ตอนที่ 188

มินโฮเข้ามาในห้องทำงานอย่างรีบร้อนด้วยแววตาที่คาดหวัง

“ม…มินโฮ”

มิอาถึงกับตกตะลึง

แววตาฉายออกถึงความดีใจและตื้นตัน เธอวิ่งเข้าไปสวมกอดน้องสาวทันที

“พี่!! หนูคิดถึงพี่มากเลย”

มินโฮกอดมิอาด้วยมือทั้งสองข้างอย่างแน่นหนา และไม่กล้าปล่อยมือเพราะกลัวพี่สาวของเธอจะหายไปอีก

เธอซุกหน้าลงบนหน้าอกของมิอา พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากอย่างไม่ขาดสาย

“น้องโตขึ้นมากเลย”

นัยน์ตาสีแดงเข้มของมิอานั้นสั่นไหวและเริ่มที่จะขุ่นมัวจากน้ำตาที่เอ่อล้น พร้อมกับซบลงบนศรีษะของน้องสาวตัวเอง

เธอหลับตาลงและสัมผัสทุกอย่างของร่างกายมินโฮ ทั้งกลิ่นตัว ไออบอุ่นจากร่างกาย ทั้งหมดนี้คือของจริงไม่ใช่ความฝัน

“ฮือๆๆๆ”

มินโฮร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด

มิอาสูดน้ำมูกที่ไหล พร้อมกับปลอบโยนน้องสาวด้วยเสียงที่แหบพร่า

“พอแล้ว…เป็นเด็กดีอย่าร้องไห้”

“พี่! ในที่สุดฉันก็ได้เจอพี่”

มินโฮเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวอีกครั้ง เธอเม้มปากเพื่อกลั้นน้ำตา ก่อนที่จะถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเสียใจ

“พี่หายไปไหนมาต้องหลายปี?”

“พี่จะเล่าให้ฟังภายหลังจากนี้”

มิอาหลบสายตาของมินโฮด้วยความรู้สึกผิดอย่างมาก เธอทิ้งน้องสาวตัวเองไว้ให้อยู่เพียงลำพังต้องสี่ปี

แต่เธอก็ไม่สามารถพูดถึงเรื่องดินแดนเขียวขจีได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนขนาดนี้

“พี่ไม่กลับมาหาหนูเลย”

หูกระต่ายของมินโฮเริ่มตกลง เป็นอาการที่แสดงออกว่ามินโฮนั้นเศร้าเสียใจอย่างมาก

มิอาลูบหูกระต่ายของน้องสาวด้วยความรู้สึกผิดเต็มอก

เธอพูดอย่างอ่อนแรง

“พี่กลับไปที่ค่าย และไม่เห็นมีใครอยู่ที่นั่นอีกแล้ว”

“มีหลายอย่างเกิดขึ้น หนูเลยต้องออกจากค่ายมา”

มินโฮเม้มปากและตอบพี่สาว

แล้วอยู่ๆ มินโฮก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้

“แต่หนูทิ้งร่องรอยเอาไว้ พี่ไม่เจอหรอ”

“แน่นอน พี่เจอมัน”

มิอารีบหยิบภาพวาดของมินโฮออกมาจากพื้นที่เก็บของในเงา

เธอกางมันออกแล้วยื่นให้มินโฮและถามเบาๆ

“นี่คือสิ่งที่น้องทำให้พี่ใช่ไหม?”

“ใช่”

มินโฮตอบพร้อมกับแววตาที่เป็นประกาย เธอพามิอานั่งลงและถามต่อ

“พี่เข้าใจสิ่งที่หนูสื่อใช่ไหม”

“แน่นอนพี่เข้าใจดี”

มิอาจับภาพวาดอย่างและตอบมินโฮ

“สิ่งที่น้องจะบอกคือน้องถูกผู้ชายที่ขี่สัตว์อสูรแปดเหลี่ยมจับมาใช่ไหม”

“เอ่อ…”

มินโฮถึงกับหน้าถอดสีไปเล็กน้อยและปากกระตุก

“.....”

