ตอนที่ 96

ผ่านไปห้าวันหลังจากประชุมครั้งแรก

ตอนนี้หมู่บ้านที่อยู่รอบเนินสูงนั้นถูกเรียกว่าเมืองรอบนอบจากชาวบ้านที่อยู่อาศัย

ในเวลานี้บ้านทุกหลังกำลังพูดคุยเรื่องงานที่ได้รับมาทำกัน

“หากทำตู้นี้เสร็จจะได้แต้มสะสม 3 แต้มใช่ไหม”

“ใช่นายหัวหยู่บอกมาเช่นนั้น”

“แล้วงานของพวกเรามีอะไรบ้าง”

“พวกเรายังมีงานอีกหลายชิ้นที่ต้องทำ ถ้าหากว่าอยากรับงานเพิ่มก็คงเหลือแต่งานช่างเหล็กแล้ว”

“ฉันคงทำไม่ได้หรอก ฉันมีแรงไม่พอ”

“งั้นรีบไปจัดการขัดโต๊ะตัวนั้นให้เรียบร้อยก่อน อย่าให้มีเสี้ยนนะ”

ในลานบ้านแห่งหนึ่งมีครอบครัวนักล่าหลายคนกำลังรวมตัวกันทำเครื่องเรือนอยู่

เพราะเครื่องเรือนเพียงชิ้นเดียว ทำโดยบ้านเดียวจะใช้เวลาหลายวัน

ซูเอ๋อได้เป็นผู้ออกความคิดให้ทุกคนมาช่วยกันทำ และแบ่งแต้มสะสมอย่างเท่าเทียม เพื่องานที่เสร็จเร็วขึ้น และจะได้รับแต้มสะสมไวขึ้น

“นี้ซูเอ๋อ วันนี้เธอไม่ต้องไปคฤหาสน์ท่านเจ้าเมืองแล้วหรอ”

จู่ๆ ก็มีคนหนึ่งถามขึ้น

“ไม่ต้องแล้ว คุณมินโฮเรียนรู้งานบ้านทั้งหมดแล้ว และยังสามารถจัดการทุกอย่างในคฤหาสน์ได้อย่างดี ไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องไปอีกแล้ว”

มินโฮเรียนรู้งานทุกอย่างได้รวดเร็ว อีกทั้งยังจัดการงานบ้านได้ทั้งหมด อย่างโดยมีเว่ยหยูหลันช่วยงาน

ก่อนหน้านี้ ที่เธอยังทำงานอยู่ในคฤหาสน์เจ้าเมือง ปรากฏว่างานทุกอย่างเธอไม่สามารถเข้าไปแทรกหรือช่วยอะไรได้เลย เธอจึงรู้สึกว่าอยู่ต่อไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น

และลงมาช่วยก่อตั้งกลุ่มทำเครื่องเรือนจะดีกว่า

“มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรอ ทั้งแม่ทั้งลูกได้รับใช้ท่านเจ้าเมืองแบบนี้”

มีเด็กสาวพูดขึ้นอย่างอิจฉา

“ทั้งแม่ทั้งลูกหน้าตาดีทั้งคู่ ไม่แปลกเลยที่จะได้ทำงานในคฤหาสน์ท่านเจ้าเมือง”

มีสาวอีกคนพูดอย่างติดตลก

“พอได้แล้ว มัวแต่พูดมาก รีบช่วยกันทำงานให้เสร็จเถอะ”

ซูเอ๋อพูดขึ้นอย่างไม่สบายใจเท่าไร

“โถ่….พวกเราก็แค่อิจฉาเท่านั้นเอง”

“มีอะไรให้น่าอิจฉา ตอนนี้ชีวิตพวกเราทุกคนล้วนดีขึ้นทั้งหมด”

ซูเอ๋อกลัวว่าทุกคนจะน้อยใจและไม่พอใจครอบครัวเธอ

“ใช่ อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำอีกต่อไป หากใครรู้เข้าคงมีแต่อิจฉาพวกเราแน่”

ผู้หญิงหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี

“ใช่พวกเขาต้องอิจฉาพวกเราแน่ๆ และคงไม่กล้าก่อเรื่องอย่างวันนั้น”

