ตอนที่ 134

บ่ายสองของวันเดียวกัน

แอ๊!!!

เต่าทมิฬส่งกระแสจิตมาบอกมู่เหลียงว่าเจอป่ารกร้างแล้ว

“คงนั่งแบบนี้ทั้งวันไม่ได้แล้วสินะ”

มู่เหลียงลุกขึ้นและวางมือจากสิ่งที่ทำอย่างไม่เต็มใจเท่าไร

เขาใกล้ทำเครื่องแบบของทหารรุ่นที่ 1 เสร็จแล้ว เหลือเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างกระดุม เข็มขัด

เมื่อมู่เหลียงมองดูชุดเครื่องแบบทหารที่ดูคุ้นเคย มันก็ทำให้เขาหวนคิดถึงอดีต

“ตอนนี้ขาดแค่สีเท่านั้น”

เขานึกถึงสมัยที่เป็นทหาร

และเสียดายที่เป็นทหารได้แค่สองปี และไม่ได้เป็นตลอดชีวิตของเขา

“นี่ขนาดตัวของสมาชิกในกองกำลังปกป้องเต่าทมิฬ”

ลี่ลี่เดินเข้ามาพร้อมกับม้วนหนังสัตว์

“วางมันไว้ตรงนั้น”

มู่เหลียงโบกมือ

ขนาดของเสื้อผ้านั้นมู่เหลียงเป็นคนตั้งกำหนดหน่วยวัดมาตรฐานของเขา เพื่อที่จะสามารถทำชุดได้พอดีตัวกับทหารทุกคน

และสายการผลิตจำเป็นต้องมีหน่วยวัดที่เหมือนกัน

เพราะงั้นมู่เหลียงเลยได้ตั้งมาตรฐานหน่วยวัดให้กับเมืองเต่าทมิฬใช้เหมือนกันทั้งหมด

“ได้”

ลี่ลี่วางม้วนหนังลงบนโต๊ะ

และเธอก้เหลือบไปเห็นชุดสีขาวที่วางอยู่ และคิดว่ามันดูดีมากๆ

“ไปกันเถอะ ถึงเวลาออกไปล่าแล้ว”

มู่เหลียงเดินออกจากห้องไปทันที

เซียวหงเองก็หยุดทอผ้า และรีบเดินตามออกไปจากห้องทำงาน ด้วยความรู้สึกยินดีที่จะได้สำรวจป่ารกร้างอีกแล้ว

“....”

ลี่ลี่มองไปยังแมงมุมตัวยักษ์ที่เดินหายไปอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นเองเธอก็เข้าใจได้ทันที่ว่าแมงมุมยักษ์ตัวนี้ทรงพลังอย่างมาก แต่มันกลับถูกบังคับให้ถักทอผ้า

และเธอคิดหาว่าเธอเป็นแมงมุมตัวนี้ เธอคงทำลายทั้งห้องทำงานทิ้ง และหนีออกมา

เจ้าสัตว์อสูรตัวนี้มันไม่กลัวเสียหน้าบ้างหรอ?

“สงสัยอะไรอีกล่ะ”

ลี่เยว่เดินมาพร้อมกับคันธนูยาวคู่ใจในมือ และเห็นว่าลี่ลี่กำลังมองดูอะไรอย่างเหม่อลอยเลยทักขึ้น

“อ้ะ…ไม่ๆ ไม่มีอะไร”

ลี่ลี่เกาแก้มด้วยความเขินอายก่อนที่จะสวมหมวกชุดเกราะ

เธอไม่ได้บอกว่าเธอกำลังเห็นใจเจ้าแมงมุมยักษ์ ไม่งั้นเธอคงถูกเพื่อนของเธอล้อไปเป็นปีแน่

“ตามไปเร็ว”

ลี่เยว่เร่งลี่ลี่

เธอวิ่งตามหลังมู่เหลียงไปอย่างติดๆ

“รอด้วย!!”