แน่นอนมู่เหลียงนั้นถึงกับกลั้นหัวเราะสุดชีวิต

พี่สาวเธอเข้าใจถูกเพียงครึ่งเดียว และเพี้ยนจากที่มินโฮจะสื่อสารอย่างมาก

“อืมม…”

หยู่ฉินหลานสนใจเลยมองไปยังภาพวาดในมือของมิอาและถึงกับหางคิ้วกระตุก

หากไม่ใช่คนวาดคงไม่มีทางเข้าใจความหมายของมันเลยจริงๆ

“….มันไม่ใช่งั้นหรอ”

มิอาคิ้วขมวด

“พี่…สัตว์อสูรแปดเหลี่ยมที่พี่พูดมันคือเต่า”

มินโฮเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจเล็กน้อยและอธิบายต่อ

“ฉันจะสื่อว่าฉันตามมู่เหลียงมาแล้วมาอยู่บนเมืองเต่าทมิฬและออกตามหาพี่”

หยางปิงและลี่ลี่เมินหน้าหนีและพยายามกลั้นขำ

ภาพวาดนี้มันอะไรกันแน่

แม้แต่พี่สาวแท้ๆ ก็ยังไม่เข้าใจความหมายของมัน

“ไม่ใช่สัตว์อสูรแปดเหลี่ยมงั้นหรอ?”

สีหน้าของมิอาดูตกใจและไม่อยากจะเชื่อ และมองดูภาพวาดอีกครั้ง

กลายเป็นว่าคำพูดของซิไป่ฉีถูกต้องงั้นหรอ

“ฉันวาดมันชัดมาก มันคือเต่า”

มินโฮจ้องเขม็งไปทางพีสาวพร้อมกับพูดอย่างหนักแน่น

“ตรงไหนมันเหมือนอสูรแปดเหลี่ยมกัน”

“มันเป็นเต่าจริงๆ”

มู่เหลียงพูดขึ้น พร้อมกับสายตาที่ดูมีความสุข และสีหน้าที่เหมือนกำลังกลั้นขำอยู่

“แต่ฉันว่า….”

มิอาเริ่มสูญเสียความมั่นใจ และคิดว่าตัวเองไม่น่าจะพลาดได้

จ็อกๆ

ทันใดนั้นก็มีเสียงท้องร้องดังขึ้นสนั่นห้องทำงานของมู่เหลียง ทำให้ทุกอย่างเงียบสงัดลง

“คือท้องฉันไม่ค่อยจะดีเท่าไร”

มิอาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

แต่แท้จริงแล้วใบหน้าของเธอแดงก่ำมาก และไม่สามารถปกปิดได้

“เธอคงหิวแล้ว ให้น้องหลันไปทำอะไรให้เธอกินสักหน่อย”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ

“ฉันจะทำเอง”

มินโฮพูดขึ้นทันที

เธออยากทำอาหารให้พี่สาวของเธอได้กินเองกับมือ

“งั้นหลังกินข้าวแล้วก็ไปอาบน้ำด้วยล่ะ”

มู่เหลียงพูดขึ้น

“พักผ่อนให้สบายเถอะวันนี้ ทุกอย่างจะคลี่คลายลงเอง”

“อือ!!”

มินโฮขานรับอย่างขึงขัง

ก่อนที่เธอจะจูงมือมิอาออกไปจากห้องทำงาน เธอมีหลายอย่างที่จะพูดคุยกับพี่สาวเธอมากมายเต็มไปหมด

“พวกเธอเองก็ไปพักผ่อนได้แล้ว”

มู่เหลียงพูดขึ้นและโบกมือเบาๆ

“ค่ะ”

หยางปิงและลี่ลี่ขานรับก่อนที่จะโค้งคำนับแล้วเดินจากไป

“เมื่อไหร่นายจะเริ่มเขียนหนังสือโกลาหลเล่มสอง?”

