หยู่ฉินหลานเดินเข้ามาในห้องโถงในบ้าน และเห็นว่ามู่เหลียงกำลังขีดเขียนอะไรอยู่บนโต๊ะ
เธอมองไปรอบๆ ด้วยท่าทางสงบนิ่ง และถามขึ้น
“ลี่เยว่ไปแล้วงั้นหรอ”
“อือ ไปแล้วฉันพึ่งไปส่งเธอเมื่อครู่”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับใช้ดินสอถ่านขีดเขียนต่อไป
ร่องรอยความลำบากใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันงดงามของหยู่ฉินหลาน
เธอเดินมาที่โต๊ะที่มู่เหลียงนั่งอยู๋ และก้มลงมาถามมู่เหลียงอีกครั้ง
“เตรียมพร้อมสำหรับการประชุมแล้วใช่ไหม”
“ใช่ แค่รอทีมนักล่ามาถึงเท่านั้น”
มู่เหลียงชี้ไปที่ข้างๆ และยิ้มเล็กน้อย
“ฉันต้องการให้เธอมาเป็นคนจดการประชุมนี้ มาเป็นเลขาให้ฉันหน่อย”
“ห้ะ เลขา?”
หยู่ฉินหลานแสดงสีหน้าที่แปลกใจ
“ไม่เพราะงั้นหรอ งั้นเอาเป็นเลขาสาวแล้วกัน….ว่าไง?”
มู่เหลียงพูดพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง
“แค่เลขาก็พอ”
เมื่อหยู่ฉินหลานเห็นรอยยิ้มของมู่เหลียงก็รู้สึกได้ทันทีว่าตำแหน่งเลขาสาวคงเป็นอะไรที่แปลกๆ แน่นอน
“เวลานี้เมืองเต่าทมิฬนั้นยังขาดอะไรอีกหลายอย่าง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคง”
มู่เหลียงพูดอย่างสุขุม
“งั้นฉันจะจดสิ่งที่นายพูดทั้งหมดลงไป”
หยู่ฉินหลานนั้นดึงผมข้างหูมาเล่นตรงแก้มของเธอ
แตะๆ
หยู่เฟ่ยหยานและมินโฮวิ่งเข้ามาในห้องโถงอย่างรีบร้อน
หยู่เฟ่ยหยานรีบไปยืนอยู่ด้านหลังแม่ของเธอ ก่อนที่จะแลบลิ้นใส่มู่เหลียงอย่างขี้เล่น
หยู่เฟ่ยหยานตื่นสาย นั้นเพราะนานมากแล้ว ที่เธอไม่ได้นอนอย่างสบายใจแบบนี้ ไม่ต้องรับแรงกดดันอะไร แถมยังมีกลิ่นหอมจางๆ ของใบชาอบอวนอยู่เต็มอากาศไปหมดทำให้เธอหลับลึกมากขึ้น
และหยู่เฟ่ยหยานก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าแม่ของเธอก็ยังไม่ตื่นเหมือนกัน
เมื่อคืนทั้งคู่สองขอตัวกลับมาพักผ่อนก่อน แต่เมื่อตื่นกลับไม่เห็นลี่เยว่แล้ว
นั้นแปลว่าทั้งคู่นอนหลับไปนานมาก
มินโฮยืนอยู่ข้างๆ มู่เหลียงด้วยสีหน้าใสซื่อ
เธอโน้มหัวมาใกล้ๆ มู่เหลียงและกระซิบเบาๆ
“พวกเขามาถึงแล้ว”
…..
เมื่อสิ้นเสียงของมินโฮ เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่ก็ดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน
เว่ยกังได้นำสมาชิกทีมนักล่าทั้งสิบหกคนมายังห้องโถงในบ้านของมู่เหลียง และทุกคนต่างแสดงสีหน้าที่จริงจัง และดูองอาจอย่างมาก
ทั้งหมดแสดงความเคารพพร้อมกัน
“ท่านเจ้าเมือง!”
“เว่ยกัง…นั่งก่อน”
มู่เหลียงโบกมือเบาๆ ส่วนคนอื่นๆ เพียงแค่ยืนรอฟังเท่านั้น
“ขอรับ”
เว่ยกังนั่งลงอย่างสุภาพ
ในขณะที่สมาชิกทีมคนอื่นๆ ก็ถอยออกไปยืนพิงติดกำแพงเพื่อรอฟังอย่างเงียบๆ
“โทษที…ฉั–น ฉันมาสาย”
โหย่วเฟ่ยนั้นวิ่งมาถึงห้องโถงด้วยสีหน้ามึนงง
หลังจากส่งลี่เยว่แล้วเธอก็กลับไปยังห้องทำงานของเธอ ก่อนที่จะเผลอหลับไป แต่ยังดีที่มินโฮนั้นไปปลุกเธอให้มาเข้าร่วมการประชุม
“นั่งก่อน”
มู่เหลียงพูดและชี้ไปยังที่นั่งที่ว่างอยู่
“อ-อือ”
โหย่วเฟ่ยนั่งลงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
“......”
มู่เหลียงมองไปยังโหย่วเฟ่ย และห็นว่าทรงผมของเธอมันกระเซอะกระเซิงมาก แต่เขาก็ไม่พูดอะไร และสนใจให้กับการประชุมมากกว่า
“จากนี้ไปจะเริ่มประชุมการเปลี่ยนแปลงของเมืองเต่าทมิฬ”
มู่เหลียงกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“รับทราบ”
ทุกคนพยักหน้ารับ
“ก่อนอื่นเลย ต่อจากนี้ไปเมืองเต่าทมิฬจะมีการเก็บภาษี”
มู่เหลียงพูดจบก็มองไปรอบๆ และพูดต่ออย่างใจเย็น
“สถานที่แห่งนี้จะถูกเรียกว่าคฤหาสน์เจ้าเมือง และทุกวันจะมีงานมอบหมายถูกส่งออกไป คนไหนที่ทำงานได้สำเร็จจะได้รับแต้มสะสม”
เมื่อพูดจบทุกคนยังนิ่งเงียบอยู่นั้นแปลว่าทุกคนไม่ได้สงสัยอะไร
“เว่ยกัง งานที่ฉันจะมอบให้จะเป็นงานเฉพาะทางทั้งหมด เช่น การเข้าเวรยามกลางคืน ออกล่าสัตว์ และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการใช้กำลังคน จะเป็นงานของคุณทั้งหมด”
“รับทราบ”
เว่ยกังพยักหน้าอย่างเคารพ
“เมืองเต่าทมิฬจะไม่เลี้ยงดูหรือแจกจ่ายอาหารให้กับใครอีกต่อไปในอนาคต แต่ทุกคนสามารถเอาแต้มสะสมมาแลกเปลี่ยนอาหารได้”
มู่เหลียงเริ่มอธิบายสิ่งต่างๆ มากขึ้นและบอกความหมายของแต้มสะสม
แต้มสะสมจะเป็นสกุลเงินชั่วคราวของเมืองเต่าทมิฬ แต่เมื่อมีประชากรมากขึ้นทรัพยากรมากขึ้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในอนาคต
“รับทราบ”
เว่ยกังขานรับ
ความจริงแล้ว สำหรับทีมนักล่าทั้งหมดในที่นี่นั้น พวกเขากลับโล่งใจอย่างมากที่สามารถทำอะไรสักอย่างเพื่อหาแต้มสะสมมาแลกอาหารได้
พวกเขาไม่สบายใจอย่างมาก ที่อยู่กินในเมืองเต่าทมิฬอย่างไร้ประโยชน์ เพราะสถานที่แห่งนี้ดีกว่ากลุ่มทะเลสาบพระจันทร์มาก และไม่ต้องกังวลเรื่องแหล่งน้ำเลย อีกทั้งยังมีสภาพแวดล้อมที่ดีอีก
และพวกเขายิ่งรู้สึกไร้ค่ามากขึ้นไปอีก หลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืนมากับการออกล่าครั้งแรกในเมืองเต่าทมิฬ
พวกทีมนักล่าทั้งหลายไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป พวกเขาคิดมาก และพวกเขาต้องแสดงคุณค่ากับเมืองแห่งนี้ เพราะพวกเขากลัวถูกขับไล่ออกไปสักวันหนึ่ง
สุดท้ายแล้วคงไม่มีใครสนับสนุนผู้คนที่เกียจคร้าน