ผู้หญิงและหญิงสาวหลายคนช่วยกันขนย้ายเครื่องเรือนออกมาจากบ้าน และเอาไปส่งที่บันไดทางขึ้นเนินสูง

พวกเธอเองก็พูดคุยกันระหว่างทางด้วย

“ฉันอยากขึ้นไปบนเนินสูงนั้นจัง”

เด็กสาวคนหนึ่งพูดขึ้นและมองขึ้นไปบนเนินสูง

“ง่ายนิดเดียวเซี่ยวมี่ ก็แค่ขอให้ซูเอ๋อพาเธอขึ้นไปก็ได้แล้ว”

มีเด็กสาวอีกคนพูดอย่างอารมณ์ดี

หลังจากที่ได้ยินเซียวมี่เองก็หันหน้าไปมองซูเอ๋อราวกับกำลังคาดหวังคำตอบจากเธอ

“ไม่ได้หรอก ฉันเองไม่มีสิทธิ์ที่จะพาใครขึ้นไปก็ได้”

ซูเอ๋อส่ายหัวปฏิเสธ เธอไม่กล้าที่จะพาใครขึ้นไปมั่วซั่วแน่นอน

“นั่นสินะ”

เซียวมี่ถึงกับคอตกด้วยความผิดหวัง

“ในอนาคตคฤหาสน์เจ้าเมืองคงจะเปิดรับสาวใช้เพิ่มแน่นอน เมื่อวันนั้นมาถึง เธอค่อยลองสมัครดูก็ได้”

เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของเซียวมี่ ซูเอ๋อก็อดไม่ได้ที่จะสงสารและมอบความหวังให้กับเธออีกครั้ง เพราะเธอเองก็เห็นเซียวมี่เติบโตมาพร้อมกับลูกสาวของเธอและเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก

“อือ!”

แววตาของเซียวมี่ดูมีประกายขึ้นมาทันที

เธอไม่ได้อยากจะไปบนเนินสูงนั้นแต่แรก แต่เพราะทุกคนต่างพูดกันว่าที่บนนั้นสวยงาม และวิเศษมากจนทำให้เธอเกิดความอยากรู้อยากเห็น

มีหลายคนที่ได้ยินคำพูดของซูเอ๋อก็แววตาส่องเป็นประกายทันที และตัดสินใจจะไปบอกเรื่องนี้กับลูกสาวของตัวเอง

“มันไม่ง่ายที่จะเป็นสาวใช้ของคฤหาสน์ท่านเจ้าเมือง”

เมื่อเห็นสีหน้าอันมีความหวังของทุกคนซูเอ๋อก็รู้ทันทีว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่

ในบรรดาคนทั้งหมดมีเพียงเซียวมี่เท่านั้นที่ซูเอ๋อคิดว่าสามารถเป็นสาวใช้ในคฤหาสน์เจ้าเมืองได้ เธอนั้นสวยและไร้เดียงสา

“แล้วมีอะไรที่ฉันจะต้องเรียนรู้เพิ่มอีก”

เซียวมี่ถามอย่างสุภาพ

“มีหลายอย่างที่เธอต้องรู้ แต่ตอนนี้รู้มากเกินไปก็ไม่ดี”

ซูเอ๋อคิดว่าคงเป็นการดีกว่าที่จะไม่พูดมากไปกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียกับตัวเธอเองและผู้อื่น

เมื่อเห็นว่าซูเอ๋อไม่พูดอะไรอีกแล้ว ทุกคนก็เข้าใจทันทีว่าเรื่องที่เธอพูดคือความลับ และไม่มีใครกล้าถามอะไรอีก

“เร็วเถอะ ฉันต้องรีบไปต่อแถวเอาน้ำอีก”

ซูเอ๋อเร่งทุกคน

“เมื่อวานเธอก็พึ่งไปเอาน้ำมาไม่ใช่งั้นหรอ?”

มีคนถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ก็สามีของฉันนะสิ หลังจากกลับมาจากการออกล่า เนื้อตัวก็เต็มไปด้วยเลือดอสูน และเลอะเสื้อผ้าเต็มไปหมด ทำให้ต้องใช้น้ำซักล้าง”

“ฉันรู้มาว่า หัวหน้านักล่าตอนนี้จริงจังมากเลยนะ และเขายังฆ่าสัตว์อสูรได้ด้วยตัวคนเดียวด้วย”

“ไม่หรอกตอนนี้ทุกคนในทีมนักล่าต่างกำลังบ้าคลั่งกัน กับการทำภารกิจเพื่อให้ได้รับแต้มสะสม”

ผู้หญิงอีกคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจ และดูกังวล

“หยุดคุยกันก่อน เราต้องไปกันได้แล้ว”

ซูเอ๋อมองไปยังบ้านที่อยู่ตรงหน้าบันไดทางขึ้นเนิน

“ถือระวังๆ หน่อย อย่าให้มันกระทบกับอะไรนะ”

ซูเอ๋อเตือนทุกคนให้ขนของอย่างระมัดระวัง

ตรงเนินทางขึ้นได้มีบ้านหลังหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้ เป็นสถานที่เอาไว้แลกเปลี่ยนแต้มสะสม และส่งมอบงานที่เสร็จแล้ว

มู่เหลียงตั้งชื่อมันว่าจุดแลกเปลี่ยน

ในเวลานี้หยู่ฉินหลานได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการเรื่องการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ พร้อมทั้งจัดการของภายในคลังอีกด้วย

“ท่านนายหัวหยู่ เรานำตู้ โต๊ะ เก้าอี้มาส่งเจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อเรียกหยู่ฉินหลาน

“พวกเธอทำงานเร็วมาก”

หยู่ฉินหลานที่ก้มหน้าเขียนอะไรอยู่ก็หยุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองพวกซูเอ๋อ

“พวกเราช่วยกันทำหลายคน”

ซูเอ๋อตอบอย่างอายๆ

“ดีแล้วที่ช่วยกันทำ”

หยู่ฉินหลานจำได้ว่ามู่เหลียงนั้นชอบการกระทำนี้ของคนในหมู่บ้านมาก

หยู่ฉินหลานลุกขึ้นและออกไปสำรวจของที่มาส่ง

“ตู้ 3 แต้ม โต๊ะ 2 แต้ม เก้าอี้ 1 แต้ม”

“ทั้งหมด 6 แต้ม ต้องการแบ่งให้ทุกคนในกลุ่มเลยไหม”

หลังจากตรวจสอบหยู่ฉินหลานก็นับแต้มสะสม และถามต่อ

“นายหัวหยู่สิ่งที่อยู่ตรงนั้นคืออะไรเจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อชี้ไปยังชั้นวางของแลกเปลี่ยน สิ่งที่เธอชี้ไปคือกรงเล็กๆ ที่ใส่สิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่าง

“สิ่งนั้นก็เป็นของแลกเปลี่ยนด้วยหรอเจ้าค่ะ”

“อ๋อ…นั้นคือเต่าทอง มันสามารถให้แสงสว่างตอนกลางคืนได้”

หยู่ฉินหลานอธิบายสั้นๆ ง่ายๆ

หิ่งห้อยน้อยนั้นยังเอาลูกของมันมาให้มู่เหลียงทุกเช้า มู่เหลียงเลยส่งให้หยู่ฉินหลานนำมาเป็นสิ่งของแลกเปลี่ยนไปในตัวด้วยเลย

“เต่าทอง? ต้องใช้แต้มสะสมเท่าไรถึงจะแลกได้”

ซูเอ๋อให้ความสนใจทันทีกับสิ่งนี้ และมันได้สร้างความต้องการให้กับสาวๆ ที่มากับเธอด้วย

“ห้าร้อยแต้มสะสม”

หยู่ฉินหลานยิ้มและตอบกลับไป

“เอ่อ..แล้วสิ่งนั้นคืออะไร”

ซูเอ๋อถึงกับพูดไม่ออก และเปลี่ยนไปถามสิ่งของชิ้นอื่นทันที

แต้มสะสมที่เธอได้มานั้นน้อยเกินไปที่จะแลกเปลี่ยนได้ หากแลกเต่าทองมา

มีหวังสามีของเธอกลับมาคงถูกดุด่าเป็นแน่

แต่ถึงจะอยากได้ก็ตาม และรวมแต้มสะสมของเว่ยกังที่มีอยู่ตอนนี้ ก็ยังใช้เวลาอีกหลายสิบวันกว่าที่จะแลกเปลี่ยนได้

