ตอนที่ 83

ช่วงบ่ายๆ ของวันเดียวกัน

ที่บ้านหลังใหม่ของเว่ยกัง บ้านหลังนี้ดูเล็กกว่าบ้านหลังเก่าของเขา แต่เขาก็ชอบมันมาก

มันแบ่งออกเป็นสามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องครัว และหนึ่งห้องน้ำ อีกทั้งยังมีลานบ้านให้อีกด้วย และอีกหนึ่งสิ่งที่ดีกว่าบ้านหลังเก่าเลยคือที่นี่สะอาดกว่าและสิ่งแวดล้อมดีกว่า

ตอนนี้เว่ยกังกำลังตัดไม้ที่เตรียมมาด้วยเพื่อจะทำเตียงนอน

“สามี! ฉันจะพาลูกหลันไปที่เนินสูงเพื่อฝากเป็นสาวรับใช้ของท่านหยู่จู”

ซูเอ๋อเดินจูงลูกสาวมาหาเว่ยกังที่นั่งทำงานอยู่

“ห้่ะ!”

เว่ยกังถึงกับชะงักไปก่อนที่จะหันกลับมาหาสองแม่ลูก และมองลูกสาวของเขาที่เป็นเด็กดีทำตัวว่านอนสอนง่ายมาตลอด

เขาถึงกับคิ้วขมวดเข้าหากันและถามต่อทันที

“ลูกหลันยังเด็กอยู่เลย เร็วเกินไปรึป่าวที่จะไปเป็นสาวใช้?”

“ไม่เด็กแล้ว ลูกหลันอายุต้อง 13 ปีแล้ว สมัยก่อนฉันอายุได้ 12 ปีก็ถูกฝากไปเป็นสาวใช้แล้ว”

ซูเอ๋อยกมือขึ้นไปลูบหัวของเด็กสาวเบาๆ และพูดว่า

“อีกอย่างฉันไม่ได้ให้ลูกของเราไปรับใช้ใครทันที แต่ให้ติดตามและอยู่ในการดูแลของฉันไปก่อนจนกว่าเธอจะคล่อง”

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซูเอ๋อก็ตั้งใจจะพาลูกสาวของเธอไปฝากตัวเป็นสาวใช้ และเธอเองก็จะอยู่ดูแลสอนงานลูกสาวเธออีกปีสองปีถึงจะให้เธอเป็นสาวใช้ติดตามท่านหยู่จูหรือคุณหนูหยู่เฟ่ยหยาน

“แต่…”

เว่ยกังดูลังเลไม่น้อย เขายังไม่อยากให้ลูกสาวตัวน้อยของเขาออกจากบ้านไป

“จะมาตงมาแต่อะไรอีก! อย่าลืมสิ เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์แล้ว ตอนนี้เราอยู่เมืองเต่าทมิฬ”

ซูเอ๋อเริ่มบ่นชุดใหญ่ใส่เว่ยกังไม่หยุด

“คนเดียวที่เราพึ่งพาได้คือท่านหยู่จู หากเราส่งลูกสาวของเราไปเป็นสาวใช้ของท่าน ฉันจะได้มีสายสัมพันธ์กับท่านหยู่จูเมื่อตอนฉันแก่ตัวลง”

“ถ้างั้นก็ไปพรุ่งนี้เถอะ…วันนี้พักผ่อนก่อนจะดีกว่า”

เว่ยกังพยายามยื้อเวลาให้ลูกสาวอยู่ที่บ้านอีกสักวันก็ยังดี

“ไม่ล่ะ! ฉันเป็นห่วงท่านหยู่จู”

ซูเอ๋อส่ายหัว ด้วยสีหน้าหนักใจ

“นายท่านหยู่จูบาดเจ็บหนัก และตอนนี้ไม่มีใครรับใช้เธอเลยสักคน”

“บ้าน่า ที่นั้นจะไม่มีสาวใช้เลยสักคนงั้นหรอ?”

เว่ยกังนึกถึงสาวๆ ที่ติดตามมู่เหลียง

“เว่ยกัง!! นี้เจ้าให้ปีศาจราคะบังตาอีกแล้วรึไง?”

ซูเอ๋อทำท่าเท้าเอว ก่อนที่จะพูดด้วยความโมโห

“เด็กสาวเหล่านั้นไม่ใช่สาวใช้ทั่วไปแน่ และพวกเธอคงรับใช้แต่เจ้าเมืองเต่าทมิฬเท่านั้น นี้สามีไม่รู้จริงๆ งั้นหรอ!”

“ระ-รู้แล้วๆ”

เว่ยกังใบหน้าซีดเซียวขึ้นมาทันทีพร้อมกับพยักหน้างกๆ

“เฮ้อ….สามีฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

เมื่อเห็นท่าทางของเว่ยกังทำให้ซูเอ๋อถึงกับถอนหายใจ

“อยากแรกเลยพวกเธอไม่น่าจะใช่สาวใช้ และคงมีหน้าที่สำคัญเป็นของตัวเอง อยากได้ประเมินพวกนางต่ำเกินไป ไม่งั้นมันจะสร้างปัญหาให้พี่ได้”

ซูเอ๋อนั้นไม่ต้องการให้สามีที่ซื่อบื้อของเธอไปทำอะไรให้คนอื่นขุ่นเคืองใจ และสร้างปัญหาขึ้นในอนาคต ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงกว่านั้นก็ชัดเจนแล้วว่า พวกเขาต้องเป็นบุคคลสำคัญของเมืองเต่าทมิฬ

“เข้าใจแล้ว”

เว่ยกังพยักหน้าอีกที

“อีกอย่าง….ถึงจะได้เป็นสาวใช้แล้วก็ตาม แต่ฉันก็กลับรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี”

ซูเอ๋อส่ายหัว ก่อนที่จะพูดต่อ

“สามีเองก็อย่ามัวแต่นั่งทำอะไรแบบนี้อยู่เลย จัดตั้งทีมนักล่าแล้วไปหาท่านเจ้าเมืองโดยเร็วเถอะ เผื่อท่านจะมีงานหรือภารกิจให้ทำ”

“แต่เตียงนอนคืนนี้ยังไม่เสร็จเลยนะ”

เว่ยกังพูดก่อนที่จะก้มมองดูโครงไม้ที่ยังทำไม่เสร็จ

“ค่อยมาทำมันตอนกลางคืนก็ได้ ตอนนี้สามีควรทำสิ่งที่ลูกผู้ชายเขาทำกันก่อน”

ซูเอ๋อจูงลูกสาวที่แสดงสีหน้ามึนงงออกไป

“เข้าใจแล้ว”

เว่ยกังขานรับ ก่อนที่จะวางไม้และอุปกรณ์ช่างในมือ

“พ่อของลูกสมองทึบจริงๆ ต้องให้ผู้หญิงอย่างแม่คอยสั่งสอนตลอด”

ซูเอ๋อบ่นให้เว่ยหยู่หลันฟัง

ก่อนที่เธอจะสอนสิ่งต่างๆ ให้ลูกสาวของเธอเพิ่มเติม

“จำเอาไว้นะลูก….เมื่อไรที่ลูกเป็นสาวรับใช้ของท่านหยู่จูแล้ว ในวันข้างหน้าลูกต้องมีสายตาที่เฉียบแหลม และรู้จักสงบปากสงบคำ และต้องรู้จักทำให้จิตใจผ่องใสอยู่เสมอ”

“ลูกเข้าใจแล้ว”

เว่ยหยูหลันแสดงสีหน้าสงสัย แต่ก็พยักหน้ารับ

“ไม่จำเป็นหรอกว่าลูกจะเข้าใจสิ่งที่แม่พูดตอนนี้รึป่าว เอาเป็นว่าจำเอาไว้ และสักวันลูกจะเข้าใจเอง”

ซูเอ๋อก็ไม่ได้หวังว่าลูกสาวของเธอจะเข้าใจตอนนี้ แต่เธอจะค่อยๆ สอนไปที่ละนิด ให้มันซึมซับเข้าไปในใจของลูกสาวเอง

ขณะที่เดินไปยังเนินสูง ซูเอ๋อก็กระซิบบอกอีกว่า

“ที่นั่น เขาไม่เลี้ยงดูคนเกียจคร้านจำไว้ ลูกต้องขยัน และหาสิ่งใดทำอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าสิ่งนั้นจะดูไร้ความหมายก็ตาม”

“ลูกเข้าใจแล้ว”

เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังของแม่เธอเว่ยหยูหลันก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเชื่อฟังเท่านั้น

“หลังจากขึ้นไปแล้วลูกห้ามวิ่งหรือเดินไปไหนคนเดียวเด็ดขาดรู้ไหม”

ซูเอ๋อกำชับกับลูกสาวอีกครั้งก่อนที่จะเดินขึ้นบันไดไปบนเนินสูง

“อือ”

เด็กสาวขานรับอย่างเชื่อฟัง

ซูเอ๋อพาลูกสาวเดินขึ้นบันไดมาไม่นานก็มาถึงชั้นบนสุด

ทั้งสองเห็นหญิงสาวผมขาวที่สวมหน้ากากยืนอยู่พร้อมกับคันธนูและลูกศรในมือ

“คุณผู้หญิง เรามาที่นี่เพื่อเข้าพบท่านหยู่จู”

ซูเอ๋อพูดอย่างใจเย็น

แต่เมื่อเว่ยหยูหลันมองไปยังมือของแม่เธอก็เห็นว่ามันกำลังสั่น ด้วยความหวาดกลัว

“เข้าไปสิ เธออยู่ด้านในบ้านทางซ้าย”

ลี่เยว่จ้องมองสองแม่ลูก ก่อนที่จะละสายตาและชี้ไปทางบ้านที่อยู่ด้านหลัง

ก่อนที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก

“แล้วอย่าได้เดินซี้ซั้วไปที่อื่นละ ไม่งั้นอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ได้”

“รับทราบแล้วคุณผู้หญิง”

ซูเอ๋อโค้งรับอย่างนอบน้อม

และพาลูกสาวของเธอไปยังบ้านด้านหลังทางซ้าย

มันทำให้เธอนึกถึงคำพูดของเว่ยกัง และได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“หญิงสาวแบบนี้จะเป็นสาวใช้ได้ยังไงกัน หากเป็นนักฆ่าสิจะไม่แปลก”

ก่อนที่เธอจะกระซิบข้างหูของลูกสาวอีกครั้ง

“ในอนาคตหากว่าลูกได้มาทำงานที่นี่แล้วจริงๆ อย่าได้ทำตัวโดดเด่นหรือแข่งขันกับใครเด็ดขาด…เข้าใจไหม ไม่งั้นมันจะนำภัยมาสู่ตัวของลูกเอง”

“หนู…จะไม่ทำ”

เด็กสาวส่ายหัวเบาๆ

“ลูกยังเด็กเกินไป”

ซูเอ๋อมองดูใบหน้าที่ไร้เดียงสาของลูกสาวอย่างอ่อนโยน และลูบหัวเธอเบาๆ

เว่ยหยูหลันนั้นก้มหน้าลงเล็กน้อย และให้แม่ของเธอลูบหัว

“เรามาถึงแล้ว อย่าได้พูดสิ่งใดอีก”

ซูเอ๋อเตือนอีกครั้ง

ก่อนที่จะเดินไปยังประตูบ้านหลังที่ลี่เยว่บอก และเรียกเบาๆ

“ท่านหยู่จูนี้ฉันเอง ซูเอ๋อเจ้าค่ะ”

“เข้ามา”

เสียงที่ดูเรียบๆ แต่ก็ดูอ่อนโยนตอบกลับออกมา

ซูเอ๋อกวักมือให้ลูกสาวเดินตามเธอเข้ามาในบ้าน

เมื่อเข้ามาถึงเธอก็เห็นว่าหยู่ฉินลานนอนผิงกับหัวเตียง และกำลังเขียนอะไรบางอย่างบนหนังสัตว์

“ท่านหยู่จู…ท่านยังบาดเจ็บอยู่ ควรพักผ่อนให้มากกว่านี้นะ เจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อรีบเข้าไปใกล้ๆ และตรวจดูอาการบาดเจ็บ ราวกับคนใกล้ชิด

“การนอนหลับมันทำงานไม่ได้ ตอนนี้ฉันสบายดีแล้วไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

หยู่ฉินหลานยกแผ่นหนังขึ้นให้ซูเอ๋อดูแผล

ก่อนที่เธอจะหันไปเห็นเด็กสาวที่ติดตามซูเอ๋อมาด้วย เธอจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ซูเอ๋อ เด็กสาวคนนี้คือลูกสาวเธองั้นหรอ”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ฉันเองก็ได้สั่งสอนเธอไว้มากมายแล้ว และต้องการให้เธอมาเป็นสาวใช้ของท่านหยู่จูด้วย”

ซูเอ๋อพูดอย่างนอบน้อม

“เลิกเรียกฉันว่าหยู่จูเถอะ ตอนนี้ฉันไม่ใช่นายหัวของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์อีกแล้ว”

หยู่ฉินหลานนั้นส่ายหัว และพูดด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย

“นอกจากนี้…ฉันเองก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมารับใช้อีกแล้ว ฉันว่าเธอควรพาแม่หนูคนนี้ ไปหาเจ้าเมืองจะดีกว่า”

หยู่ฉินหลานนั้นรับรู้ถึงสถานะของตัวเองดี และต้องชัดเจนกับมัน

เวลานี้การรับสาวใช้สักคน เธอเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ

หากไม่ได้รับอำนาจจากมู่เหลียง

“....แต่ท่านหยู่จู….ยังบาดเจ็บอยู่ ต้องมีคนดูแล”

ซูเอ๋อพูดด้วยความกังวล

ก่อนที่นำเสียงของหยู่ฉินหลานจะดูดุขึ้น

“ซูเอ๋อ….ฉันบอกชัดเจนแล้วนะ ฉันไม่ใช่นายหัวของที่นี่ หรือเจ้าเมืองเต่าทมิฬ”

และยังพูดต่อไปอีกว่า

“ในเมื่อเจ้าเมืองยังไม่มีคนรับใช้ แล้วฉันที่เป็นเหมือนกับบริวารของเขากลับมีสาวใช้เป็นของตัวเองคนอื่นจะมองเช่นไร?”

นี่คือเหตุผลที่แท้จริง ในการไม่รับสาวใช้ของเธอ

เจ้าของสถานที่แห่งนี้ยังไม่มีคนรับใช้ แต่เธอดันมีแบบนี้มันจะเป็นการทำลายชื่อเสียงของมู่เหลียง

แล้วจะสร้างความห่างเหินขึ้นระหว่างเขากับเธออีกด้วย

“ซูเอ๋อเข้าใจแล้ว”

ซูเอ๋อแม้จะลังเลใจแต่ก็ก้มหัวยอมรับอย่างช่วยไม่ได้

“ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันหรอก ข้างๆ ฉันยังมีเฟ่ยหยานทั้งคน”

หยู่ฉินหลานผายมือไปทางลูกสาวของตัวเองที่นอนอยู่เตียงข้างๆ

“จริงด้วยเจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อชำเลืองมองไปยังหยู่เฟ่ยหยานที่กำลังหลับอยู่ แต่สีหน้าและแววตาของเธอก็ยังไม่หมดความกังวลใจ

ก่อนที่เธอจะพาเว่ยหยูหลันไปยังบ้านใหญ่หลังกลางของเนินแห่งนี้