ดินแดนเขียวขจี ที่ใจกลางชั้นหนึ่ง
มีบันไดขนาดกว้างสองเมตร และเป็นทางวนขึ้นไปสู่ชั้นสอง
ตุบ!
ลิลิน่ากับมิอามาถึงก็เดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสองทันที
ซิไป่ฉีก้มมองลงไปที่เท้าของเะธอ เพราะทุกย่างก้าวที่เธอเดินนั้นเกิดเสียงลั่นตลอดเวลา
หลังจากที่เดินขึ้นมาไม่นานก็มาถึงชั้นสองของดินแดนเขียวขจี ซึ่งมีพื้นที่แคบกว่าชั้นแรกมาก
“ไปที่ชั้นสามเถอะ”
มิอาพูดอย่างสุขุม
บันไดไปยังชั้นสามก็ยังเป็นทางเดิม และเมื่อมองหันกลับลงไปก็จะเห็นเป็นบันไดวนหมุน
แต่ทางขึ้นไปชั้นสามนั้นมีทหารติดอาวุธเฝ้าอยู่
เมื่อทั้งสี่มาถึงก็ถูกทหารยามหยุดเอาไว้
“พวกเราต้องการเข้าพบผู้อาวุโส”
ลิลิน่าหยิบกล่องเหล็กออกมาจากกระเป๋าซึ่งมันเป็นกุญแจนำทางสู่ดินแดนเขียวขจี
มิอาและหลานตี๋เองก็แสดงกล่องเหล็กของตัวเอง
ทหารยามตรวจสอบดู ก่อนที่จะมองไปทางซิไป่ฉี
“เธอเป็นเพื่อนของฉันเอง ฉันกำลังจะพาเธอไปแนะนำตัวต่อหน้าผู้อาวุโส”
มิอาพูดขึ้นอย่างใจเย็น
“ถ้างั้นก็เข้าไปได้ ยินดีต้อนรับกลับมิอา”
ทหารยามอีกคนพูดขึ้นทำให้รู้ว่าเขารู้จักมิอามาก่อน
มิอาเพียงพยักหน้าทักทายเท่านั้น
“ตอนนี้ผู้อาวุโสได้อยู่ที่นี่หมดแล้ว”
ทหารยามหันเข้าไปด้านในและมองขึ้นไปบนบันไดไม้
“เข้าใจแล้ว”
มิอาตอบก่อนที่จะก้าวขึ้นบันไดไปสู่ชั้นสาม
ที่บนชั้นสามของดินแดนเขียวขจี มีอาคารน้อยกว่า แต่ดูสะอาดสะอ้านกว่าชั้นแรกและชั้นสอง
ซิไป่ฉีมองไปรอบๆ ก็เห็นก้อนเมฆสีดำอยู่ไม่ไกล
พลังที่พรางดินแดนแห่งนี้อยู่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายนอกได้ปกติ แต่ภายนอกจะไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
“เราจะเข้าไปพบท่านผู้อาวุโสใหญ่กันงั้นหรอ”
ลิลิน่าหยุดและถามขึ้น
“ไม่ ฉันอยากไปพบท่านอาจารย์ก่อน”
มิอาส่ายหัว
อาจารย์ของเธอเป็นผู้อาวุโสลำดับสาม และมีพลังอยู่ในขั้น 7
“ถ้างั้นไปพบท่านผู้อาวุโสสามกัน คงไม่เป็นไรอยู่แล้วหากว่าฉันจะไปรายงานกับท่าน เพราะยังไงก็ถือว่าไปรายงานเหมือนกัน”
ลิลิน่าคิดอยู่เล็กน้อยก่อนที่จะตอบมิอา
“งั้นไปกัน”
มิอาเดินไปยังอาคารทางซ้ายซึ่งเป็นที่อยู่ของผู้อาวุโสสามและเป็นที่ทำงานด้วย
ฟูว!!!