ลี่ลี่เองก็เร่งฝีเท้าตามไปทันที

มู่เหลียงเดินไปตามถนนสายหลักในเมือง พร้อมกับสองสาวที่ล่องหนอยู่ด้านหลัง และมุ่งไปทางประตูเวยฉาง

ตอนนี้ทุกประตูเมืองยังไม่มีประตู เป็นแค่ทางเข้าโล่งๆ แต่หากสังเกตดูทุกบ้านบนหลังเต่าทมิฬตอนนี้ก็ไม่มีประตูเหมือนกัน

เพราะเวลานี้เมืองเต่าทมิฬขาดแคลนไม้เป็นอย่างมาก และต้องการไม้มาสร้างประตูจำนวนมาก

มู่เหลียงคิดว่าจะใช้หินมาทำประตู แต่หากเป็นแบบนั้นคนธรรมดาก็จะเปิดไม่ได้

มันยากเกินไปที่จะให้คนทั่วไปวิ่งไปบอกเต่าทมิฬให้เปิดปิดประตู และอีกอย่างพูดไปก็คงไม่เข้าใจ

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเต่าทมิฬหลับอยู่ เป็นเรื่องยากเลยที่จะปลุก หากมู่เหลียงไม่บอกให้มันตื่น

และไม่มีทางที่จะรอให้มันตื่นขึ้นมาได้ เพราะเวลานอนของมันนั้นยาวนานกว่าสัตว์อสูรปกติ

หรือการจะให้สัญญาณกับมันผ่านกระดองก็เป็นเรื่องยากอีก เพราะกระดองของมันหนามาก คนธรรมดาก็ไม่ต่างจากมดที่เดินอยู่บนหลังของมัน

คิดภาพว่า เอาคนที่ห่มผ้านวมหนาๆ เอาไว้ และมีมดเดินขึ้นมาหรือทำอะไรสักอย่าง ก็ไม่มีทางรู้สึกหรือเห็น

เพราะงั้นในการปรับเปลี่ยนเมืองและทำสิ่งต่างๆ ล้วนผ่านการสื่อสารทางกระแสจิตทั้งหมด ไม่งั้นเต่าทมิฬคงเทหินดินใส่คนในเมืองไปหลายคน

และเต่าทมิฬเองเชื่อฟังแต่คำพูดของมู่เหลียง ไม่มีใครหน้าไหนสั่งมันได้ คนอื่นที่อยู่ต่อหน้าเต่าทมิฬก็ไม่ต่างจากมดตัวหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้นมู่เหลียงเลยคิดเอาไว้ว่า จะใช้เต่าทมิฬเป็นอาวุธทำลายล้าง หากจำเป็นจริงๆ

เพียงแค่การก้าวเดินของมันก็สร้างความพังพินาศได้เป็นวงกว้างแล้ว

“ประตูที่ทำจากไม้ก็ดูเปราะบางไป”

มู่เหลียงยืนมองประตูกำแพงเวยฉางด้วยความหนักใจ

เขามองโครงสร้างทางเข้าที่สูง 5 ถึง 6 เมตร อย่างไม่สบายใจ และคิดว่าไม้ทั่วไปคงไม่เหมาะถ้าจะเอามาทำประตู เพราะด้วยพลังของผู้ที่แข็งแกร่งก็พอแล้วที่จะระเบิดมันทิ้ง

“งั้นถ้าเอาล้อมาติดไว้ใต้ประตูก็พอจะควบคุมเปิดปิดประตูหินได้อยู่”

อยู่ๆ ความคิดดีๆ ก็แล่นเข้ามาในหัวของมู่เหลียงไม่หยุด

เขานึกถึงฉากในหนังหรือละครที่เขาเคยดูมา และพูดขึ้นเบาๆ

“แต่ไม่มีโซ่ งั้นใช่เชือกที่ทำจากใยแมงมุมสานหนาๆ ก็ได้”

“หรือจะเปิดมันด้วยกลไกน้ำ หากเราทำระบบเฟืองเข้ามาด้วย”

“ไม่ก็ทำมันทั้งสองอย่าง”

มู่เหลียงพูดกับตัวเองไม่หยุด

-ก่อนที่เขาจะหยุดคิดถึง ไม่งั้นเขาจะไม่ได้ไปไหน และกลับไปออกแบบกลไกเปิดปิดประตูแน่

และคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าวันสองวันกว่าจะเสร็จ

มู่เหลียงเก็บความคิดเหล่านี้เอาไว้ในใจ หลังจากผ่านประตูเวยฉาง ก็เป็นถนนอีกสายและเป็นพื้นที่ของเขตการค้าในเมืองที่ตอนนี้เป็นโครงสร้างจากหินหยาบๆ

“หือ?”

