ตอนที่ 35

แล้วลี่เยว่ก็เริ่มอธิบายเกี่ยวกับโรคที่เธอเป็นอยู่ มู่เหลียงเพียงแค่พยักหน้าราวกับเข้าใจ เขาได้รู้จักโรคที่ชื่อว่าผีมายา และเหตุใดคนถึงต้องกลัวรอยแดงบนหน้าของลี่เยว่

โรคผีมายานั้นเป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง หากผู้ติดโรคนี้ไปแล้วจะคงสติอยู่ได้อีกสิบปี หรืออาจจะสั้นกว่านั้น

เมื่อถึงเวลานั้นจะกลายเป็นสัตว์ปีศาจที่จิตใจบิดเบี้ยว

ทั้งร่างจะเน่าเละ คลุ้มคลั่ง ดุร้าย หมดสิ้นความเป็นมนุษย์อีกต่อไป กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่จ้องจะกัดกินสิ่งมีชีวิตอื่นเท่านั้น

การแพร่กระจายของเชื้อนั้นเกิดได้จากการถูกผู้ติดเชื้อกัดหรือข่วน

ทำให้เมื่อใครก็ตามติดเชื้อนี้ไปแล้ว จะถูกรังเกียจ และถูกขับไล่

เพราะแบบนั้นลี่เยว่ถึงออกตามหาดอกปีกนางฟ้าที่เล่าลือกันว่าสามารถรักษาโรคผีมายาได้

“ทำไม อาการมันเหมือนกับซอมบี้เลยแฮะ”

หลังจากที่ฟังมาเกือบทั้งหมด มู่เหลียงก็นึกถึงหนังซอมบี้ล้างโลกที่เคยดู

แต่มันมีระยะเวลาที่เชื้อจะฟักตัวอีก 10 ปี แต่หากเป็นเชื้อซอมบี้อย่างที่เขารู้จัก เพียงถูกกัดหรือข่วนก็จะกลายร่างในไม่กี่นาทีเท่านั้น

“ซอมบี้คืออะไร?”

ลี่เยว่ถามขึ้นด้วยแววตาที่สงสัย

“มันเป็นตัวที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีมายา”

มู่เหลียงพูดด้วยท่าทางสบายๆ

เขามองไปที่เส้นสีแดงบนหน้าของลี่เยว่ และพยายามที่จะสัมผัสมัน

“อย่า!!!”

ลี่เยว่นั้นก้มหน้าหลบทันที

“เอ้า! ก็เธอบอกเองไม่ใช่หรอว่าต้องถูกกัดหรือข่วนถึงจะติดเชื้อ”

มู่เหลียงใช่มือเชิดคางของหญิงสาวขึ้น

“แต่…แต่ทุกคนต่างหวาดกลัวโรคนี้”

ลี่เยว่กัดริมฝีปากแน่น และนัยน์ตาของเธอก็ดูสั่นไหว

“อย่างน้อยฉันคนหนึ่งแหละที่ไม่กลัว”

มู่เหลียงไม่สนใจและเอามือลูบไปบนเส้นสีแดงบนหน้าของลี่เยว่

เขาลูบลวดลายสีแดงนี้ก่อนจะพูดสิ่งที่คิดออกมาทันที

“อืม…มันอุ่นๆ กว่าจุดอื่น และผิวตรงนี้ก็จะด้านกว่า เหมือนเป็นท่อเล็กๆ”

“อะไร…นายพูดถึงอะไร….ไม่เห็นเข้าใจเลย”

ลี่เยว่นั้นหน้าแดงขึ้นมาทันที และนัยน์ตาสีน้ำเงินของเธอนั้นแสดงออกถึงความเขินอายอย่างมาก

แม้ว่ามือนี้จะซุกซนอยู่บนหน้าของเธออยู่ก็ตาม แต่มันก็เป็นฝ่ามือที่อบอุ่น

ราวกับเมฆหมอกความไม่สบายใจของลี่เยว่ได้ถูกมือนี้ปัดเป่าออกไป ทำให้รู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ความรู้สึกที่เศร้าสร้อย และน้อยใจในโชคชะตาของเธอได้ถูกมือของชายหนุ่มที่ชื่อมู่เหลียงปัดออกไปจนหมดแล้ว

“มู่เหลียง!! ฉันว่านายควรจะพอได้แล้ว”

มินโฮพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจอย่างมาก

หูกระต่ายของมินโฮชี้ตรง แสดงออกถึงความหงุดหงิดอย่างชัดเจน

ตั้งแต่มินโฮเห็นว่ามู่เหลียงลูบหน้าของลี่เยว่ ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ เธอก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก

“อะแฮ่มๆ….”

มู่เหลียงแกล้งกระแอมเบาๆ

ก่อนที่จะลดมือลงอย่างไม่เต็มใจเท่าไร เพราะสุดท้ายเขาก็เริ่มรู้สึกชอบที่จะจับแก้มเล็กๆ ของลี่เยว่ มันเหมือนกับก้อนนิ่มๆ ที่บีบเล่นแล้วสบายใจ

“เออ…คือ…ฉันรู้สึกเอะใจเล็กน้อยเกี่ยวกับอาการของเธอลี่เยว่”

ดูเหมือนว่ามู่เหลียงกำลังทำให้ลี่เยว่นั้นเข้าใจผิด คิดว่ามู่เหลียงคือผู้เชี่ยวชาญในโรคผีมายา

ไม่งั้นไม่มีทางที่ลี่เยว่จะยอมให้มู่เหลียงลูบคลำใบหน้าของเธอเล่นเช่นนี้หรอก

“อะไร เอะใจเรื่องอะไร?”

แม้แต่มินโฮเองก็ถึงกับเอียงหูไปทางมู่เหลียงและถามด้วย

“ใช่…มู่เหลียงนายเจออะไรงั้นหรอ?”

ตอนนี้มินโฮนั้นรู้สึกเสียใจที่ทำกิริยาหยาบกระด้างแบบนั้นกับลี่เยว่ ทำให้เธอไม่แสดงท่าทีที่หวาดกลัวอีกแล้ว

เมื่อมินโฮรู้เรื่องราวของลี่เยว่ ก็รู้สึกอดสงสารไม่ได้ ลี่เยว่ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นปีศาจเมื่อไร และยังถูกสังคมของมนุษย์รังเกียจอีก

มันยิ่งทำให้มินโฮรู้สึกเจ็บปวดไปกับเรื่องราวเหล่านี้ด้วย

“ตกลง มันมีอะไรรึป่าว”

ลี่เยว่ถามขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่หายประหม่า และอยากรู้ว่ามู่เหลียงเจออะไรเข้า

“ลี่เยว่ เธอพูดใช่ไหมว่าตอนนี้เธอเหลือเวลาไม่ถึงครึ่งปี”

มู่เหลียงพูดขึ้นเพราะรู้สึกผิดสังเกตอะไรบ้างอย่าง และต้องการฟังคำอธิบายจากลี่เยว่

และก่อนที่จะถามต่อไปว่า

“แปลว่าเธอติดเชื้อมามากกว่าสิบปีแล้วใช่ไหม”

“ไม่ ฉันพึ่งติดเชื้อได้ห้าปีเท่านั้น”

ลี่เยว่ตอบก่อนที่จะเม้มริมฝีปาก

“แต่ฉันเองก็ใช้พลังของโรคนี้ด้วย ทำให้เชื้อมันแพร่กระจายเร็วขึ้น”

“โรคนี้มันมอบความสามารถให้ได้ด้วยงั้นหรอ?”

มู่เหลียงถามด้วยความประหลาดใจ

“ใช่ ผู้ติดเชื้อจะได้รับความสามารถพิเศษเหมือนกับพวกกลายพันธ์”

ลี่เยว่มองไปทางมินโฮ ด้วยสายตาที่ดูอิจฉาเล็กๆ ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูซับซ้อน

“แต่มันก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายคือโรคนี้มันจะกัดกร่อนร่างกายเร็วขึ้น”

“ทำให้มีพลัง….เหมือนผู้กลายพันธ์ได้?”

มู่เหลียงถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ และมองไปยังมินโฮที่กำลังแสดงสีหน้ามึนงง

เขารู้สึกว่าสองสิ่งนี้มีอะไรเชื่อมกันอยู่

ดูเหมือนว่าการกลายพันธ์นั้นจะเป็นการที่สามารถผ่านกระบวนการวิวัฒนาการของร่างกายได้สำเร็จ

แต่หากล้มเหลวจะกลายเป็นโรคผีมายาแทน

“ความสามารถที่ฉันได้มาคือสายตาของเหยี่ยว”

ลี่เยว่ได้บอกความสามารถของเธอ

ก่อนที่ดวงตาของลี่เยว่จะเปลี่ยนเป็นดวงตาของเหยี่ยว มันดูแหลมคม ราวกับมองลงมาจากท้องฟ้า

แล้วตอนที่ลี่เยว่ใช้พลังออกมาเส้นสีแดงบนหน้าก็เต้นตุบๆ ขึ้น และยาวขึ้นเล็กน้อย

“พอๆ หยุดเถอะ”

มู่เหลียงเห็นเช่นนั้นจึงห้ามปรามทันที

“แต่หากว่ามีน้ำตานางฟ้ามันจะพอช่วยฉันได้”

ลี่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูผ่อนคลายลง และดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

มู่เหลียงมองไปยังลี่เยว่อย่างสนใจและถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“แล้วแน่ใจได้ไงว่า น้ำตานางฟ้าจะช่วยได้? มันรักษาโรคนี้ได้จริงๆ งั้นหรอ”

“ฉัน…ฉันก็ไม่แน่ใจหรอก แต่นี้คือสิ่งที่เพื่อนของฉันบอกมา”

มู่เหลียงมองตอนที่ลี่เยว่พูด เขาเห็นได้ชัดเลยว่าในแววตาของเธอนั้นไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย

“ถ้างั้นเราก็มาลองดูกัน”

มู่เหลียงไม่ลืมว่าตอนนี้เขามีความสามารถน้ำตานางฟ้าอยู๋

“เรายังลองตอนนี้ไม่ได้ต้องรออีกสิบวัน ให้ดอกนางฟ้านี้สร้างหยาดน้ำค้างขึ้นมาก่อน เราจะได้หยดน้ำตานางฟ้า 1 หยด”

ในขณะที่ลี่เยว่กำลังพูด เธอก็มองดอกปีกนางฟ้าที่อยู่ในอ้อมกอดอย่างทะนุถนอม

“นี้จำที่ฉันพูดก่อนหน้านี้ได้ไหม”

มู่เหลียงทักท้วงขึ้น

“พูดถึงเรื่องไหน?”

ลี่เยว่มองมู่เหลียงด้วยความสงสัย

“ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้”

มู่เหลียงตอบ ก่อนที่เขาจะใช้ความสามารถน้ำตานางฟ้า

ความสามารถนี้มันได้ใช้ ค่าสถานะถึกทนกับปราณ เพื่อจะกลั่นเป็นน้ำตานางฟ้าออกมา

จากปกติที่ใช้เวลาสิบวัน เขาสามารถสร้างออกมาได้ทันที

“นี้คือพลังของฉัน”

มู่เหลียงแบมือออกมา พร้อมกับมีหยดน้ำสีเขียวอ่อนๆ อยู่ในฝ่ามือ

“อะไรนั้น กลิ่นหอมจัง!”

มินโฮถึงกับเลียปากจากกลิ่นหอมนี้

“มู่เหลียง!! อย่าบอกนะว่าหยดน้ำในมือนี้….คือน้ำตานางฟ้านะ!!”

ลี่เยว่ถามด้วยน้ำเสียงที่ตกใจสุดๆ

“ใช่ อย่างที่คิดนั้นแหละ”

มู่เหลียงยกมือขึ้นก่อนที่จะเลี้ยงหยดน้ำไปไว้ที่นิ้ว และแตะไปที่ริมฝีปากของลี่เยว่

“อ้าปาก แล้วดื่มมันเข้าไปซะ จะได้รู้ว่าผลของน้ำตานางฟ้าเป็นเช่นไร”