กระแสลมที่ชั้นสามพัดแรงกว่าชั้นอื่น แค่ดีที่ว่าอาคารที่ปลูกสร้างบนนี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งด้วยพลังพิเศษ ทำให้เกิดเพียงเสียงเอี๊ยดอ๊าดเล็กน้อย
ก็อกๆ
มิอาเคาะที่ประตูทางเข้า และพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“อาจารย์ ฉันกลับมาแล้ว”
“.....”
ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาจากภายใน
ก็อกๆ
มิอาเคาะอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครตอบเช่นเดิม
มีทหารยามลาดตระเวนผ่านมาเห็นจึงพูดขึ้น
“ผู้อาวุโสสามออกไปด้านนอกแล้ว และตอนนี้ผู้อาวุโสทุกคนกำลังประชุมกันอยู่
“เป็นแบบนั้นเอง”
มิอาพยักหน้าช้าๆ
“ถ้างั้นเราก็รออีกหน่อยแล้วกัน ฉันไม่อยากไปเจอท่านผู้อาวุโสใหญ่”
ลิลิน่าก้มหน้าลงเล็กน้อย และสายตาดูออกถึงความไม่ต้องการ
“ฉันก็เหมือนกัน”
มิอาเองก็ยิ้มเจือนๆ อย่างหนักใจ
ผู้อาวุโสใหญ่นั้นเป็นคนที่ทรงพลังที่สุดในดินแดนเขียวขจี และเป็นคนที่เข้มงวดที่สุดในบรรดาผู้อาวุโส และเข้ากับคนอื่นได้ยากมาก
“ถ้าเราไม่รายงานให้ผู้อาวุโสรู้ พวกเราก็จะถูกตำหนิได้”
หลานตี๋เตือนเบาๆ
เพราะหากว่าผู้อาวุโสใหญ่รู้เข้า พวกเธอคงโดนลงโทษแน่ เพราะผู้อาวุโสใหญ่เป็นคนที่เข้มงวดเรื่องกฏระเบียบ
มิอากับลิลิน่าได้แต่มองหน้ากัน และคอตก
“ไปกันเถอะ”
หลานตี๋เดินนำทุกคนไปยังศาลาอาวุโสด้วยรอยยิ้มในแววตาของเธอ
ศาลาอาวุโสนั้นอยู่ลึกเข้าไปในชั้นสาม เป็นสถานที่เหล่าผู้อาวุโสใช้จัดประชุม
ซิไป่ฉีโน้มตัวไปใกล้ๆ มิอาและกระซิบข้างหู
“ผู้อาวุโสใหญ่เป็นคนน่ากลัวงั้นหรอ?”
“ใช่น่ากลัวมาก เขาสามารถกินเธอได้ทั้งตัวในคำเดียว”
มิอาพูดอย่างจริงจัง
“....อย่ามาหลอกกันให้ยาก ฉันไม่ใช่เด็กน้อยสักหน่อย”
ซืไป่ฉีกรอกตาไปมาด้วยท่าทางเอ็นดู
แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงภาพผู้อาวุโสใหญ่ แต่ไม่รู้เพราะอะไรเมื่อเธอพยายามนึกถึงขนหัวเธอถึงลุกทุกที
เจ็ดแปดนาทีต่อมา หญิงสาวทั้งสี่ก็เดินมาถึงส่วนลึกของพื้นที่ชั้นสาม และมาหยุดตรงอาคารไม้แห่งหนึ่ง
ที่หน้าอาคารมีแผ่นป้ายขนาดใหญ่สลักตัวอักษรไว้ว่า ศาลาอาวุโส
ที่หน้าทางเข้าเองก็มีทหารยามเฝ้าอยู่
“ช่วยไปแจ้งผู้อาวุโสให้ด้วยว่าพวกเรามาขอเข้าพบ”
ทหารยามเหลือบมองกลุ่มของหญิงสาวทั้งสี่ จนเห็นมิอาและจำได้ว่าเธอเป็นลูกศิษของผู้อาวุโสสาม จึงพยักหน้าให้
“รอสักครู่”
ทหารยามหันกลับเข้าไปในศาลาอาวุโส
หลังจากนั้นไม่นาน
ทหารยามก็เดินมาและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เข้าไปได้”
มิอาพยักหน้าและเดินเข้าไปในศาลาอาวุโส
ตุบ
ขณะที่เดินเข้าไปในอาคารนั้นเกิดเสียงดังขึ้นทุกย่างก้าว
“....”
ซิไป่ฉีรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับสถานที่แห่งนี้สักเท่าไร
ลิลิน่าเหลือบมองซิไป่ฉีตลอด ก่อนที่มุมปากของเธอจะยกขึ้นเล็กน้อย และแววตาที่ฉายออกถึงรอยยิ้ม
“มาทางนี้”
มิอานำทุกคนไปที่ประตูห้องแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเสียงพูดคุยดังรอดออกมาจากด้านใน
นี่คือห้องประชุมของเหล่าผู้อาวุโส
“ฟู่ว”
ลิลิน่ากับหลานตี๋สูดหายใจเข้าลึกๆ และรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
ก็อกๆ
มิอายกมือขึ้นเคาะประตู
ทำให้เสียงพูดคุยนั้นเงียบลง หลังจากนั้นก็มีเสียงของคนสูงวัยดังขึ้น
“เข้ามา”
“ค่ะ”
มิอาเองตอนนี้ก็เริ่มหวั่นใจเหมือนกัน ก่อนที่จะผลักประตูเข้าไปในห้อง
ในห้องแห่งนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก มีโต๊ะรูปวงรียาวตั้งอยู่กลางห้อง และมีคนนั่งล้อมรอบโต๊ะอยู่สี่คน
และตรงที่นั่งตรงกลางมีชายชราผมสีขาวนั่งอยู่ ชายชราผู้นี้เป็นผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งเป็นผู้มีพลังขั้น 8
ทางซ้ายคือผู้อาวุโสลำดับสอง
ซึ่งมีอายุมากเหมือนกัน และเป็นผู้ตื่นที่ทรงพลังและหายาก เขาเป็นคนสร้างภาพลวงตาปิดบังเมืองเอาไว้
ทางขวาเป็นผู้อาวุโสลำดับ 3 ซึ่งเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวภายในกลุ่มผู้อาวุโสทั้งหมด
ผู้อาวุโสสามเป็นหญิงชราที่ดูใจดี หากมองภายนอกจะเหมือนกับหญิงชราอายุ 50 มีพลังขั้น 7
ผู้อาวุโสลำดับสี่นั่งอยู่ข้างผู้อาวุโสลำดับสาม เขามีผมหงอกยาวทั้งหัว และถูกหวีและจัดทรงอย่างพิถีพิถันจนผมทั้งหมดรวบไปด้านหลัง
เขาเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้อาวุโสทั้งหมด อายุราวๆ 40 ปีเท่านั้น
“มิอา ลิลิน่า หลานตี๋ เคารพผู้อาวุโสทั้งสี่”
มีเพียงซิไป่ฉีคนเดียวที่ไม่ได้แสดงความเคารพและคำนับให้
ซิไป่ฉีนั้นนิ่งเฉยและทำตัวไม่ถูก ก่อนที่เธอจะโค้งคำนับตามโดยไม่รู้ตัว
“อืม”
ผู้อาวุโสใหญ่เงยหน้าขึ้น พร้อมกับพยักหน้าให้
และผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็พยักหน้าให้ด้วยเช่นเดียวกัน
“มิอามานี้สิ”
ผู้อาวุโสสามกวักมือเรียกมิอาอย่างเอ็นดู
“ค่ะ ท่านอาจารย์”
มิอาเดินเข้าไปอย่างเชื่อฟัง
ผู้อาวุโสสามพูดขึ้นและมองไปที่กลุ่มของหญิงสาวที่เดินเข้ามา
“ยินดีต้อนรับกลับ เป็นไงสบายดีใช่ไหม บาดเจ็บกลับมารึป่าว?”