“นอกจากงานเฉพาะทางแล้ว ที่คฤหาสน์เจ้าเมืองนั้นยังมีงานอื่นๆ อีกที่จะมอบหมายให้กับทุกครัวเรือน”
มู่เหลียงเริ่มหางานให้กับชาวเมืองของเขาไว้ทำบ้างแล้ว
“กรุณาแจ้งงานเหล่านั้นได้เลยขอรับ”
แววตาของเว่ยกังนั้นส่องเป็นประกายอย่างมากด้วยความยินดี
เมื่อเขาได้ยินว่าจะมีงานให้ทุกครัวเรือน ทำให้ความกลัวที่จะถูกขับไล่ออกไปนั้นหายไปทันที
“ตอนนี้คฤหาสน์เจ้าเมืองยังขาดอะไรหลายอย่าง ทั้งโต๊ะไม้ ของที่ทำจากเหล็ก เครื่องเรือนต่างๆ”
มู่เหลียงยกนิ้วขึ้นนับ ก่อนที่จะพูดต่อไป
“และไม่ต้องกังวลว่าจะทำไม่เป็น ที่คฤหาสน์เจ้าเมืองมีแบบแปลนสำหรับสร้างทุกสิ่ง หากว่าทุกคนทำตามแบบแปลนที่ทำให้ได้อย่างดี ก็จะได้รับแต้มสะสมไป”
มู่หลียงยังต้องการเครื่องเรือนอีกหลายชิ้น ซึ่งไม่ใช่ทำจากแผ่นไม้ประกบกันเฉยๆ
นี้ไม่ใช่เพื่อแสวงหาความหรูหราแต่อย่างใด แต่เพื่อที่จะทำให้ทุกคนมีงานมีการทำ
เครื่องเรือนง่ายๆ สามารถทำได้หลายชิ้นภายในหนึ่งวัน
แต่สำหรับเครื่องเรือนที่ดูงดงาม หนึ่งชิ้นจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน
งานพวกนี้จะทำให้ทุกคนมีอาชีพ ระหว่างที่อาศัยอยู่ในเมืองเต่าทมิฬ
“เราจะส่งคำขอไปยังแต่ละบ้าน และจะรอดูผลงานเมื่อเสร็จแล้ว”
“ส่วนงานอื่นๆ ที่เฉพาะทาง ฉันจะเขียนใบประกาศบอกอีกที”
มู่เหลียงจะทำป้ายประกาศไว้แถวๆ ทางขึ้นเนินสูง เพื่อติดประกาศงานในอนาคต
“คือ….”
อยู่เว่ยกังก็ทำเสียงดูลำบากใจขึ้น
เขารู้ว่าคนส่วนใหญ่นั้นอ่านเขียนไม่ได้ เพราะงั้นการติดประกาศงานนั้นจะไร้ค่าเพราะทุกคนอ่านไม่ออก
“ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น ฉันจะให้เลขาของฉันรับผิดชอบงานนี้ และคอยแจ้งงานให้กับทุกคนทราบไปก่อนในช่วงแรกๆ”
เมื่อเห็นท่าทางของเว่ยกังมู่เหลียงก็เข้าใจได้ทันที ว่าเขากำลังคิดมากเรื่องใด
ก่อนที่เขาจะหันไปทางหยู่ฉินหลาน
“ฉันจะให้เธอจัดการเรื่องการหางานและแต้มสะสม”
……
“ได้”
หยู่ฉินหลานยิ้มอย่างงดงามออกมา
“และมีอีกเรื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับทีมนักล่าทุกคน”
มู่เหลียงพูดขึ้นและหันไปมองยังทีมนักล่าทั้งหมด
“โปรดบอกมาเลยขอรับ”
เว่ยกังพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“แต้มสะสมยังสามารถเอาไปแลกอย่างอื่นได้อีก ซึ่งทำได้เฉพาะทีมนักล่าเท่านั้น”
มู่เหลียงไม่ได้ปิดบังของดีอีกต่อไป และกระตุ้นให้พวกเขากระหายมากขึ้น
“หากว่าทุกคนมีผลงานที่ดี และมีแต้มสะสมที่มากพอ ทุกคนสามารถเอามาแลกเป็นยาเสริมพลังกายามนุษย์ได้”
ทีมนักล่านั้นมีงานล้นมืออยู่แล้ว เพราะงั้นแต้มสะสมหลังจากใช้แลกอาหารแล้ว ยังเหลืออยู่มาก
หากว่าไม่มอบความกระหายให้กับพวกเขาเลย ไม่ช้าก็เร็วทุกคนก็จะเริ่มเบื่อหน่ายชีวิตที่ซ้ำซากแบบนี้
“ห้ะ?!!”
นักล่าทุกคนต่างตกใจ จนอ้าปากค้างและไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
“แต้มสะสมสามารถเอาไปแลกยาเสริมพลังกายามนุษย์ได้! จริงงั้นหรอ”
ทุกคนต่างไม่เชื่อในคำพูดนี้
“โหย่วเฟ่ย ใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะผลิตยาจากม้วนบันทึกสูตรยาพวกนั้นได้”
มู่เหลียงไม่ตอบ แต่กลับหันไปคุยกับโหย่วเฟ่ยที่กำลัง สับพะงกหลับอยู่
“ห้ะๆ อะไรนะ…..อ๋อ ฉันยังขาดสมุนไพรอีกนิดหน่อย”
โหย่วเฟ่ยพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
เธอนึกถึงสูตรและส่วนประกอบต่างๆ และพืชในสวน
ก่อนที่เธอจะพูดอย่างตื่นเต้นขึ้นมา
“ก็น่าจะใช้เวลาอีกสองสามวัน ยาเสริมพลังกายามนุษย์ก็เสร็จแล้ว!”
“คฤหาสน์เจ้าเมืองนั้นมียาเสริมพลังกายามนุษย์ตั้งแต่ขั้น 1 ถึง 5 ตราบใดที่ทุกคนขยันทำงานและสร้างผลงานอยู่เรื่อยๆ ทุกคนจะมีแต้มสะสมพอที่จะแลกเปลี่ยนยาเสริมพลังพวกนี้”
มู่เหลียงชำเลืองมองไปยังทีมนักล่าทุกคน และใช้แววตาที่ข่มขู่
“อย่างไรก็ตาม หากใครทำผิดต่อเมืองเต่าทมิฬ ผลที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงแค่ออกจากเมืองเต่าทมิฬแน่นอน”
ถ้ามีสิ่งจูงใจแล้ว ก็ต้องมีบทลงโทษให้สมควรด้วย
“ไม่มีวัน”
“มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่คิดหันหลังให้กับเมืองเต่าทมิฬ”
“ใครก็ตามที่กล้าทำ ฉันนี้แหละจะเป็นคนฆ่ามันด้วยมือของฉันเอง”
นักล่าหลายคนเริ่มพูดขึ้นอย่างจริงจังและให้คำมั่นสัญญา
พวกเขากลัวว่าจะมีใครทำเรื่องโง่ๆ ขึ้น และมันจะส่งผลกระทบกับชีวิตของทุกคน
“เอาล่ะ ถ้างั้นการประชุมในวันนี้ก็จบแต่เพียงเท่านี้”
มู่เหลียงโบกมือ เชิงบอกให้ทุกคนกลับไปได้
“ขอรับ”
เว่ยกังลุกขึ้นพร้อมกับคำนับให้ก่อนจะพาทุกคนออกไป
“ต่อจากนี้ไป ฉันหวังว่า…ทุกคนจะตั้งใจ ทำงานที่ฉันมอบให้”
มู่เหลียงหันไปทางหยู่ฉินหลาน
เขาเพียงต้องการกำหนดทิศทาง ส่วนหยู่ฉินหลานจะเป็นคนทำในส่วนรายละเอียดต่างๆ แทน
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะ”
หยู่ฉินหลานตกปากรับคำด้วยกิริยาที่งดงาม
สำหรับเธอแล้วสิ่งนี้น่าสนใจมาก และน่าทำกว่าการผลิตน้ำในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์เสียอีก
“เราจะต้องเปลี่ยนแปลงเมืองนี้ก่อนที่จะถึงเมืองสิบขั้น”
มู่เหลียงไม่หลงลืมการเดินทางไปเมืองสิบขั้น แม้ว่าจะมีเรื่องให้จัดการอีกมากมายในเมืองเต่าทมิฬ
เมื่อไรที่ไปถึงเมืองสิบขั้น เขาจะตั้งใจเก็บรวบรวมผลึกอสูร และหาสัตว์อสูรเลี้ยงตัวใหม่เพิ่มอีก
“ฉันจะทำมันให้ดีที่สุด”
หยู่ฉินหลานพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved