวกเขาเริ่มทำมันอีกแล้ว คืนนี้คงไม่สงบสุขอีกแน่”

หยู่เฟ่ยชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน พร้อมกับเสียงของสิ่งของที่กำลังถูกเคลื่อนย้าย

“ฉันคิดว่าเจ้าของบ้านกำลังหาอยู่ว่าหัวขโมยเข้ามาจากทางไหน”

ลี่เยว่พูดอย่างเหน็บแนม

“ไม่มีทางที่เขาจะเจอ”

หยู่เฟ่ยโบกมืออย่างมั่นใจ และพูดด้วยน้ำเสียงที่ภูมิใจมากๆ

“เพราะฉันขุดทางขึ้นไปโผล่ตรงบันไดหินใต้บ้านของเขา”

“เธอนี้มันแสบจริงๆ”

ลี่เยว่บางครั้งก็เริ่มสงสัยแล้วว่าแท้จริงแล้วเพื่อนของเธอนั้นแกล้งซื่อบื้อรึป่าว

“แต่ช่างมันเถอะ เยว่น้อยมาได้พอเหมาะพอดี”

หยู่เฟ่ยนั้นคว้าแขนของหญิงสาวผมขาวไว้ทันที และลากไปที่โต๊ะทำงานของเธอ

“เดี๋ยวๆ จะให้ฉันทำอะไร”

ลี่เยว่พยายามที่จะขัดขืน แต่ก็ไม่สามารถที่จะดิ้นหลุดจากมือของหยู่เฟ่ยได้เลย

“อย่าดิ้นสิ!”

หยู่เฟ่ยนั้นหยิบชามไม้ขึ้นมาจากโต๊ะซึ่งชามนี้ใส่ของเหลวที่น่าสงสัยอยู่

เธอฉีกยิ้มกว้างก่อนที่จะพูดอย่างมั่นใจ

“นี่คือยาสูตรใหม่ที่ฉันพึ่งจะค้นคว้าสำเร็จ มันต้องรักษาโรคผีมายาได้แน่ ลองดูสิ!! เร็วๆ อ้ำๆ”

หยู่เฟ่ยยัดเยียดชามให้ลี่เยว่ทันที

“ไม่ๆ ฉันไม่เชื่อเธอแล้ว อีกอย่างเธอทดลองกับตัวเองแล้วรึยัง”

ลี่เยว่ผลักชามไม้ที่มีของเหลวสีม่วงที่น่าสงสัยออกไปช้าๆ และถามด้วยความสงสัย

“ฉันลองกินแล้ว ก็ไม่รู้สึกอะไร หรือไม่รู้ว่าฉันกินยาพวกนี้บ่อยจนมันไม่ส่งผลกับร่างกายฉันแล้วก็ได้”

หยู่เฟ่ยนั้นเอียงหัวเล็กน้อยก่อนที่จะพูดด้วยความลำบากใจ

“เพราะงั้น ฉันเลยต้องการใครสักคนมาลองกินยาของฉันดู ว่าจะได้ผลลัพธ์เป็นเช่นไร!”

และเพื่อไม่ให้ลี่เยว่ปฏิเสธเธอจึงพูดต่อทันที

“ไม่ต้องกลัว มันไม่ใช่ยาพิษหรอก”

“ไม่! ก่อนหน้านี้เธอก็พูดแบบนี้เหมือนกัน ก่อนที่จะเกลี้ยกล่อมให้หยานปิงกินเข้าไปจนเธอท้องเสียไปหนึ่งวัน แล้วไหนจะลี่ลี่ที่กินเข้าไปแล้วสลบไปสองวัน”

สีหน้าของลี่เยว่นั้นซีดเซียวขึ้นมาทันทีเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

“แล้วตอนนี้ทั้งสองคนเป็นยังไงบ้าง”

“เอ๋!!! นั้นแค่ของที่ผิดพลาดเล็กน้อยเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย”

หยู่เฟ่ยทำหน้ามุ้ยพร้อมกับพูดอย่างไร้เดียงสา แววตาสีทองของเธอไม่กล้าที่จะมองตรงๆ ไปทางลี่เยว่ด้วยซ้ำตอนที่พูด

“ไม่ต้องมาทำไขสือซะให้ยาก ยังไงก็ตามฉันไม่ยอมกินยาที่เธอผสมขึ้นมามั่วๆ แน่”

ลี่เยว่ฏิเสธเสียงแข็งทันที

ก่อนที่เธอจะสลัดมือของหยู่เฟ่ยออก และรีบถอยหนีอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นหนูลองยา

“หงะ….ใจร้าย!!!”

หยู่เฟ่ยแกล้งก้มหน้าลงเล็กน้อยและเหลือบมองลี่เยว่

“ไม่ต้องมามายากับฉันเลย ฉันไม่หลงกลเธอหรอก!!”

ลี่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นเคือง

“ฮึ่ม!! ต่อไปฉันจะไม่ปรุงยาให้เธออีกแล้ว!”

หยู่เฟ่ยนั้นกระทืบเท้าเบาๆ พร้อมกับทำท่าประชดเหมือนเด็กๆ

เธอเชิดคางขึ้นพร้อมกับดื่มของเหลวสีม่วงที่ดูน่าสงสัยจนหมด

“อึกๆๆ”

หยู่เฟ่ยเลียริมฝีปากของตัวเอง ก่อนที่จะเอียงหัวและทำท่าครุ่นคิด

“ดูเหมือนว่ามันขาดอะไรบางอย่างไป ทำไมถึงไม่มีผลอะไรเลย”

“นี้เธอไม่กลัวรึไงว่าเจ้าสิ่งนั้นจะเป็นพิษ! เธออาจตายได้เลยนะ”

ลี่เยว่ร้องเตือนด้วยความตกใจ พร้อมกับเอามือกุมหน้าผาก

“พิษ? ไม่ล่ะ ฉันคำนวนดีแล้ว พิษที่เอามาใช้ทำไม่ส่งผลถึงตายแน่นอน”

ก่อนที่หยู่เฟ่ยจะรีบยกมือขึ้นและบอกว่าล้อเล่น

จากนั้นเธอก็พูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ฉันเองมีชีวิตอยู่ได้อีก 63 วัน มันคงจะดีกว่าหากตายด้วยพิษที่ทำขึ้นเอง”

เมื่อลี่เยว่ได้ยินว่าเพื่อนของเธออยู่ได้อีกกี่วัน เธอก็รู้สึกอ่อนไหวขึ้นมาทันที

“เอาจนได้สิ เธอทำฉันหลงลืมไปหมดเลยว่าจะพูดอะไร”

ลี่เยว่ตบหน้าผากของเธอ และพึ่งคิดขึ้นได้ว่าจุดมุ่งหมายที่เธอมาคืออะไร

“อะไรฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”

หยู่เฟ่ยนั้นทำตาแป๋วไม่รู้เรื่อง

“ฉันเจอดอกปีกนางฟ้าแล้ว”

ลี่เยว่พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“อะไร! จริงงั้นหรอ!! เธอเจอมันแล้วจริงๆ งั้นหรอ?”

แววตาของหยู่เฟ่ยดูมีประกายขึ้นมาทันที และรีบเข้าไปเขย่าร่างของลี่เยว่

เธอจำได้ว่าลี่เยว่ออกไปตามหาปีกนางฟ้าจากข่าวลือที่พูดกันว่ากลุ่มเคราโลหิตได้มีไว้ในครอบครอง

“ใช่ฉันเจอมันแล้ว”

ลี่เยว่พยักหน้าตอบ

“ของจริงเป็นยังไง แล้วตอนนี้ดอกไม้อยู่ที่ไหน มันสร้างน้ำตานางฟ้าได้ไหม แล้วแล้วผลของมันล่ะ?”

หยู่เฟ่ยร้องดีใจด้วยความตื่นเต้น มือทั้งสองข้างยิ่งเขย่าร่างของลี่เยว่แรงขึ้น

“หยุด!! หยุด!!”

ลีเยว่สลัดมือของหยู่เฟ่ยออก ก่อนที่จะเอามือผลักหน้าผากของหยู่เฟ่ย

“ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังทุกอย่าง”

“บอกเร็วสิ!”

หยู่เฟ่ยหยุดและเฝ้ามองลี่เยว่ด้วยความตื่นเต้น

“น้ำตานางฟ้าไม่สามารถรักษาโรคผีมายาได้”

ลี่เยว่ตัดสินใจบอกเรื่องนี้เป็นอย่างแรก

“ทำไมกัน…เป็นไปไม่ได้”

หยู่เฟ่ยนั้นถึงกับอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน แววตาสีทองของเธอดูสิ้นหวัง

เธอนั่งยองๆ อยู่ในท่านั่งกอดเข่า พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ไร้เรี่ยวแรง

“ไม่จริง หากว่าจะมียาอะไรที่รักษาโรคผีมายาได้ก็มีเพียงหยดน้ำตานางฟ้าเท่านั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว”

แม้ว่าหยู่เฟ่ยนั้นยังคงสับสนและช็อกอยู่ เพราะเธอรู้ความน่ากลัวของโรคนี้ และสิ่งนี้เป็นเหมือนความหวังของเธอ

“เรื่องจริง เพราะฉันลองกินน้ำตานางฟ้าแล้ว”

ลี่เยว่เลียที่มุมปากเมื่อพูดถึงน้ำตานางฟ้า และคิดถึงรสชาติของมัน ก่อนที่เธอจะเข้าไปโอบกอดหยู่เฟ่ยเพื่อปลอบเธอ

“ในเมื่อรู้ข่าวร้ายแล้ว งั้นฉันจะพูดข่าวดีบ้าง”

ลี่เยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย และพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“ข่าวดีคือน้ำตานางฟ้าชะลอการกัดกินของโรคผีมายาได้”

“หา! ช่วยชะลออาการได้งั้นหรอ!”

หยู่เฟ่ยนั้นเงยหน้ามองลี่เยว่พร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า

“ใช่มันสามารถชะลอและยับยั้งการกัดกินของโรคได้ ตราบใดที่มีน้ำตานางฟ้าพวกเราก็จะไม่เป็นปีศาจน่าเกียจน่ากลัวนั่น”

“แล้วน้ำตานางฟ้าล่ะ เธอเอามาด้วยรึป่าว ฉันอยากจะลองศึกษามันดู เผื่อว่ามันจะเป็นส่วนประกอบในการทำยารักษาโรคผีมายาได้”

หยู่เฟ่ยนั้นดูมีความหวังและร่าเริงอีกครั้ง พร้อมกับเข้ามาค้นตัวลี่เยว่