ผู้อาวุโสสามไม่มีลูก เธอจึงดูแลและเอ็นดูมิอาเหมือนกับลูกสาวในใส้
สีหน้าของมิอาดูผ่อนคลายลงอย่างมาก
หญิงสาวจับมือของหญิงชราและพูดอย่างอ่อนโยน
“อาจารย์ ฉันสบายดี”
ผู้อาวุโสใหญ่เหลือบมองหลานตี๋กับคนอื่นๆ และพูดอย่างสุขุม
“ไหนมีอะไรจะมารายงานก็พูดมา”
“ทำไมต้องจริงจังขนาดนี้ด้วย!!”
ผู้อาวุโสสามมองหน้าผู้อาวุโสใหญ่ด้วยความไม่พอใจ
คนอื่นต่างกลัวผู้อาวุโสใหญ่ แต่เธอนั้นกลับไม่ได้กลัวผู้อาวุโสใหญ่เลย
“....”
ใบหน้าของตาเฒ่าถึงกับสั่นไหว และพูดไม่ออก
“อาจารย์ ให้พวกเรารายงานภารกิจก่อนเถอะ”
มิอาจบไปที่หลังมือของหญิงชราอย่างอ่อนโยน
“เอาเถอะ หลังจากรายงานเสร็จแล้ว เราค่อยคุยกัน”
สีหน้าของผู้อาวุโสสามนั้นดูอ่อนลงทันที
มิอายิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะมองไปทางสามผู้อาวุโสที่เหลือ และเริ่มรายงานภารกิจว่าหนึ่งปีมานี้เธอเจออะไรมาบ้าง
ผู้อาวุโสแต่ละคนต่างตั้งใจฟังและพยักหน้าเป็นครั้งคราว
และหนึ่งในเรื่องที่รายงานนั้นมีเรื่องของซิไป่ฉีอยู่ด้วย และบอกเล่าผลงานของเธอเป็นอย่างดี จนทุกคนยอมรับซิไป่ฉีหากว่าต้องการจะเข้ากับดินแดนเขียวขจี
“และ….”
มิอาพูดมาถึงช่วงท้ายและหยุดชะงักลง
น้ำเสียงของเธอดูจริงจังขึ้นมาอย่างผิดปกติ
“ผู้อาวุโสพวกเราควรติดต่อกับเมืองเต่าทมิฬ”
“เมืองเต่าทมิฬมีอะไรดี?”
ผู้อาวุโสสามถามขึ้นอย่างประหลาดใจ ผสมกับน้ำเสียงของลูกศิษที่เปลี่ยนไปเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
“ที่นั่นมันพิเศษมาก มันเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณยักษ์”
มิอาพูดต่อ
“เมืองที่สร้างอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณ!”
ผู้อาวุโสทั้งหมดต่างมองหน้ากัน แต่ก็ไม่ได้ตกใจมากนัก
ดินแดนเขียวขจีเองก็ลอยอยู่บนฟ้าได้ ทำไมจะมีเมืองที่อยู่บนสัตว์อสูรโบราณไม่ได้?
“สถานที่แห่งนั้นมีพืชพันธ์นานาชนิดเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ และมากกว่าดินแดนเขียวขจีหลายเท่า”
มิอาเริ่มเล่าถึงสิ่งที่เธอเห็นในเมืองเต่าทมิฬ
“พืชผลเติบโตได้อย่างอุดมสมบูรณ์? มากกว่าดินแดนเขียวขจี?”
สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสดูจริงจังขึ้นมาทันที
“ทั้งหมดคือความจริง ฉันเห็นมากับตา โปรดเชื่อท่านผู้อาวุโส”
มิอาขมวดคิ้วแสดงถึงความจริงจัง
ผุ้อาวุโสสามถึงกับประหลาดใจและพูดขึ้น
“เป็นไปได้ยังไง? พวกเขาเชี่ยวชาญในการเพาะปลูกงั้นหรอ?”
“เรื่องนั้น…ฉันเองก็ไม่ทราบ”
มิอาเม้มปากและก้มหน้าลง
“ตอนนี้เมืองเต่าทมิฬอยู่ที่ไหน”
ผู้อาวุโสลำดับสองถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ
มิอาตอบอย่างนอบน้อม
“ก่อนที่พวกเราจะกลับมา เมืองเต่าทมิฬอยู่ที่เมืองปักษาค่ะ”
“เมืองปักษา….”
ผู้อาวุโสสองหรี่ตาลงและคิดตาม
ห้องประชุบเงียบลงในทันที แต่เหล่าผู้อาวุโสกับแสดงสีหน้าที่จริงจังมากขึ้น
“ผู้อาวุโส นี้คือต้นไม้และพืชพันธ์ที่ฉันเอากลับมาด้วย”
มิอาเอาถุงผ้าที่ใส่ของออกมาจากที่เก็บของเงา และเปิดให้เหล่าผู้อาวุโสดู
เหล่าผู้อาวุโสมองดูด้วยความประหลาดใจ ต้นไม้และพืชพันธ์พวกนี้ดูสมบูรณ์และแข็งแรงมาก ยิ่งกว่าต้นไม้และพืชพันธ์ที่เพาะปลูกในดินแดนเขียวขจี ทั้งสีเข้มกว่า และลำต้นใหญ่กว่าสองเท่า
“ทั้งหมดนี้มาจากเมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ?”
ผู้อาวุโสลำดับสี่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุขุม และดูตกใจ
“ตัวฉันซื้อมาจากเมืองเต่าทมิฬโดยแลกเปลี่ยนกับผลึกสัตว์อสูร”
มิอาเม้มปากของเธอและตอบกลับไป โดยเน้นคำว่าผลึกสัตว์อสูร
เธอหวังว่าเหล่าผู้อาวุโสจะยอมจ่ายผลึกสัตว์อสูรคืนให้กับเธอ เธอจะได้เอาไปใช้หนี้มู่เหลียง
“ไม่ต้องกังวลไป ลูกมิอา เดี๋ยวฉันจะคืนให้เธอครบทุกผลึกเอง”
ผู้อาวุโสลำดับสามพูดอย่างอ่อนโยน และเผยให้เห็นว่าเธอนั้นเข้าใจสิ่งที่ลูกศิษของเธอจะกล่าว
แต่ยังไงการแสดงออกของมิอาเองก็ชัดเจนเหมือนกัน
“ขอบคุณท่านอาจารย์”
มิอาถอนหายใจอย่างโล่งอก
“หากว่าสิ่งเหล่านี้มาจากเมืองเต่าทมิฬจริง พวกมันก็ดีกว่าพืชพันธ์ที่พวกเราเพาะปลูกอยู่มาก”
ผู้อาวุโสสองหยิบต้นอ่อนขึ้นมาดูและเห็นถึงสีสันที่สดและเข้มของมัน
แม้ว่าจะแยกออกจากดินมาได้สองสามวันแล้วก็ตาม แต่ต้นอ่อนก็ยังไม่ตาย และไม่เหี่ยวเฉา สาเหตุนั้นเกิดจากพลังของอาณาเขตแสงดาวที่ตกค้างอยู่ในต้นอ่อน
“ฉันเกรงว่าเมืองเต่าทมิฬนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว”
ผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับคิ้วขมวด
“ผู้อาวุโส ฉันขอเสนอให้ส่งหน่วยตรวจสอบไปที่เมืองเต่าทมิฬ และเริ่มทำการแลกเปลี่ยนหรือทำข้อตกลงกัน”
มิอากล่าวขึ้นทันที นี้คือจุดประสงค์หลักในการเดินทางมารายงานในครั้งนี้ของเธอ เพื่อหาทางเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองเมือง
“เรื่องนี้ฉันจะขอคิดดูก่อน”
ผู้อาวุโสใหญ๋เงยหน้าขึ้นและมองไปยังมิอา
ก่อนที่เขาจะโบกมือให้
“พวกเธอเองก็คงจะเหนื่อยแล้ว ไปพักเถอะ”
“..ค่ะ”
มิอาเปิดปากตอบก่อนที่จะพยักหน้าอย่างหนักใจเล็กน้อย
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved