ตอนที่ 213

ลานกว้างหน้าตำหนักเจ้าเมือง

มู่เหลียงวางอสูรจิตอัสนีน้อยลงกับพื้น

เอ๊า เอ๊า

อสูรจิตอัสนีนั่งลงกับพื้นพร้อมกับส่งเสียง ตัวของมันอ้วนกลมเหมือนกับลูกบอลไม่มีผิด

มู่เหลียงยิ้มมุมปาก เขาก้มตัวลงและใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากของมัน

และคิดภายในใจ

“ระบบวิวัฒนาการ อสูรจิตอัสนีเป็นระดับ 7”

-ทำการวิวัฒนาการอสูรจิตอัสนีระดับ 3 เป็นระดับ 7 ใช้แต้มวิวัฒนาการทั้งหมด 1,111,000 แต้ม-

-วิวัฒนาการสำเร็จ อสูรจิตอัสนีระดับ 7-

-ความสามารถปลดปล่อยวิวัฒนาการเป็นบงการสายฟ้า-

-ทำการถ่ายทอดความสามารถใหม่สู่ร่างเจ้านาย…..ปรับแต่ง….ถ่ายทอดสำเร็จ-

มู่เหลียงรู้สึกได้ถึงกระแสน้ำอุ่นที่ไหลผ่านร่างอย่างช้าๆ แต่ความรู้สึกนี้ก็อยู่ไม่นาน และเขาก็รู้สึกได้ว่าพลังของเขาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เวลาเดียวกันเกิดประกายสายฟ้าขึ้นที่หน้าตำหนักเจ้าเมือง เส้นสายฟ้าได้แตกออกไปทุกทิศ โดยมีจุดศูนย์กลางมาจากอสูรจิตอัสนี

ภายใต้สายฟ้าที่กำลังคลุ้มคลั่งร่างของอสูรจิตอัสนีก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ลี่เยว่และคนอื่นๆ รีบถอยห่างออกไปทันที กลัวว่าสายฟ้าพวกนี้จะทำให้อายุขัยของพวกเธอสั้นลง

ร่างของอสูรจิตอัสนีใหญ่ขึ้นจนมีลำตัวยาว 8 เมตร สูง 5 เมตร มีกระแสไฟฟ้าสีม่วงวิ่งผ่านไปทั่วทั้งร่างเป็นระยะๆ ตรงคอของมันก็มีแผงขนสีม่วงเข้มขึ้นมา

ขาที่เคยสั้นตอนนี้กลับยาวดูสูงสง่า ที่อุ้มเท้าก็มีกรงเล็บยืนออกมา เพียงมันกดเบาๆ ก็พอแล้วที่จะฝังลอยเล็บไว้ที่หน้าดิน

หางของมันยาวถึง 2 เมตรมีสายฟ้าสีม่วงวิ่งวนไปมาอยู่ตลอด อีกทั้งสายฟ้าที่วิ่งอยู่ตามร่างของมันทำให้เกล็ดดูแวววาวขึ้นมาอีกด้วย

“เหมือนกับกิเลนที่มีสีม่วงเลย”

มู่เหลียงเอ่ยปากชม

อสูรจิตอัสนีระดับ 7 นั้นดูสง่างามอย่างมาก มันต่างจากรูปลักษณ์ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูก่อนหน้านี้อย่างกับคนละตัวกัน

มู่เหลียงเมื่อเห็นแบบนี้เลยเปิดค่าสถานะขึ้นมาดู

ผู้ฝึก : มู่เหลียง

อายุขัย 24 / 4910 ปี

ถึกทน 293.8

ว่องไว 261.8

กำลัง 252.6

ปราณ 281.7

แต้มฝึกฝน 280

แต้มวิวัฒนาการ 3,128,201

ความสามารถ: บงการสายฟ้าระดับ 7 น้ำตานางฟ้าระดับ 7 (ซ่อน…)

…..

สิ่งที่ฝึกฝน

อสูรจิตอัสนี(ระดับ 7) ทักษะบงการสายฟ้า ระดับ 7

ดอกปีกนางฟ้า(ระดับ 7) ทักษะน้ำตานางฟ้า ระดับ7

(ซ่อน….)

…..

“ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไร”

มู่เหลียงบ่นกับตัวเองเบาๆ

เขารอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าคงต้องวิวัฒนาการสัตว์อสูรเลี้ยงเป็นระดับ 8 ก่อน

“มันสวยมากเลย ขอลองขี่ได้ไหม”

ลี่ลี่มองดูด้วยแววตาที่เป็นประกาย ใบหน้าของเธอดูชื่นชอบอย่างมาก

มู่เหลียงมองไปยังอสูรจิตอัสนี และส่งกระแสจิตไปคุยกับมันเพื่อขอให้ลี่ลี่ขึ้นไปขี่มัน แต่สิ่งที่มันตอบกลับมาคือไม่ยอมให้ขี่

อสูรจิตอัสนีเดินเข้ามาตรงหน้าลี่ลี่และก้มหัวลงมาพ่นลมหายใจใส่

“ว้าย!”

ลี่ลี่รีบวิ่งหนีไปหลบอยู่หลังมู่เหลียง และเข้าใจได้ทันทีว่าอสูรจิตอัสนีไม่ยอมให้เธอขี่

“ตัวของมันมีกระแสไฟวิ่งไหลผ่านอยู่ มันจะทำร้ายเธอหากขึ้นไปขี่มัน”

มู่เหลียงพูดอย่างเหนื่อยใจ

ในช่วงเวลานี้อสูรจิตอัสนีนั้นยังไม่สามารถควบคุมพลังของมันได้

“ไม่น่ารักเหมือนตอนแรกเลย”

ลี่ลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่น้อยใจ

ลี่เยว่เองก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้อสูรจิตอัสนีอีกแล้ว เพราะเห็นสายฟ้าที่พุ่งออกมาจากตัวของมันกระทบกับพื้นจนเกิดรอยดำไหม้ขึ้น

ลี่เยว่กลับกระซิบถาม

“มู่เหลียง ควรจะตั้งชื่อให้มันนะ”

“ในเมื่อมันมีสีม่วงทั้งตัว งั้นต่อจากนี้มันจะมีชื่อว่าเสี่ยวจื่อ”

มู่เหลียงคิดชื่อนี้ไว้แล้ว และง่ายต่อการจำของเขา

ครือ ครือ

อสูรจิตอัสนีส่งเสียงออกมาราวกับไม่พอใจกับชื่อใหม่ที่มันได้

มู่เหลียงมุมปากยกสูงขึ้น เขาคิดว่าเจ้าอสูรตัวนี้อวดดีเกินไป

เขายกมือขึ้นและแตะไปที่จมูกของมัน พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม

“ตั้งแต่นนี้ไป แกต้องอาศัยอยู่ในตำหนักเจ้าเมือง หากต้องการออกไปข้างนอก อย่าได้ไปทางเมืองเด็ดขาด ถ้าเกิดหิวขึ้นมาแกสามารถออกไปล่าพร้อมกับราชาหมาป่าจันทราได้”

ครืออ

อสูรจิตอัสนีส่งเสียงออกมาจากลำคอและพยักหน้าตอบรับ

ก่อนที่มันจะเดินเข้าไปในตำหนักเจ้าเมืองและนอนลงข้างกำแพงตำหนัก

ลี่เยว่กระพริบตามองหลายครั้ง ก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นมาได้

เธอโน้มตัวเข้าไปหามู่เหลียงและถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“มู่เหลียง..เกล็ดของเสี่ยวจื่อ นายว่ามันเอาไปสร้างอาวุธวิญญาณได้ไหม”

“เดี๋ยวฉันลองดู”

มู่เหลียงมุมปากยกสูงและยิ้มออกมา พร้อมกับแววตาที่เป็นประกาย

อยู่ๆ เสี่ยวจื่อก็สั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

ราวกับมันกำลังจะเจอเรื่องร้ายๆ

“มู่เหลียง!! ฉันเห็นแล้ว”

อยู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากฟากฟ้า พร้อมกับร่างเงาสีดำที่บินโฉบลงมา มันคือซิไป่ฉี

“เห็นอะไร”

มู่เหลียงถามอย่างเป็นกันเอง

ซิไป่ฉีเก็บปีกของเธอ พร้อมกับนัยน์ตาที่เปลี่ยนกลับมาเป็นสีทอง

ก่อนที่เธอจะพูดอย่างตื่นเต้น

“ฉันเห็นป่าว่านกู่อยู่ข้างหน้านี้”

“เห็นป่าว่านกู่แล้วงั้นหรอ?”

มู่เหลียงถึงกับตกใจ

“ใช่ มันอยู่ข้างหน้านี้เอง”

ซิไป่ฉีพยักหน้าหลายครั้ง

มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้นและถาม

“พาฉันไปดูได้ไหม”

“ได้”

เมื่อพูดจบใบหน้าของซิไป่ฉีก็แดงขึ้นมาเล็กน้อย

แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง พร้อมกับรัศมีพลังที่เพิ่มขึ้น ปีกอันใหญ่ถูกกางออก

ซิไป่ฉีเข้าไปกอดมู่เหลียงเอาไว้ และกระพือปีกอย่างแรงจนเกิดกระแสลมที่รุนแรงขึ้นรอบๆ

ทั้งสองพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า โดยสูงขึ้นไปจากเมืองเต่าทมิฬมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ทั้งคู่ลอยอยู่บนท้องฟ้า 300-400 เมตร

“นั้นไงป่าว่านกู่อยู่ตรงนั้น”

ซิไป่ฉีพูดขึ้น

ผมของมู่เหลียงปลิวไปมาจากกระแสลม เขาหันไปมองตามที่ซิไป่ฉีพูด

สิ่งที่เขาเห็นคือเงาดำทอดยาวปกคลุมไปตลอดสุดลูกหูลูกตา

ด้วยสายตาที่ทรงพลังของมู่เหลียงทำให้เขาเห็นได้ว่าเงาดำพวกนี้คืออะไร มันคือเสาหินและดินที่ก่อตัวเป็นเสา

เท่าที่ตาเห็นไม่มีต้นไม้สักต้นในป่าว่านหู แต่เสาหินและดินพวกนี้เหมือนกับต้นไม้ที่ไร้ใบ

ฟิ้ว!

มีกระแสลมพัดรุนแรงตลอดในป่าว่านกู่ ทำให้ทรายและฝุ่นเต็มชั้นอากาศไปหมด

“สภาพแวดล้อมแย่มาก”

มู่เหลียงขมวดคิ้ว

ซิไป่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำ

“เราควรลงไป ไม่งั้นลมและทรายจะพัดพวกเราออกไปไกลกว่านี้”

“งั้นกลับกันเถอะ”

มู่เหลียงพยักหน้า

ซิไป่ฉีร่อนลงมาอย่างรวดเร็ว และนำมู่เหลียงกลับมาที่เมืองเต่าทมิฬ

“ป่าว่านกู่อยู่ข้างหน้าจริงรึป่าว”

สาวๆ เริ่มยิงคำถามขึ้น

มู่เหลียงพยักหน้าและตอบ

“ใช่ แต่คงใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่จะไปถึง”

สภาพมันไม่ต่างจากหุบเขาที่ไร้ชีวิต ยังต้องเดินทางผ่านป่าหว่านกู่เข้าไปอีกกว่าจะถึงป่าไพศาลเหี่ยวเฉา

แล้วป่าหว่านกู่ก็เต็มไปด้วยแท่งหินหนา สูงใหญ่ เต่าทมิฬไม่สามารถที่จะเดินผ่านเข้าไปได้เลยด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตของมัน

วิธีการเดียวคือส่งคนเข้าไปในป่าและมุ่งหน้าไปยังเมืองปักษาและจับนกกลับมาสักตัวให้มู่เหลียงฝึกฝน

หยางปิงคิดถึงเรื่องพวกนี้ และพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา

“ท่านมู่เหลียงขอกำลังคนให้ฉันด้วย ฉันจะไปยังเมืองปักษาให้ก่อน”

“ไม่จำเป็น เธอคิดหรือว่าเต่าทมิฬน้อยจะผ่านตรงนี้ไปไม่ได้?”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับเลิกคิ้ว

“ได้งั้นหรอ มีทางที่เต่าทมิฬน้อยจะผ่านป่าหว่านกู่ไปได้จริงๆ งั้นหรอ”

ลี่เยว่ถามกลับด้วยความสงสัยทันที

อีกไม่นานเส้นทางข้างหน้าเต่าทมิฬจะเดินต่อไปไม่ได้ เพราะมีแท่งหินและหินสูงใหญ่ขวางอยู่

“ให้ฉันพาบินไปก่อนก็ได้นะมู่เหลียง”

ซิไป่ฉีพูดอย่างติดตลก

“อย่าลำบากเลย ครั้งหนึ่งที่บ้านเกิดของฉันเคยมีคนกล่าวไว้ว่า”

มู่เหลียงมองดูเหล่าหญิงสาวและพูดด้วยน้ำเสียงที่สุขุม

“ที่ใดมีคนที่นั้นมีทาง”

แล้วในขณะเดียวกันเขาก็ส่งความคิดผ่านไปหาเต่าทมิฬน้อย

แอ๊!!!

เต่าทมิฬเงยหน้าขึ้นมาและคำรามสองครั้ง

หลังจากนั้นสองชั่วโมง

เต่าทมิฬก็มาถึงป่าหว่านกู่ และหยุดนิ่งลง

ตูมๆๆๆ ครืน!!! ครืน!!

เมื่อเต่าทมิฬเริ่มก้าวเท้าออกไป ที่ด้านหน้าของมันราวกับมีมังกรที่แหวกว่ายอยู่ใต้ดินพุ่งตรงออกไปด้านหน้าของเต่าทมิฬน้อย

เสาหินและหินมากมายถล่มลงมาทันที เกิดฝุ่นลอยตลบอบอวล

เต่าทมิฬน้อยยังใช้พลังของมันอย่างต่อเนื่อง และทำลายเสาหินและหินที่อยู่ตรงหน้า

ก่อนที่มันจะก้าวเดินต่อเข้าไปในป่าหว่านกู่ โดยทุกอย่างที่อยู่ต่อหน้าเต่าทมิฬน้อยได้ราบเป็นหน้ากอง ไม่ต่างจากถนน

สัตว์อสูรที่ดุร้ายก็ต่างหลบซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกเต่าทมิฬน้อยเหยียบตาย

“.......เหลือเชือเกินไปแล้ว”

เหล่าสาวต่างร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ เมื่อเห็นว่าเสาหินมากมายถูกโค่นล้มลง จนได้กลายเป็นถนนให้เต่าทมิฬเดิน