ตอนที่ 236

ในเมืองเต่าทมิฬ ที่ตอนนี้ในถนนการค้าเริ่มมีผู้คนพลุดพล่านมากขึ้น

หลานตี๋เก็บบัตรผ่าน และมองไปรอบๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เธอมาจากดินแดนเขียวขจี และรับหน้าที่เป็นฝ่ายประสานงานในเมืองปักษา

เด็กสาวตัวสูงแค่ 160 เซนติเมตร ทำให้ดูไม่โดดเด่นเท่าไหร่ท่ามกลางฝูงชน

หลานตี๋ถูกหลายสิ่งหลายอย่างดึงดูดความสนใจ ยังไม่นับเรื่องว่านี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณอีกด้วย

ดังนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเธอ ทำให้เธอตามฝูงชนขึ้นมาบนเมืองเต่าทมิฬด้วย เพราะการอยู่ที่จุดติดต่อทั้งวันมันน่าเบื่อเกินไป

“ดีจัง ที่นี่ไม่มีฝุ่นกับทรายให้ลำคาณเลย”

หลานตี๋เอ่ยปากชมเมื่อเดินอยู่ในเมืองเต่าทมิฬ

นับตั้งแต่เธออยู่เมืองปักษามานี้เป็นครั้งแรกที่เธอหายใจสะดวกแบบนี้

เพราะปกติแล้วจะต้องมีผ้ามาปิดเอาไว้ เพื่อกรองฝุ่นกับทรายไม่ให้เข้าจมูกหรือปาก

“ดูยังไงก็เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาจริงๆ”

หลานตี๋เดินไปตามท้องถนนการค้า ก่อนที่สีของนัยน์ตาจะกลายเป็นสีอำพันและเปล่งเป็นประกาย ก่อนที่ทุกอย่างในสายตาของเธอก็กว้างขึ้น ราวกับเห็นโลกทั้งใบจากท้องฟ้า

สิ่งนี้เรียกว่าวิสัยทัศน์นก นี้เป็นหนึ่งในพลังของผู้ตื่นของเธอ

หลานตี๋กระพริบตาหลายครั้ง ก่อนที่จะมองทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ

“หอสมบัติ?...น่าสนใจ ขอเข้าไปดูหน่อยแล้วกัน”

เธอก้าวเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็ได้กลิ่นอันหอมเย้ายวนที่โชยมาแตะจมูกของเธอ ทำให้เธอต้องหยุดนิ่งกับที่

“กลิ่นนี้หอมจัง”

หลานตี๋หันมองไปรอบๆ และดมตามกลิ่น

“ร้านมันเผาแสนอร่อย…”

หลานตี๋อดไม่ได้ที่จะเดินตามกลิ่นไปยังร้านมันเผา

หลังจากนั้นห้านาที เธอเดินออกมาจากร้านพร้อมกับถุงกระดาษที่ใส่มันเผาสองลูกใหญ่

“มันเผาอร่อยมาก ถึงจะแพงไปหน่อยก็เถอะ”

หลานตี๋กัดเนื้อมันเผาสีส้มอย่างเอร็ดอร่อย

“หึ….ทีนี่กลิ่นอะไรอีก”

เธอหยุดชะงักลงอีกครั้ง และมองไปรอบๆ จนเห็นร้าน บะหมี่

“ร้านบะหมี่?”

“ไหนขอไปลองดูหน่อย”

หลานตี๋เดินเข้าไปในร้านอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธออยู่นานกว่าร้านมันเผา

“อร่อยจริงๆ เอาไว้จะแวะมาร้านนี้บ่อยๆ”

หลานตี๋พูดพร้อมกับใช้มือทัดผมสีน้ำตาลไปหลังหูจนเห็นว่าใบหูของเธอเป็นขนนกที่เรียงกัน หลังจากก้าวไปสองก้าวผมนั้นก็พับลงมาปิดหูอีกครั้ง

“รู้สึกยังกินไม่อิ่มเลยต้องหาอะไรกินอีก”

ครั้งนี้หลานตี๋พูดกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปยังร้านอาหารอีกแห่งที่ชื่อ หอโภชนาการ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอก็เดินออกมาพร้อมกับเอามือกุมท้องเอาไว้

ครั้งนี้หลานตี๋เรอออกมาและคิดภายในใจว่า อาหารผักที่นี่เยอะมากถึงจะแพงไปหน่อยก็ตามแต่ก็อร่อย

ถึงจะคิดแบบนั้นก็ตามเธอก็บอกกับตัวเองว่าจะกลับมากินใหม่หากมีโอกาส

“ผลึกสัตว์อสูรเราจะหมดแล้ว สงสัยต้องกลับไปที่บ้านเพื่อเอาผลึกเพิ่ม”

“หือ…ร้านนั้นขายอะไร?”

