ที่หน้าร้านหมี่ในถนนการค้า
พนักงานกำลังเช็ดโต๊ะด้วยผ้าขี้ริ้วและมองไปยังลูกค้าสองคนที่กำลังรอคำตอบอยู่ภายในร้าน
จ็อกๆ
ท้องของหวาเอ่อกังก็ร้องขึ้น เวลานี้เขาหิวมาก
“ใครที่เอาแก้วพวกนี้มาขาย?”
หยู่เฟ่ยหยานเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับพูดอย่างแผ่วเบา
เธอถอดผ้าคลุมที่กันฝุ่นกันทรายออก เผยให้เห็นผมสีแดงราวกับเปลวเพลิงและใบหน้าที่งดงามของเธอ
นับตั้งแต่เข้าป่าหว่านกู่ กระแสลมก็พัดทรายไปทั่วเมือง เมื่อเวลาจะออกไปข้างนอกจำเป็นจะต้องสวมเสื้อคลุมตลอดไม่ให้ฝุ่นกับทรายเกาะตามตัว เพราะถ้าไม่สวมเอาไว้สภาพจะไม่ต่างจากขอทานคนหนึ่ง
“นายท่านหยู่เฟ่ยหยาน สองคนนี้ค่ะ”
พนักงานรีบเข้ามาแจ้งและชี้ไปทางหวาเอ่อกังและตาซื่อทันที
“แก้วนี้เป็นของพวกท่านใช่ไหม?”
หยู่เฟ่ยหยานพูดพร้อมกับมองไปที่หวาเอ่อกังและตาซื่อ
หวาเอ่อกังเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ
“ใช่แล้ว สิ่งนี้มีมูลค่ามาก กว่าหมี่สองถ้วยเสียอีก”
“หมายถึงเจ้าสิ่งนี้นะหรอ?”
หยู่เฟ่ยหยานหยิบผลึกแก้วขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมา และวางลงมาโต๊ะอย่างไม่แยแส
ผลึกไป่หลิวหรือแก้วถูกวางตรงหน้าหวาเอ่อกัง
“สิ่งที่พวกนายเรียกไป่หลิวอะไรนั้น ไม่มีค่าอะไรในเมืองเต่าทมิฬ ถนนการค้าแห่งนี้รับแลกเปลี่ยนซื้อขายเป็นผลึกสัตว์อสูรเท่านั้น”
หยู่เฟ่ยหยานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าฟัง
เพราะไป่หลิวนั้นไม่ต่างจากของเด็กเล่นสำหรับเธอ มันสามารถทำมาจากทรายได้
“ไร้ค่า!”
สีหน้าของหวาเอ่อกังถึงกับแตกตื่นทันที ความลับของผลึกไป่หลิวของเขาถูกมองออกแล้วยังงั้นหรอ?
“เป็นไปไม่ได้หรอก ผลึกแก้วพวกนี้เป็นสมบัติล้ำค่าของผู้ทรงอำนาจหลายคน และมีแต่คนอยากได้”
ตาซื่อเถียงด้วยสีหน้าจริงจัง
“สิ่งที่ท่านเรียกไป่หลิว พวกเราเองก็สามารถสร้างขึ้นได้ และคุณภาพมันดีกว่าอีกด้วย”
หยู่เฟ่ยหยานพูดขึ้นก่อนที่จะหยิบถ้วยชาแก้วเล็กๆ ออกมาวางตรงหน้าทั้งสอง
“นี้ท่านก็มีไป่หลิวด้วยงั้นหรอ!”
หวาเอ่อกังและตาซื่อถึงกับตกตะลึง
“ใช่”
หยู่เฟ่ยหยานพยักหน้าอย่างเย่อหยิ่ง และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าเกรงขาม
“เพราะงั้นไป่หลิวของท่านจึงไม่มีค่าในเมืองแห่งนี้”
หยู่เฟ่ยหยานนั้นภูมิใจกับแก้วชานี้ของเธอมาก ถึงแม้ว่ากำลังผลิตจะน้อยก็ตามในตอนนี้
“พวกเขามีอสูรไป่หลิวด้วยงั้นหรอ?”
หวาเอ่อกังได้แต่แตกตื่นและคาดเดาไปต่างๆ นาๆ
“ถ้าพวกท่านอยากกินหมี่ร้อนๆ คงจะต้องจ่ายเป็นผลึกสัตว์อสูรแทน”
หยู่เฟ่ยหยานไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ พร้อมกับหยิบถ้วยชาเก็บกับไป แล้วก็ทำท่าจะเดินออกไป
“ช้าก่อน! เรามีคำถามอีกเล็กน้อยท่านหญิง”
หวาเอ่อกังตะโกนอย่างร้อนรน
“มีอะไรอีก”
หยู่เฟ่ยหยานหยุดชะงักลงและหันหน้ากลับไป
หวาเอ่อกังชี้ไปยังแมลงเรืองแสงที่ส่องสว่างอยู่ในร้าน
“อยากจะทราบว่า ท่านขายแมลงเรืองแสงพวกนี้ด้วยหรือไม่”
“เอ่อ…หมายถึงแมลงเต่าทองงั้นหรอ แต่ละตัวมีราคาหนึ่งร้อยผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด”
หยู่เฟ่ยหยานพูดด้วยสีหน้าที่เฉยๆ
“แพงมาก!”
ตาซื่อถึงกับนัยน์ตาเบิกกว้าง
เดิมทีเขาคิดว่าแมลงพวกนี้มีราคาถูก เพราะมันดูไม่ต่างจากของใช้ดาดดื่นทั่วไป
หยู่เฟ่ยหยานได้พูดตามทุกอย่างที่มู่เหลียงบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ทั้งหมด
“นั้นคือราคาของแมลงเต่าทอง หากว่าพวกท่านซื้อในจำนวนมากราคาก็จะลดหลั่นลงไป”
หยู่เฟ่ยหยานเว้นช่องเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อ
“แล้วก็แมลงเต่าทองพวกนี้ จำเป็นต้องกินอาหารเฉพาะซึ่งจะขายแยกในราคา 10 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับทั่วไป สามารถเลี้ยงแมลงเต่าทองพวกนี้ได้อีกหนึ่งเดือน”
“ต้องซื้ออาหารให้มันอีกงั้นหรอ….”
หวาเอ่อกังถึงกับกลืนน้ำลายก้อนโตลงคอ
เขาลองคำนวณคร่าวๆ ภายในใจ หากซื้อน้อยก็ต้องซื้อในราคาที่แพง หากซื้อเยอะก็จะได้ถูก
แต่ก็ต้องคิดค่าอาหารของมันต่อเดือนด้วยอีก
“ต้องซื้อจำนวนเท่าไหร่ถึงจะได้ส่วนลด”
หวาเอ่อกังเริ่มถามต่อ
“แมลงเต่าทองหนึ่งร้อยตัวขึ้นไปจะได้รับส่วนลดตัวละ 5 ผลึก”
หยู่เฟ่ยหยานชูนิ้วทั้งห้าของเธอออกไป
หวาเอ่อกังถึงกับพยักหน้าและครุ่นคิดหนัก และยิ้มแห้งๆ ออกมา
“ถ้างั้นขอคิดดูก่อนแล้วกันท่านหญิง”
“งั้นหรอ….ถ้างั้นก็ตามสบาย แต่ถ้าอยากหาที่พักลองไปหอสามดวงดาวดูแล้วกันนะ”
หยู่เฟ่ยหยานแนะนำก่อนที่จะเดินออกไป
“หอสามดวงดาว? นั่นมันที่ไหน?”
ตาซื่อพูดเบาๆ
แล้วร่างของสาวผมแดงก็เดินออกไปจากร้าน ทิ้งให้ทั้งสองมองหน้ากันอย่างสับสน
“ลูกค้าทั้งสอง ยังต้องการรับหมี่อยู่อีกไหมค่ะ?”
พนักงานขายคนเดินเข้ามาถามอย่างสุภาพ
ทั้งหวาเอ่อกังและตาซื่อมองหน้ากัน และเอาผลึกสัตว์อสูรออกมาส่งให้พนักงาน
“กิน”
หวาเอ่อกังตอบพร้อมกับขบฟัน ไม่ให้แสดงสีหน้าขมขื่นออกมา แต่เพื่อท้องของเขาก็ต้องยอม
เขายังมีความอยากรู้อยู่ว่าอาหารที่ทำมาจากผักสี่อย่างจะมีรสชาติเป็นเช่นไร
ตาซื่อเองก็กัดฟันจ่ายออกไปเหมือนกัน
“ค่ะ งั้นรอสักครู่”
พนักงานรับผลึกสัตว์อสูรมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
หวาเอ่อกังนั้นรู้สึกเจ็บใจมากเมื่อมองไปยังผลึกแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะ
พนักงานหันหลังกลับไปสั่งให้พ่อครัวทำหมี่สองที่
“งั้นนั่งก่อนนะค่ะ”
พนักงานตะโกนบอกอย่างสุภาพ
“ช่างเป็นของกินที่แพงเหลือเกิน”
หวาเอ่อกังพูดออกมาอย่างขมขื่น
“หวังว่ามันจะคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย”
ตาซื่อเองก็บ่นออกมาและตั้งตารอว่าหมี่ราคาแสนแพงนี้จะมีหน้าตาเช่นไร
ก่อนที่ตาซื่อจะกระซิบเบาๆ ขึ้น
“หัวหน้า….เอาไงเรื่องแมลงเต่าทอง”
“เรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบก่อน”
หวาเอ่อกังตอบกลับมาอย่างเคร่งขรึม
“ฉันมั่นใจว่ามันเอาไปขายได้ในเมืองใหญ่ เพราะระดับเมืองใหญ่ไม่ขาดแคลนเรื่องผลึกสัตว์อสูรอยู่แล้ว”
ตาซื่อจึงเสริมขึ้น
“ถ้างั้นเราเก็เพิ่มราคาขายเอาไปอีก 50 ผลึกสิหัวหน้า”
หวาเอ่อกังถึงกับขมวดคิ้ว
“จะขายมันในราคา 150 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอดเลยงั้นหรอ?”
“แน่นอนสิหัวหน้า ฉันมั่นใจเลยว่ามันขายได้ราคาดีแน่”
ตาซื่อวางแผนด้วยแววตาที่เป็นประกาย
“แล้วเราก็ขายอาหารคู่ไปด้วยชุดละ 20 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับทั่วไป”
ตาซื่อมั่นใจว่าไม่มีเมืองใหญ่ไหนมีแมลงเต่าทองที่เรืองแสงแบบนี้ได้
หลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้ว หวาเอ่อกังก็พอจะเห็นภาพที่จะขายแมลงพวกนี้
เขาพยักหน้าเห็นด้วยและพูดต่อ
“ก็จริง คืนนี้เราพักกันก่อนพอตอนเช้าเราค่อยไปต่อรองราคาอีกครั้งเพื่อจะได้ราคาที่ถูกลง”
ตราบใดที่ซื้อแมลงเต่าทองมาได้ เพียงตัวเดียวพวกเขาก็สามารถสร้างกำไรได้ถึง 50 ผลึกสัตว์อสูร
“กลุ่มของเราคงเอาของออกไปแลกเปลี่ยนบ้างแล้ว อาจจะโชคดีได้แมลงเต่าทองกับอาหารมาเพิ่มก็ได้”
ตาซื่อพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“ใช่”
หวาเอ่อกังพยักหน้า
ไม่นานหลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกัน
“หมี่เปรี้ยวเผ็ดได้แล้วค่ะ”
พนักงานคนเดิมเอาถ้วยหมี่มาวางที่โต๊ะสองถ้วย
“กลิ่นหอมจริงๆ”
หวาเอ่อกังกลืนน้ำลายก้อนโต และมองดูสีของน้ำซุปสีแดงที่ดูน่ากิน ระหว่างนั้นตาซื่อก็ลงมือกินก่อนแล้ว และพูดออกมาอย่างชอบใจ
“มันอร่อยมาก รสชาติกลมกล่อม สัมผัสก็แปลกใหม่เหนียวหนึบ”
“ฟู้วๆ”
หวาเอ่อกังเป่าเส้นหมี่อย่างใจเย็นและกัดเข้าไปเต็มคำ
“อร่อยมาก ชักอยากกินอีกถ้วยแล้วสิ”
พนักงานที่ได้ยินก็รีบเข้ามาถามทันที
“ต้องการรับเพิ่มอีกถ้วยหรอค่ะ”
“เอ่อ..ปะป่าว แค่พูดเล่นเฉยๆ ”
หวาเอ่อกังพูดพร้อมกับยิ้มเจือนๆ
แต่จริงๆ แล้ว เขาไม่อยากจ่ายเพิ่มอีกแล้ว
ตาซื่อมองด้วยสีหน้าที่ไม่ชอบใจเท่าไร
“หัวหน้าเราสั่งมาอีกถ้วยแล้วแบ่งกันกินเถอะ แล้วออกกันคนละครึ่งก็ได้”
“ก็ดีเหมือนกัน งั้นขอหมี่อีกถ้วยด้วย”
หวาเอ่อกังพยักหน้าก่อนที่จะสั่งหมี่เพิ่มอีกถ้วยกับพนักงาน
“ได้ทันทีเลยค่ะ!”
พนักงานยิ้มร่าและกลับเข้าไปในครัว
หลังจากนั้นเวลาสองกองไฟ ทั้งสองก็เดินออกมาจากร้านหมี่ด้วยสีหน้าอิ่มเอม แต่เมื่อก้าวขาออกมาก็ต้องเจอกับฝุ่นและทรายจำนวนมากทันที
“แค่กๆ”
หวาเอ่อกังเอามือขึ้นมาปิดปาก และสำลักฝุ่นกับทรายที่เข้าปากไป เขาไอจนน้ำหูน้ำตาไหล
“หัวหน้า ลมที่นี่พัดแรงมาก เราต้องหาที่ค้างคืนก่อน”
ตาซื่อหรี่ตาลงเพื่อไม่ให้ทรายเข้าตา
ในป่าหว่านกู่ยิ่งอยู่สูงมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องเจอกับกระแสลมที่รุนแรงและฝุ่นกับทรายที่พัดเต็มอากาศ
“ท่านหญิงคนนั้นได้บอกว่าอะไรนะ หากต้องการพักให้ไปที่หอสามดวงดาวใช่ไหม?”
หวาเอ่อกังยกมือขึ้นมาบังหน้าเอาไว้ และมองไปบนถนน
“ใช่ ไปดูกันเถอะหัวหน้า”
ตาซื่อตอบ
“หัวหน้า!”
ก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปไหน กลุ่มพ่อค้าในคณะเดินทางก็กลับมาหาพวกเขาพร้อมกับห่อกระเป๋าที่ยังโป่งพองเท่าเดิม
ใบหน้าของทุกคนดูเศร้าสร้อย และดูลำบากใจสุดๆ
พวกเขาเดินเข้าไปในร้านค้าต่างๆ ด้วยความลำพองใจ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับออกมาด้วยสีหน้าที่ผิดหวัง และอับอายขายหน้า
“การแลกเปลี่ยนเป็นไงบ้าง?”
หวาเอ่อกังถาม
“ไม่ได้เลยครับ ของทุกอย่างราคาสูงมาก”
“ใช่พวกเขาไม่แลกกับพวกหนังสัตว์ธรรมดาๆ แต่พวกเขารับเฉพาะชิ้นส่วนของสัตว์อสูรกับผลึกสัตว์อสูรเท่านั้น”
…..”
หวาเอ่อกังรู้สึกว่าที่นี่มันโหดร้ายเกินไป
“หาที่พักก่อนเถอะ”
เขาหายใจเข้าลึกๆ และพูดเสียงดังออกมา
ตอนนี้เขาจะต้องหาที่ให้อาหารกับอสูรไป่หลิวของเขาแล้ว
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved