ตอนที่ 111

กลางดึกของคืนเดียวกัน แต่มีอีกหลายคนกำลังว้าวุ่นอยู่

“พวกมันขึ้นไปซ่อนตัวบนนั้น”

ศพมายาตัวหนึ่งถือเส้นผมสีชมพู พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองสัตว์อสูรตัวใหญ่ยักษ์ ที่กำลังหลับอยู่

ด้วยความสามารถในการค้นหาและติดตามร่องรอย ทำให้ถึงจะมีเป้าหลอกมากมายก็หลบจากมันไม่พ้น

แต่หญิงสาวทั้งสองคนก็ไหวพริบดี อีกทั้งยังเจ้าเล่ห์มาก ทั้งสองสามารถทำให้มันไขว้เขวได้ และนำสิ่งที่เรียนรู้มาจากเมืองเซิงหยาง เล่นงานพวกศพมายาที่เหลือจนอยู่หมัด

“พวกแกหนีเก่งก็จริง แต่คงไปต่อไม่ไหวแล้วสินะ”

ศพมายาแสยะยิ้ม

มันไม่กลัวที่จะเข้าไปติดกับดัก หรือโดนเล่นงานจนตกลงมา

ในฐานะที่เป็นศพมายาแล้ว พวกมันไม่เคยเหนื่อยหรืออ่อนล้าแบบมนุษย์อีกแล้ว ความรู้สึกต่างๆ ก็น้อยลง อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นของร่างกาย และยังมีผิวหนังที่แข็งกว่าผู้มีพลังวิเศษในขั้นเดียวกัน

ถ้าหากว่าลี่เยว่และลี่ลี่ไม่ได้รับการฝึกจากเมืองเซิงหยาง ทั้งคู่คงตายตั้งแต่คืนแรกที่เจอศพมายาตัวนี้แล้ว และไม่มีทางที่จะสร้างตัวล่อจนพวกมันสับสนได้แบบนี้

“นี่! แก! สนใจจะขึ้นไปบนนั้นด้วยกันไหม? หากสนใจพวกเราร่วมมือกันได้”

มีเสียงหนึ่งพูดถามศพมายา

“ร่วมมือ?”

ดวงตาที่ลึกโบ๋วเข้าไปในกะโหลกของมันหันไปมอง และเห็นชายกลางคนเดินออกมาจากความมืด ก่อนที่มันจะพูดด้วยน้ำเสียงที่หยามเหยียด

“เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ฉันไม่ลดตัวไปเกลือกกลั้วด้วยหรอก”

“นี้หมายความว่ายังไง ห้ะ!”

ชายไว้กลางคนถึงกับแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที

เขาคือไทเกิ่นเป็นที่รู้จักดีในเมืองสิบขั้น เพราะเป็นผู้ทรงพลังขั้น 5 และนี้เป็นครั้งแรกที่เขาถูกหยามหน้าแบบนี้

“แกได้ตายแน่!”

กลิ่นไอของศพมายานั้นรุนแรงขึ้น และเต็มไปด้วยจิตสังหาร แววตาราวกับปีศาจร้ายหิวกระหายเลือด

“ช้าก่อน…ถ้าไม่คิดดจะร่วมมือกันก็ถือว่าต่างคนต่างไปคนละทางแล้วกัน”

ไทเกิ่นนั้นถึงกับสีหน้าถอดสี และรีบหนีไปในทันที

ที่จริงแล้วเป้าหมายของเขาเพียงต้องการใครสักคนเป็นก้อนหินถามทางให้เท่านั้น แต่ไม่คิดว่าจะเจอคนบ้ากระหายเลือดแบบนี้

ไทเกิ่นรีบหนีออกมาอย่างรวดเร็วและไปหลบอยู่หลังหินก้อนใหญ่ เพื่อรวมกลุ่มกับเพื่อนของเขา

ในกลุ่มนี้มีนักล่าสมบัติ และพวกหัวขโมย

นักล่าสมบัตินั้นเป็นคนที่ชอบแสวงหาสิ่งของล้ำค่าจากสถานที่ต่างๆ และนำกลับมาให้กับขุมอำนาจของตน

แต่หากไม่พบสมบัติก็จะเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นที่ต่างๆ นำกลับมาขายให้กับผู้คนที่อยากรู้

“เป็นยังไงบ้าง? เจ้านั้นมันเอาด้วยหรือไม่”

หนึ่งในนั้นถามขึ้น

“ไม่ แถมเป็นพวกบ้ากระหายเลือดอีก”

ไทเกิ่นถ่มน้ำลายด้วยความเจ็บใจ

เขาเล่ารูปร่างหน้าตาของศพมายาให้ทุกคนฟัง ทำให้ทั้งกลุ่มมองหน้ากันเลิกลั่กไปหมด

“แล้วทีนี้เราจะเอายังไงดี? จะบุกขึ้นไปตรงๆ เลยไหม”

มีคนหนึ่งถามขึ้น

“ไม่ได้ เราต้องระวังคนที่อยู่บนนั้นด้วย”

ไทเกิ่นปฏิเสธทันที

แม้ว่าเขาจะมั่นใจว่าสหายของเขานั้นจะแข็งแกร่งก็ตาม แต่หากพวกเขาขึ้นไปสุ่มสี่สุ่มห้า อาจจะตายเปล่าก็ได้

“งั้นเราจะไม่ขึ้นไปงั้นหรอ? แต่ต้นไม้ที่เปล่งแสงได้นั้นต้องเป็นสมบัติแน่ๆ”

เพื่อนในกลุ่มของเขาพูดขึ้นด้วยความกระตือรือร้น

“ถึงเราจะไม่มั่นใจก็ตาม แต่เราจะตรวจสอบรอบๆ ก่อน หากขโมยกลับมาไม่ได้ก็ยังเอาข้อมูลพวกนี้ไปขายได้”

“ตามไอ้บ้านั่นไป”

ไทเกิ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ

“จำเอาไว้ อย่าได้ทำอะไรผลีผลาม หากเกิดอะไรขึ้นให้หนีทันที”

“เข้าใจแล้ว”

ทั้งหมดรับรู้เหมือนกันทันที

สิ่งแรกที่พวกเขาต้องคิดถึงเลยคือความปลอดภัย และรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ ไม่งั้นพวกเขาคงเอาตัวรอดมาถึงตรงจุดนี้ไม่ได้

ไทเกิ่นนำพวกของเขาออกไปซุ่มดูคนบ้าอีกครั้ง

“นั้นนะหรือ คนบ้าที่บอกเมื่อกี้”

พวกเขาเห็น คนคนหนึ่งยืนแน่นิ่งอยู่ ที่เท้าของสัตว์อสูรยัก โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร

“ใช่ เราเฝ้าดูมันไปก่อน”

ไทเกิ่นหันมองพรรคพวกของตัวเอง

ในฐานะที่เขาเป็นนักล่าสมบัติเหมือนกัน เขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เคลื่อนไหว

ทุกคนกำลังรอให้ฟ้ามืดที่สุด และเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ส่วนใหญ่นอนหลับกันหมดแล้ว

ทุกอย่างก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ เวลาก็ผ่านไปอย่างช้าๆ

ในที่สุดศพมายาก็เคลื่อนไหว มันปีนไปตามเท้าของเต่าทมิฬอย่างรวดเร็ว

“ไอ้บ้านั้นกำลังปีนขึ้นไปแล้ว”

ไทเกิ่นและกลุ่มของเขาเฝ้ามองดูอยู่จากมุมอับสายตาของมัน เพราะงั้นเขาจะไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะถูกเห็น

“เราจะขึ้นไปตอนนี้เลยไหม?”

เพื่อนของเขาถามอย่างตื่นเต้น

“ตามมันไป”

ไทเกิ่นก็เริ่มเคลื่อนไหวด้วยเช่นเดียวกัน

พวกเขาปีนตามทางที่ศพมายานั้นปีนขึ้นไป และทิ้งระยะห่างถึงสิบเมตรพอที่จะเห็นร่างศพมายารางๆ

ศพมายานั้นปีนขึ้นมาโดยที่รู้ตัวว่ามีคนกำลังตามมันขึ้นมาด้วย แต่มันก็ไม่คิดจะเสียเวลาไปเล่นกับคนเหล่านี้

มันปีนขึ้นมาจนเห็นกำแพงเมืองบนหลังของสัตว์อสูรยักษ์

“นี่คือเมืองเต่าทมิฬที่พูดถึงสินะ”

ศพมายาเข้าชิดกำแพงก่อนที่จะกระโดดข้ามเข้าไปในตัวเมือง สิ่งที่มันเห็นคือหมู่บ้านเล็กๆ และเนินสูงที่มีต้นไม้สูงใหญ่อยู่

“ไม่มี คนเฝ้าระวังเลยงั้นหรอ?”

ศพมายาหรี่ตาลง และมองไปรอบๆ และรู้สึกผิดสังเกต

ไม่ว่าจะเป็นเมืองค่ายหรือเผ่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีคนคอยเฝ้าระวัง ไม่มีทางที่จะปล่อยให้หละหลวมแบบนี้

“ฟุตฟิต ได้กลิ่นพวกมันแล้ว อยู่ไม่ไกล”

ศพมายาขยับจมูกไปมา ก่อนที่จะมองไปยังต้นทางของกลิ่น

มันเป็นกลิ่นที่ไล่ตามมาหลายวัน แม้ไม่เห็นตัวแต่ก็จดจำเจ้าของกลิ่นได้

“อาจจะเป็นกับดักหลอกแบบเดิมอีก”

มันมองเข้าไปในเมืองโดยที่คิดว่าจะแอบเข้าไป หรือจะพุ่งเข้าไปตรงๆ เลยดี

หากเมืองนี้มีเจ้าเมืองที่แข็งแกร่ง พวกมันอาจจะหลบหนีไม่ทัน เพราะงั้นมันก็ยังต้องระวังตัว

แต่ความจริงแล้วมีคนสองคนแอบมองศพมายาอยู่ไม่ไกล

ลี่ลี่ในชุดเกราะใหม่ เธอขยับชุดไปมาราวกับไม่คุ้นชิน และรู้สึกแปลกใจที่ศพมายามองไม่เห็นเธอ ทั้งที่ยืนอยู่ต่อหน้าแท้ๆ

ชุดเกราะล่องหนพวกนี้ทรงพลังมาก แม้แต่ศพมายาก็ยังไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยสายตาของมัน

“.....”

ลี่เยว่นั้นทึ่งมาก แต่ก็ไม่ได้บอกพูดอะไรเกี่ยวกับรายละเอียดของชุดนี้

เพราะเธอเข้าใจว่ามันคือความสามารถของใคร

ที่เธอทึ่งเพราะมู่เหลียงเรียนรู้การสร้างอาวุธวิญญาณระดับกลางได้ไม่กี่วัน และภายในสิบวันก็สามารถสร้างยุทธภัณฑ์ระดับสูงได้

หลังจากที่ทั้งสองได้กินอะไรกันแล้ว มู่เหลียงก็ได้หยิบชุดเกราะออกมาสองชุด พร้อมกับปรับแก้ไขขนาดให้กับทั้งสอง ก่อนที่จะเริ่มให้ทั้งคู่เริ่มทดสอบใช้งานคืนนี้

เมื่อเห็นลี่เยว่กำลังเหม่อลอย ลี่ลี่จึงกระแทกลี่เยว่เบาๆ เพื่อเรียกสติ

ลี่เยว่เมื่อถูกกระแทกก็กลับมามีสติอีกครั้ง ก่อนที่จะเห็นเงามือจางๆ ของลี่ลี่ชี้ไปยังศพมายา เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจทันที

ทั้งสองจะใช้ศพมายาพวกนี้เป็นเป้าทดสอบชุดเกราะนี้

ลี่ลี่เข้าหาศพมายา พร้อมกับกำหมัดแน่น และต่อยมันเต็มแรง

เปรี้ยง!

ก่อนที่ศพมายาจะทันรู้สึกตัวมันก็ถูกลี่ลี่ต่อยอีกครั้งเข้าที่ตำแหน่งเดิม

ตึม!!

หมัดแรกแค่เปิดแผล หมัดสองทำให้ร่างของมันกระเด็นออกไปหลายเมตร

ศพมายาถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ และกระอักเลือดออกมา ความรู้สึกเจ็บปวดที่มันหลงลืมไปแล้วได้กลับมาอีกครั้ง

ลี่ลี่ถึงกับตกตะลึง และมองกำปั้นของเธอ ชุดเกราะนี้ไม่เพียงจะพรางตัวได้ แต่เสริมพลังให้เธอด้วยงั้นหรอ?

ก่อนหน้านี้หมัดของเธอไม่สามารถทะลุผิวหนังแข็งๆ ของศพมายาได้ แต่ตอนนี้เพียงสองหมัดก็ทำให้ศพมายาถึงกับกระอักเลือด

ฟิ้ว!! ฟิ้ว!

ลูกศรสองดอกพุ่งออกมาจากมุมมืด พุ่งตรงเข้าลูกตาทั้งสองข้างของศพมายาทันที

“?!?!?!”

ศพมายานั้นถึงจะบาดเจ็บขนาดนี้ แต่มันยังไม่เห็นตัวของผู้ทำร้ายมันเลยด้วยซ้ำ

ศพมายานอนกองกับพื้นด้วยสีหน้าสับสนไปหมด

ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งมันจะถูกเล่นงานแบบไม่รู้ตัวแบบนี้

“เราจัดการมันได้งั้นหรอ?”

ลี่ลี่พูดด้วยความประหลาดใจ

เธอสัมผัสไปบนตัวชุดเกราะด้วยความรู้สึกที่ประหลาดใจ

“เรากำลังสวมเกราะวิญญาณระดับสูงอยู่ลี่ลี่!”

ลี่เยว่อธิบายกับลี่ลี่

เธอเดินเข้าใกล้กับร่างของศพมายาที่บาดเจ็บสาหัสในเวลานี้ และเห็นว่ามันยังมีสติอยู่เล็กน้อย

ลี่ลี่ที่อยู่ด้านข้างก็มองไปยังศพมายา

เธอเม้มปากพร้อมกับแสดงสีหน้าพอใจมากๆ

“ไม่คิดว่าเปราะขนาดนี้ ฉันยังไม่หายแค้นเลย!”

“พวกแกเองสินะ!! พวกแกไปทำแบบนี้ได้ยังไง! พวกแกไม่น่ามีพลังแบบนี้”

ศพมายาพูดขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน

“บอกทุกอย่างเกี่ยวกับเมืองเซิงหยางมา และเรื่องการสร้างศพมายาด้วย!”

ลี่เยว่เข้นเสียงถามอย่างเย็นชา

“ไม่รู้…..ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ถึงรู้ก็ไม่บอกพวกแกหรอก!”

ศพมายาพยายามมองด้วยตาที่เกือบจะบอดของมัน

เลือดได้ไหลออกมาตามเบ้าตา และปากของมันตลอดเวลา และมันก็พูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง

“พวกแกคิดหรอ…ว่าจะหนีได้ตลอดไป ยังมีศพมายาตัวอื่นติดตามมาอีก…..พวกแก..ไม่ตายดีแน่….”

“ชิร์ ขนาดนี้แล้วคิดว่าพวกเรายังจะกลัวอีกงั้นหรอ!”

ลี่ลี่ขึ้นเสียงอย่างโมโห และจะเข้าไปกระทืบศพมายาอีกครั้ง

“มันตายแล้ว”

ลี่เยว่ห้ามเอาไว้ พร้อมกับส่ายหัว

“จริงของมัน หลังจากนี้พวกมันจะออกมาไล่ล่าเรามากกว่าเก่าเป็นสิบเท่า”

ลี่ลี่พูดอย่างไม่สบอารมณ์

เพราะทั้งเธอและหยานปิงโดนไล่ล่าตั้งแต่แรก หากว่าทั้งสองไม่แยกทางกัน ปานี้คงถูกพวกมันล้อมไว้หมดแล้ว

“ไปกันเถอะ ยังมีอีกกลุ่มที่เราต้องจัดการ”

ลี่เยว่ใช้งานเกราะล่องหนอีกครั้ง

“ได้เลย ด้วยชุดนี้ ต่อให้เป็นพวกขั้น 5 ฉันก็ไม่กลัว!”

ลี่ลี่พูดอย่างมั่นใจ

ในเวลาเดียวกันอีกกลุ่มก็ปีนขึ้นมาถึงกำแพงเมือง และได้เห็นทุกอย่าง

“เอาไงต่อดี”

กลุ่มของไทเกิ่นพูดขึ้นก่อนที่จะเอามือปิดปากไม่ให้เสียงดังออกไป

เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มใบหน้าของไทเกิ่น ก่อนที่เขาจะส่ายหัวและสั่งให้ทุกคนถอยกลับ

เมื่อเห็นฉากแบบนี้ไม่มีใครกล้าที่จะอยู่ต่อ ใครจะไปรู้ว่ามีคนล่องหนได้แบบนี้อีกกี่คน

ไทเกิ่นและคนอื่นๆ รีบถอยลงจากกำแพงเมือง ตราบใดที่พวกเขาไม่เข้าไปในเมืองก็ถือว่ายังปลอดภัย

เมื่อตอนที่พวกเขาลงมาจากกำแพงเมืองแล้ว สิ่งที่พวกเขาเจอนั้นคือสัตว์อสูรที่ดูดุร้ายขวางทางทั้งกลุ่มเอาไว้ มันแยกเขี้ยวพร้อมกับส่งเสียงขู่ในลำคอ เพียงแค่นี้ก็ทำให้ทั้งหมดขวัญกระเจิงได้แล้ว

เสี่ยวไกได้แอบตามหลังทั้งกลุ่มมาตลอด โดยฟังคำสั่งจากมู่เหลียง มันยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฆ่าใคร ทำเพียงแค่สอดแนมเท่านั้น

แต่ไม่คาดคิดว่ากลุ่มนี้จะขี้ขลาด และถอยหนีตั้งแต่กำแพงเมือง

เฮือก!

ทั้งหมดถึงกับกลืนน้ำลายก้อนโตลงคอ ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด และจ้องมองกิ้งก่ายักษ์ที่อยู่ๆ ก็โผล่มาอย่างเงียบเฉี่ยบ

ตอนนี้พวกเขารู้ตัวแล้วว่า พวกเขาจบสิ้นแล้ว