หยู่ฉินหลานลุกขึ้นพร้อมถามหลังจากรอเวลาอยู่นาน และเดินไปนวดบ่าให้กับมู่เหลียงเบาๆ

มู่เหลียงตบไปที่หลังมือของหยู่ฉินหลานอย่างอ่อนโยน และพูดขึ้น

“เรื่องนี้เอาไว้หลังจากจัดการหนังสือเรียนเสร็จแล้ว”

“ก็ได้”

สีหน้าของหยู่ฉินหลานดูผิดหวังเล็กน้อย

แม้วว่าเธออยากจะรู้ตอนต่อไปของเรื่องโกลาหลก็ตาม แต่เธอก็รู้ว่ามู่เหลียงนั้นยุ่งกับงานทั้งวัน จึงไม่มีเวลาไปแต่งหนังสือเพิ่มในตอนนี้ และไม่อยากจะร้องขอด้วยความเห็นแก่ตัว

“นวดหัวให้หน่อยสิ”

มู่เหลียงหลับตาแล้วพร้อมกับยิ้มอย่างสบายๆ

“ได้”

หยู่ฉินหลานหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย และนวดไปที่ขมับของมู่เหลียงเบาๆ อย่างอ่อนโยน

……

ในห้องครัวมินโฮกำลังขะมักเขม้นกับการทำอาหาร

เธอล้างผัก หั่นเนื้ออย่างคล่องแคล่ว และเร่งไฟด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขและดีใจ

“ท่านมินโฮไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้นะค่ะ ให้ฉันจัดการเองก็ได้”

เว่ยหยูหลั่นมองดูด้วยท่าทางไม่สบายใจที่ช่วยงานอะไรไม่ได้เลย

“ไม่ต้องฉันจัดการเอง”

มินโฮตอบอย่างไม่ลังเล ก่อนที่จะหันกลับมาและพูดขึ้น

“งั้นน้องหลันไปช่วยจัดเตรียมน้ำชาไปให้มู่เหลียงแทนฉันที เขาจะได้หายเหนื่อย”

มินโฮคิดว่าวันนี้เธอคงอยู่กับพี่สาวทั้งคืนเพราะงั้นคงไม่ได้ไปดูแลมู่เหลียง

“เจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันขานรับอย่างเชื่อฟัง

ก่อนที่จะจัดเตรียมชุดชาแล้วเดินผ่านห้องอาหารก็เห็นมิอานั่งอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปและชงชาให้มิอาหนึ่งถ้วย

“ท่านมิอา รับชาด้วยค่ะ”

เว่ยหยูหลันวางถ้วยชาลงและพูดขึ้น

“ขอบคุณ”

สีหน้าที่เคยเย็นชาของมิอาดูอ่อนลงเมื่อได้ยิน

เว่ยหยูหลันส่ายหน้าเล็กน้อยราวกับบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนที่จะเดินไปส่งน้ำชาให้มู่เหลียง

มิอาถือถ้วยชาขึ้นแล้วดม

เธอจำได้ว่ารสของน้ำชานั้นขมไม่อร่อย

เธอลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะลองจิบชาดู

“ขมจริงๆด้วย”

มิอาถึงกับหน้าขมวดด้วยความขม

แต่แล้วินาทีต่อมา

รสหวานก็ปรากฏขึ้นที่ปลายลิ้น ก่อนที่เธอจะหลับตาลงพริ้มด้วยความผ่อนคลาย

อย่างที่รู้กันว่ารสหวานนั้นทำให้มีความสุขและชื่นใจ

“รสชาติดีกว่าที่คิด”

มิอาอุทานออกมาเบาๆ

ก่อนที่เธอจะรู้สึกหัวโล่งและปลอดโปร่งอย่างมาก และเย็นสบายไปถึงจิตวิญญาณ

“อ้า….”

มิอาอดไม่ได้ที่จะปล่อยลมหายใจยาวออกมาหลังจิบชา

“นี้มันชาอะไรกันเนี่ย!”

เธอร้องออกมา พร้อมกับมองดูถ้วยชาด้วยความประหลาดใจ ชาถ้วยนี้เทียบได้กับยาเสริมพลังบางชนิด

“เป็นไงบ้างพี่”

มินโฮเดินเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงของพี่สาวเธอ พร้อมกับในมือที่ถือจานที่เต็มไปด้วยผัดกะหล่ำปลี

“นี่มันเป็นชาอะไร?

มิอาถามด้วยความสงสัย

มินโฮเหลือบมองถ้วยชาและพูดขึ้นอย่างภูมิใจ

“เป็นไงชาประกายแสงอร่อยไหมพี่”

“อร่อยมาก รสชาติก็ดี”

มิอาพยักหน้าเห็นด้วย และถามต่ออย่างสงสัย

“ปกติน้องดื่มชาแบบนี้ด้วยรึป่าว”

“ใช่ที่ตำหนักเจ้าเมืองจะได้ดื่มชานี้เป็นประจำ และมีเพียงที่นี่เท่านั้นที่มี”

มินโฮวางจานให้พี่สาวและพูดต่อ

“มู่เหลียงบอกว่าการดื่มชาประกายแสงนั้นสามารถยืดอายุขัยได้ และดีต่อสุขภาพ”

“มันยืดอายุขัยได้ด้วยงั้นหรอ?”

มิอาถึงกับตกใจ

แต่เธอก็เชื่อเหมือนกัน เพราะเพียงแค่จิบไปนิดเดียวก็ยังรู้สึกได้มากถึงขนาดนี้

มิอากุมมือน้องสาวของเธอก่อนที่จะถามด้วยความประหลาดใจ

“แล้วเธอได้ดื่มชานี้ไหม”

“ตอนนี้ชาเหลือน้อยแล้ว”

มินโฮพูดขึ้นและชี้ไปที่นอกหน้าต่าง เป็นทิศทางที่ต้นชาเขียวประกายตั้งอยู่

“แต่เรายังเหลือใบชาสดอีกจำนวนมาก!”

“มินโฮเธอจะบอกว่าชาพวกนี้มาจากต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างนอกนั้นหรอ”

มิอาถามด้วยความตกตะลึง

“ใช่”

มินโฮตอบอย่างมั่นใจ

ก่อนที่จะวางถ้วยน้ำซุปและพูดต่อ

“พี่สาวไม่หิวแล้วหรอ กินก่อนเถอะ”

“อือ”

มิอาระงับความอยากรู้อยากเห็นของเธอลง และเริ่มกินเพราะเธอเองก็หิวมากในเวลานี้ และรู้สึกได้เลยว่าสามารถกินสัตว์อสูรได้ทั้งตัว

แววตาของมิอาดูเป็นประกายขึ้นเมื่อได้กิน และถามอย่างประหลาดใจ

“อร่อยมาก มินโฮเธอไปฝึกทำอาหารมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ไม่นานมานี้ ฉันค่อยๆฝึกและเรียนรู้หลังจากได้ติดตามมู่เหลียง”

มินโฮนั่งเท้าคางด้วยมือข้างเดียวและมองดูพี่สาวกินอย่างเอร็ดอร่อย

“น้องไปเจออะไรมาบ้างในช่วงที่พี่ไม่อยู่ เล่าให้พี่ฟังหน่อย”

มิอาถามต่อทันที

“ทำไมถึงออกจากค่าย แล้วเกิดอะไรขึ้นระหว่างน้องกับคนที่ชื่อมู่เหลียง”

“ถ้าจะเล่าก็ยาวเลย ฉันว่าพี่กินข้าวให้อิ่มก่อนดีกว่า”

มินโฮลุกขึ้นก่อนที่จะเดินออกไป

“ฉันจะไปเตรียมน้ำให้พี่อาบ แล้วเราจะคุยกันหลังจากที่พี่อาบน้ำเสร็จแล้ว”

“....”

มิอาเหมือนจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็หุบลง และรู้สึกว่าน้องสาวของเธอเติบโตขึ้นมากจริงๆ

เธอถอนหายใจและมองจานผัดกะหล่ำปลี และอดใจไม่ไหวที่จะกินต่อ

“ไม่ตั้งใจกินของอร่อย มันจะน่าละอายเกินไป”

มิอาปลอบใจตัวเองและกินต่ออย่างตั้งใจ

หลังจากนั้นไม่นาน

“มินโฮดูท่าจะสุขสบายดี”

มิอาวางส้อมลงและพูดขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่จะจมลงไปในความคิดของตัวเอง

น้องสาวของเธอเหมือนไม่ได้ถูกบังคับหรือถูกทำร้าย หรือท่าทางเหมือนนักโทษเลยด้วยซ้ำ

เดิมทีเธอต้องการจะพาน้องสาวหนีออกไปจากที่นี่พร้อมกับเธอ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วคงทำไม่ได้แล้ว

“ไว้คุยกับมินโฮแล้วกัน”

มิอาถอนหายใจ พร้อมกับจิบชาด้วยความรู้สึกที่สับสน

ตกดึก

มินโฮและมิอากำลังแช่ตัวลงในอ่างน้ำขนาดใหญ่

“สบายดีจัง”

มิอาอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

ร่างกายของเธอถูกห่อหุ้มไปด้วยน้ำร้อน ทำให้เหมือนกับร่างกายของเธอจะเหลวไปอย่างไร้สาเหตุ

มิอาอยู่ๆ ก็ถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“น้องอาบน้ำแบบนี้ทุกวันเลยงั้นหรอ”

“ใช่ มู่เหลียงบอกว่าทุกคนต้องอาบน้ำหลังกินข้าวเย็นทุกวัน”

สีหน้าของมินโฮดูเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย

“ไม่จำเป็นต้องอาบทุกวันก็ได้หรอก”

มิอาพูดขึ้นด้วยความกังวล และรู้สึกว่านี้เป็นการเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์

“ไม่ได้ต้องอาบน้ำจะได้สะอาดทุกวัน”

มินโฮไม่เห็นด้วย

ก่อนที่สีหน้าและแววตาของเธอจะฉายออกเป็นประกาย และเลียนแบบท่าทางของมู่เหลียง

“พี่สาว ไม่ได้กลิ่นตัวเองบ้างหรอ มันเหม็นจนเกือบจะฆ่าพี่ได้เลยนะ พี่ต้องอาบน้ำนานๆ”

“กลิ่นตัวงั้นหรอ?”

มิอาคิ้วขมวด

-เธอยกแขนขึ้นและดมกลิ่นรักแร้ตัวเอง และแทบจะถึงกับสายตาหลุดลอยเกือบจะเป็นลม

“มันเหม็นจริง! ทำไมฉันถึงไม่รู้ตัวมาก่อน”

มิอาหายใจเข้าลึกๆ และมุดตัวเองลงไปใต้น้ำ พยายามให้น้ำชำระกลิ่นออกไป

เธอผุดขึ้นมาจากน้ำ และถามต่อ

“มินโฮ เราคุยกันได้รึยังว่ามันเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่พี่ออกไป”

“....”

“ฉันเจอมู่เหลียงในสภาพปางตาย ฉันเลยพาเขามารักษาตัวที่ค่าย…”

มินโฮเริ่มนึกถึงภาพในอดีต และเล่าอย่างช้าๆ

มิอาเองก็ฟังอย่างเงียบๆ แล้วอยู่ๆ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน

มุมปากของเธอยกขึ้นด้วยความสนใจ และถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เธอสงสัยอย่างตื่นเต้น