ปฏิกิริยาของทุกคนนั้นเป็นไปตามที่หยู่ฉินหลานคิดเอาไว้ เธอหันไปมองชั้นวางของ

ก่อนที่จะพูดอย่างใจเย็น

“ชิ้นนี้ก็สามารถแลกเปลี่ยนได้ มันคือมะเขือเทศ เป็นผักชนิดหนึ่ง”

มู่เหลียงนั้นเพิ่มรายการของขึ้นทุกวัน เพื่อจะได้สร้างแรงกระตุ้นในความอยากแลกเปลี่ยนกับทุกคน และให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงของทุกอย่าง

“แล้วใช้แต้มเท่าไรในการแลกเจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อถาม

“อะไรนะ! ใช้แต้มสะสมแลกผักได้ด้วยงั้นหรอ!”

เด็กสาวและผู้หญิงที่ตามซูเอ๋อมาด้วยก็ร้องอุทานอย่างความตกใจ และมองไปยังชั้นวางของอย่างประหลาดใจ

“ใช้แต้มสะสม 30 แต้มในการแลกมะเขือเทศ 1 ลูก”

หยู่ฉินหลานพูดอย่างสบายๆ

“เออ..คือ ดิฉันว่ามันคงแพงไป”

ซูเอ๋อกล่าว เหล่าสาวๆ ที่ติดตามมาด้วยก็ส่ายหัวเหมือนกัน

พวกเธอทำงานด้วยกัน แต่ละคนจะได้แต้มสะสมวันละหนึ่งถึงสองแต้มเท่านั้น

สุดท้ายแล้วรายได้หลักก็ยังมาจากเหล่านักล่าอยู่ดี แม้ว่าพวกเธอจะอยากได้มะเขือเทศมากก็ตาม แต่ก็ไม่กล้าที่จะแลกเปลี่ยนกับมัน

“ไม่งั้นทำไมไม่แลกเมล็ดพืชผักไปแทนล่ะ”

หยู่ฉินหลานนั้นรู้ดีหากว่าเอามะเขือเทศออกไปขายให้กับเมืองใหญ่ จะได้มูลค่ามากกว่า 30 แต้มสะสมในตอนนี้แน่นอน อีกทั้งหากมีพ่อค้าจากภายนอกเข้ามาในเมืองและซื้อมันออกไปมูลค่าของมันจะยิ่งแพงมากขึ้นเป็นสองเท่า

“เมล็ดพืชงั้นหรอ….แลกเมล็ดพืชได้จริงๆ งั้นหรอเจ้าค่ะ!”

ซูเอ๋อถามด้วยความกระตือรือร้น

“ใช่…เพียง 10 แต้มสะสม ก็สามารถแลกเปลี่ยนเมล็ดกล่ำปลีได้ และหากว่าต่อไปเอากล่ำปลีที่โตเต็มที่ก็สามารถเอากลับมาขายให้คฤหาสน์เจ้าเมืองได้”

ในช่วงห้าวันที่ผ่านมานั้น หยู่ฉินหลานได้รับคำสั่งแปลกๆ จากมู่เหลียงเต็มไปหมด มีทั้งที่เธอเข้าใจ และไม่เข้าใจอยู่ด้วย แต่เธอก็ทำตาม และทำทุกอย่างที่มู่เหลียงบอก และคิดว่าทำไปก่อนเดียวก็คงเข้าใจเอง

“งั้นขอแลกเมล็ดพืชด้วยเจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อนั้นกล่าวขอร้องทันที

เธอฝันมานานแล้วที่อยากจะทำการเพาะปลูก ในที่สุดเธอก็มีโอกาสทำให้มันเป็นจริง

หยู่ฉินหลาน ก้มลงไปหยิบถุงผ้าเล็กๆ ส่งให้ซูเอ๋อ

“เอ้านี้!!คือเมล็ดพืช”

ซูเอ๋อรับถุงผ้ามาอย่างระมัดระวัง

“งั้นฉันจะขอหักแต้มสะสมของเธอเลยนะ”

หยู่ฉินหลานพูดอย่างช่่ำชอง และขีดเขียนลงในบันทึกหนังสัตว์ของเธอ

“เจ้าค่ะ”

ซูเอ๋อพยักหน้างกๆ อย่างเชื่อฟัง