หลานตี๋เดินมาหยุดมองดูป้ายที่หน้าร้าน

และอ่านชื่อร้านออกมาอย่างแผ่วเบา

“หอเรือนกระจก….เข้าไปดูสักหน่อยแล้วกัน”

หลานตี๋บ่นกับตัวเอง ก่อนที่จะเดินเข้าร้านไปและเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในร้านนั้นเป็นประกาย

ที่สิ่งของที่วางอยู่ในร้านนั้นเป็นของที่ทำมาจากผลึกแก้วทั้งหมด

ร้านนี้พึ่งจะเปิดได้ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่ทุกอย่างในร้านเตรียมพร้อมไว้หมดแล้วเพียงแค่ทำความสะอาด และนำของมาตั้งขายก็เปิดได้ทันที

“ยินดีต้อนรับค่ะ”

พนักงานขายในร้านกล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง

“เอ่อ….คือ”

หลานตี๋ไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งใดดี และได้แต่มองไปบนชั้นวางของที่เต็มไปด้วยสิ่งของที่ทำมาจากผลึกแก้ว

“ของทั้งหมดนี้ทำมาจากแก้วค่ะ ลองสัมผัสจับดูได้เลยนะคะ ลูกค้า”

คนขายเริ่มแนะนำ

แม้ว่าจะเปิดร้านอย่างฉุกละหุกก็ตาม และคนขายก็ถูกย้ายมาจากร้านอื่น แต่ภายใต้การอบรมเล็กน้อย ก็พอที่จะแนะนำและขายสินค้าได้

“มันดูบอบบางมากเลย ฉันไม่กล้าจับมันหรอก”

หลานตี๋โบกมือปฏิเสธ

“ไม่เลยค่ะ แก้วพวกนี้แข็งแรงมาก ไม่แตกง่ายๆ หรอกคะ”

คนขายรีบบอกอย่างรวดเร็ว

สินค้าทุกอย่างทำมาจากผลึกแก้ว แต่มันไม่ใช่แก้วตามธรรมชาติ มันเป็นผลึกแก้วที่เกิดจากอสูรไป่หลิว

“จริงงั้นหรอ? ลองจับดูได้จริงนะ”

หลานตี๋ถามด้วยความสงสัย

เธอเองก็ถูกแก้วพวกนี้ดึงดูดสายตาไม่น้อย และสนใจว่าสิ่งที่ใสราวกับน้ำแข็งพวกนี้คืออะไร

“ใช่ค่ะ”

คนขายตอบอย่างมั่นใจ

“งั้นสิ่งนี้คือถ้วยงั้นหรอ?”

หลานตี๋หยิบถ้วยแก้วขึ้นมาและดูอย่างละเอียด

“ใช่แล้วค่ะ”

คนขายได้ทำตามทุกอย่างที่หยู่ฉินหลานสอนก่อนหน้านี้ทั้งหมด และแนะนำหลานตี๋

“สวยมาก”

นัยน์ตาน้ำตาลของหลานตี๋เป็นประกายขึ้นมา

เธอลองดีดนิ้วเบาๆ ไปที่ถ้วยแก้ว จนเกิดเสียงดังสะท้อนกังวาลใส

คนขายยิ้มก่อนที่จะพูดขึ้น

“หากชอบก็ซื้อได้นะคะ”

“เอ๋ ขายยังไงหรอ”

หลานตี๋ถามทันที

คนขายเลยพูดอธิบายต่อทันที

“หนึ่งชิ้น หนึ่งผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด”

“จริงงั้นหรอ? ก็ไม่แพงอย่างที่คิด งั้นเอาอันนี้ชิ้นหนึ่ง”

หลานตี๋ตัดสินใจซื้อมาทันที

“ค่ะ”

คนขายยิ้มอย่างยินดี และพูดต่อ

“ลูกค้าสามารถเดินดูเครื่องแก้วในร้านได้ อีกนะคะ ยังมีชุดจานชามที่ทำมาจากแก้วอีกด้วย”

“ทั้งหมดนั้นขายในราคาชิ้นละ 1 ผลึกสัตว์อสูรด้วยงั้นหรอ?”

หลานตี๋ถามพร้อมกับกระพริบตาหลายครั้ง

“ใช่ค่ะ อย่างถ้วยชา หรือตะเกียบขนาดเล็กแต่ละชิ้นขายในราคา 1 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับทั่วไป”

เนื่องจากของพวกนี้ไม่ใช่ของกิน ทำให้ราคาถูก

ดังนั้นมู่เหลียงจึงไม่ขายของใช้ทั่วไปในราคาที่แพงเกิน และไม่ขายถูกไปด้วยเช่นเดียวกัน

“งั้นขอฉันเดินดูของอีกหน่อย”

หลานตี๋ตอบพร้อมกับเดินชมสินค้าในร้าน

“ว้าว อันนี้ก็น่ารัก อยากได้จัง”

“อันนี้ก็สวย อยากได้เหมือนกัน”

ห้านาทีต่อมา เครื่องแก้วเจ็ดแปดชิ้นก็ถูกวางบนเคาเตอร์ขายของพนักงาน

“ทั้งหมด 4 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด และ 4 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับทั่วไป”

คนขายนับและตรวจสอบราคาสินค้าอย่างดี

หลานตี๋เปิดถุงหนังสัตว์เล็กๆ ออกมาและนับผลึกสัตว์อสูร 8 อันให้กับคนขายไป

คนขายรับผลึกสัตว์อสูรมาพร้อมกับตรวจสอบและนับดูอย่างละเอียดก่อนที่จะเก็บเข้าลิ้นชัก

ก่อนที่จะหยิบถุงผ้าและห่อแก้วพวกนี้ด้วยกระดาษอย่างดี

“นี้ค่ะ คุณลูกค้า”

คนขายส่งถุงผ้าให้พร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส

“ขอบคุณ”

หลานตี๋รับมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

หญิงสาวเดินถือถุงผ้าออกมาจากร้าานด้วยใบหน้าที่แจ่มใส

“ขอให้มีลูกค้าดีๆ แบบนี้เยอะๆ ด้วยเถอะ”

เมื่อหลานตี๋เดินออกไปจากร้านแล้ว คนขายก็พูดออกมาเบาๆ หากมีลูกค้าแบบนี้เยอะๆ เธอก็ยิ่งได้แต้มสะสมเยอะขึ้น

หลานตี๋เดินไปตามท้องถนนการค้า

และเกิดลังเลใจขึ้นมาว่าจะกลับตอนนี้ดีไหม?

“ไม่เป็นไร…เดินอีกสักพักแล้วกันฟ้ายังไม่มืดเลย”

หลานตี๋มองไปรอบๆ ถนนการค้า และตัดสินใจว่าจะออกจากเมืองเต่าทมิฬหลังจากฟ้ามืดแล้ว

“เอาต้นกะหล่ำปลีให้สิบต้น!”

ทันใดหูของหลานตี๋ก็ได้ยินสิ่งที่น่าสนใจเข้า

เธอมองไปที่ด้านข้างและเห็นร้านหนึ่งที่มีคนจำนวนมากรุมล้อมอยู่ และเหมือนคนกำลังหยิบจับอะไรบางอย่าง

“ต้นอ่อนงั้นหรอ”

แววตาของหลานตี๋เป็นประกายขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ได้ยิน

เธอเดินตรงเข้าไปที่ร้านนี้อย่างรวดเร็ว และพยายามแทรกตัวเข้าไปที่หน้าร้าน

นี่คือร้านขายเมล็ดกับต้นอ่อนของพืช มีทั้งเมล็ดกะหล่ำปลี และมะเขือเทศ

“ที่นี่ขายต้นอ่อนกับเมล็ดพืชจริงๆ ด้วย”

หลานตี๋อุทานอย่างตื่นเต้น

เธอคิดถึงผลึกสัตว์อสูรที่เหลืออยู่ในกระเป๋า

“ต้นอ่อนกับเมล็ดพืชก็อยากได้….”

หลานตี๋กัดฟันและกุมถุงใส่ผลึกสัตว์อสูรไว้แน่น

ไม่นานหลังจากนั้น

เธอก็ต้องพยายามเบียดกะเสียนออกมาจากฝูงชน และเอาตัวปกป้องเมล็ดพืชกับต้นอ่อนเอาไว้ไม่ให้เสียหาย

หลานตี๋เมื่อหลุดออกมาได้ก็จัดแจงเสื้อผ้าตัวเองอีกครั้ง และบ่นกับตัวเอง

“เอาของพวกนี้กลับไปที่จุดติดต่อก่อนดีกว่า”

หลานตี๋หันหลังและเตรียมตัวจะออกไปจากเมืองเต่าทมิฬ และตัดสินใจจะกลับมาในวันพรุ่งนี้

สิบนาทีต่อมา

หลานตี๋ก็มาถึงป้อมซานไห่ และลงผ่านป้อมปราการทั้งหมดตามลำดับจนถึงป้อมเทียนเหมิน

เธอออกจากฝูงชน แล้วเลี้ยวที่หัวมุมแถวเสาหินหน้าป้อมเทียนเหมิน

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีนกตัวใหญ่ที่มีขนาดปีกยาวถึงสามเมตรปรากฏตัวขึ้นที่หลังเสาหิน ขนของมันมีลวดลายเหมือนกับเมฆ และมีขนเป็นสีน้ำตาล

หากว่าสยายปีกเต็มที่ ขนาดตัวของมันจะยาวถึง 10 เมตร และเพียงกระพือปีกสองสามครั้งก็พอแล้วที่จะบินสูงขึ้นไปเป็นพันเมตร

ใช่แล้วมันคือหลานตี๋ เธอเป็นผู้ตื่นที่แปลงร่างเป็นสัตว์อสูรได้ ซึ่งทำให้เธอกลายร่างเป็นนกอินทรียักษ์เมื่อไรก็ได้

หลานตี๋บินวนอยู่บนท้องฟ้า และมองลงมาที่เมืองเต่าทมิฬ และในสายตาของเธอก็มองไปที่ต้นชาเขียวประกายอย่างใจจดใจจ่อ

เธอมองอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะบินกลับเข้าไปในเมืองปักษาทันที