หยู่เฟ่ยหยานกำลังถือแบบอาคารเดินตรวจสอบอยู่ ก็เห็นว่ามู่เหลียงเดินมาจากที่ไกลๆ

เธอรีบวิ่งไปหาทันทีด้วยความประหลาดใจ

“มู่เหลียงนายมาทำอะไรที่นี่”

“ฉันกำลังจะออกไปล่าสัตว์แล้วก็ไปเก็บไม้เพิ่ม”

มู่เหลียงเหลือบมองไปยังแผนผังในมือของหยู่เฟ่ยหยาน

เขาเห็นว่าในนั้นมีการเขียนอธิบายเพิ่ม ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่า หยู่เฟ่ยหยานนั้นตั้งใจทำงานนี้มาก

“มู่เหลียง รูปพวกนี้เข้าใจยากเกินไป ช่วยสอนฉันดูแบบพวกนี้ได้ไหม”

หยู่เฟ่ยหยานพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ

เมื่อเห็นแผนภาพพวกนี้เธอเองก็ไม่เข้าใจ และยิ่งดูก็ยิ่งง่วง เพราะเธอไม่เข้าใจอะไรในภาพเหล่านี้เลย

“ได้ เอาไว้หลังจากฉันกลับมาจากออกล่าแล้ว”

มู่เหลียงรู้สึกว่าตัวเองทำให้คนอื่นลำบาก

เขามองไปรอบๆ ก็เห็นภาพของอาคารบ้านที่ถอดแบบมาจากในหนังและละครที่มู่เหลียงรู้จักเพราะงั้นเขาจะรู้รายละเอียดดีกว่าใคร

“ดีเลย!”

หยู่เฟ่ยหยานถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เธออยู่ในถนนการค้ามาวันหนึ่งแล้ว แต่เธอแทบทำอะไรไม่ได้เลย เพราะดูแบบเหล่านี้ไม่ออก ยังมีร้านค้าอีกหลายสิบแห่งที่ต้องไปจัดการอีก

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับผิดชอบงานใหญ่แบบนี้ มันทำให้หยู่เฟ่ยหยานกดดันอย่างมาก

แม่ของเธอเองกำลังดูแลเรื่องการก่อตั้งโรงงาน ซึ่งเธอเองก็ไม่กล้าจะวิ่งไปถามแม่เธอบ่อยๆ และรู้สึกว่าบางครั้งการตัดสินใจของเธอนั้นผิดพลาด

“อย่าคิดมาก ทำผิดก็ไม่เป็นไร”

มู่เหลียงพูดปลอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

ความคิดของเขานั้นบางอันก็ล้ำหน้าเกินไปสำหรับโลกใบนี้ ไม่แปลกที่คนในโลกนี้จะไม่เข้าใจ

“ไม่เป็นไรแน่นะ”

หยู่เฟ่ยหยานเม้มปากถามด้วยความอ่อนแรง

“ฉันจะทำให้ดี”

หยู่เฟ่ยหยานพูดอย่างจริงจัง

“ฉันเชื่อใจเธอ”

มู่เหลียงลูบหัวของหยู่เฟ่ยหยานอย่างไม่ตั้งใจ และทำไปเองโดยไม่รู้ตัว

“ฉัน….ฉันไปทำงานต่อแล้ว!”

หยู่เฟ่ยหยานหน้าแดงขึ้นมาทันที ก่อนที่จะวิ่งหนีไปด้วยความตื่นเต้น โดยถือแบบผังเมืองไปด้วย

“นี่คือพลังของหนุ่มสาวงั้นหรอ?”

มู่เหลียงส่ายหัวพร้อมกับอมยิ้ม

เขาหันไปรอบๆ และรับรู้ถึงสายตาของลี่เยว่ และลี่ลี่ที่มองอยู่ราวกับกำลังจับผิดเขา

“ไปกันเถอะ เราจะไปที่ขุนเขาซานไห่”

มู่เหลียงเลิกคิดเรื่องเล็กน้อย และก้าวเดินต่อ

เขามองไปยังประตูซานไห่ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูเวยฉาง

ทั้งสองประตูไม่ได้ตรงกัน แต่อยู่ขนานๆ กัน

“ประตูเมืองนี้ใหญ่กว่าอันก่อนหน้านี้อีก”

ลี่ลี่มองไปยังประตูซานไห่และอดไม่ได้ที่จะตื่นตกใจ

มันใหญ่กว่าและกว้างกว่าประตูเวยฉางมาก

ประตูแห่งนี้ออกแบบโดยมู่เหลียง และในประตูนี้เป็นเหมือนกับอาคารสามชั้น

ชั้นแรกให้ทหารเข้ามารักษาการและผลัดเปลี่ยนเวร

ชั้นสองจะเป็นที่พัก

ส่วนชั้นสามจะเป็นพื้นที่ของกองกำลัง

“นายท่าน!”

เว่ยกังนำคนออกมาพบมู่เหลียงทันที

“นำอาวุธและอุปกรณ์ล่าสัตว์ออกมา”

มู่เหลียงสั่งอย่างใจเย็น

“รับทราบ”

เว่ยกังขานรับอย่างตื่นเต้น

“ไปเรียกคนอื่นในกองทัพอื่นมาเพิ่มด้วย”

มู่เหลียงคิดว่าเขาจะต้องแบกสัมภาระกลับมาเยอะ เลยต้องหารคนแบกหามเพิ่ม

ส่วนที่เหลือจะอยู่เป็นเวรยามเฝ้าระวังกะดึก

ทั้งสามกองทัพ มีระบบแบ่งเวรทำงานเป็นกะเหมือนกัน กะละแปดชั่วโมง

ตอนนี้คนยังไม่พอเลยแบ่งได้ 3 กะเท่านั้น

ในอนานคตเมื่อขนาดกองทัพใหญ่ขึ้นจะมีการแบ่งกะเป็นสี่กะ หรือหกกะ แต่อาจจะเป็นข้อเสียคือคาดเดาเวลากะไม่ถูก

“รับทราบ”

เว่ยกังได้สั่งให้คนของเขาไปแจ้งกับหน่วยลาดตระเวน

มู่เหลียงยืนอยู่ที่ทางลงจากเมืองหน้าประตูซานไห่ ที่อยู่เหนือพื้นดินไป 500 เมตร

เขามองออกไปก็เห็นโลกกว้าง วิวที่งดงามของท้องฟ้าสีเทา และภูเขาที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายลูก

หัวใจของเขาอยู่ๆ ก็รู้สึกโล่งขึ้นมาราวกับความรู้สึกกดดันทุกอย่างได้ปลิวหายไป

“หนึ่งบุรุษผู้พิชิตข้าศึกนับหมื่น….”

มู่เหลียงพูดลอยๆ ออกมาก่อนที่จะก้มมองไปยังบันไดหินที่ยื่นออกมาจากกระดองเต่า

มันคือบันไดที่สร้างขึ้นไปตามแนวกระดองของเต่าทมิฬและมีที่กั้นสูงสามเมตรกันคนตกลงไป

ในความสูงจากขุนเขาซานไห่ตรงนี้ แม้แต่ผู้ทรงพลังขั้น 5 หรือ 6 ตกลงไปก็ไม่รอด

เวลานี้มีสามวิธีที่จะขึ้นมาบนเมืองเต่าทมิฬ

และทางที่น่ากลัวที่สุดคือปีนขึ้นมาแต่ก็เสี่ยงที่จะเจอเซียวหงกับเสี่ยวไก

อีกทางที่จะเข้าสู่เมืองเต่าทมิฬได้ง่ายที่สุดคือจากท้องฟ้า

สุดท้ายทางที่ปลอดภัยที่สุดคือบันไดหินที่ไล่ไปตามแนวกระดองเต่าทมิฬ

ปราการซานไห่เป็นแค่ด่านสุดท้ายยังมีอีกสองด่านที่อยู่เบื้องล่างอีก

หากใครต้องการจะเข้ามาค้าขายกับเมืองเต่าทมิฬในอนาคตก็จำเป็นต้องผ่านถึงสามด่าน ไม่งั้นพวกเขาจะเข้ามาไม่ถึงเมือง

และสถานที่กองกำลังปกป้องตัวเองอยู่คือด่านสุดท้ายปราการซานไห่ และเป็นจุดตรวจคนเข้าเมืองด้วย

“นายท่าน”

ซานหยางรีบนำคนของเขามารับภารกิจ

“ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาทุกคนไปดูสถานที่ที่ทุกคนจะต้องไปประจำการในอนาคต”

มู่เหลียงเดินไปยังบันไดหินทันที

“รับทราบ”

ทุกคนขานรับพร้อมกัน