ตอนที่ 173

ที่เขตอยู่อาศัยชั้นนอกเมืองเซิงหยาง

“คุณหนู เราจะเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬจริงๆ งั้นหรอ”

เฉิงเหมาถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นกังวล

ครั้งหนึ่งตระกูลเยี่ยนั้นเป็นถึงตระกูลที่มีอำนาจในเมืองสิบขั้น และมีตำแหน่งหนึ่งในเจ้าเมืองทั้งสิบ

แม้ว่าหลังจากจะย้ายถิ่นฐานมาที่เมืองเซิงหยางแล้วจะไม่ดีอย่างที่คิด แต่พวกเขาก็ยังได้รับอิสระทำอะไรได้มากมายไม่มีข้อผูกมัด

“เรื่องนี้ฉันตัดสินใจไปแล้ว”

เยี่ยลี่ยี่มองดูผู้ติดตามนับสิบที่อยู่ต่อหน้าเธอ

หลังจากที่ได้เข้าไปในถนนการค้าแล้วในช่วงกลางวัน เธอก็ได้เข้าไปเจรจาเรื่องที่อยู่อาศัยกับมู่เหลียงต่อ และเตรียมตัวจะย้ายมาตั้งถิ่นฐาน

“แล้วพวกเราล่ะ”

ผู้ติดตามคนอื่นพูดพร้อมกับท่าทางที่ดูลำบากใจ

“ทุกอย่างท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬเตรียมการไว้หมดแล้ว”

เยี่ยลี่ยี่รู้ว่าคนในตระกูลของเธอค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอจึงพูดต่อทันที

“ทุกคนไม่ต้องคิดมาก ทุกคนจะได้รับหน้าที่ตามความสามารถของตัวเองในเมืองเต่าทมิฬ”

“เข้าใจแล้วคุณหนู”

เหล่าผู้ติดตามทั้งหมดขานรับ

“หลังจากวันนี้ไป ฉันจะไม่ใช่คุณหนูและผู้นำตระกูลของทุกคนอีกแล้ว”

เยี่ยลียี่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ต่อจากนี้ไปทุกคนจะต้องจงรักภักดีต่อเจ้าเมืองเต่าทมิฬเท่านั้น”

เธอไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลในเมืองเต่าทมิฬ โดยที่คนของเธอไม่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าเมือง และจะทำให้เกิดความลำบากได้

“....”

สมาชิกในตระกูลทุกคนมองหน้ากันด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน และพูดไม่ออก

“เข้าใจแล้ว คุณหนู”

เฉิงเหมาพูดขึ้นเป็นคนแรก

“ท่านลุงเข้าใจด้วยนะ”

เยี่ยลี่ยี่มองไปทางเฉิงเหมาด้วยแววตาลึกซึ้ง

“เข้าใจแล้ว คุณหนู”

ผู้ติดตามคนอื่นๆ ก็เริ่มที่จะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังเคารพเยี่ยลี่ยี่อยู่

เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วกับเรื่องนี้

“เราไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตระกูลเพื่อสร้างประโยชน์ส่วนตัวได้ และมันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่หากทำแบบนั้น”

เมืองเต่าทมิฬนั้นไม่เหมือนกับเมืองสิบขั้น เมืองเต่าทมิฬมีกฏระเบียบของตัวเอง

ผู้ติดตามและสมาชิกของตระกูลเยี่ยคนใดทำผิด เยี่ยลี่ยี่ก็ไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้

แต่การได้เข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬจะทำให้ชีวิตการเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น

“รับทราบ”

ทุกคนขานรับ

ก๊อกๆ

แล้วตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

“นั้นใคร”

เยี่ยลี่ยี่ถามขึ้นด้วยเสียงที่ดัง

“ท่านเจ้าเมือง ต้องการพบเยี่ยลี่ยี่”

เสียงที่ดูนิ่งสงบของลี่ลี่ดังขึ้น

“จะไปเดี๋ยวนี้”

เยี่ยลี่ยี่จำได้ว่านี้คือเสียงของใคร

เธอลุกขึ้นทันที และเดินไปที่ประตูพร้อมกับเปิดออก มีร่างของหญิงสาวตัวเล็กยืนอยู่หลังประตู

“ไปกันเถอะ อย่าให้ท่านเจ้าเมืองรอนานเลย”

ลี่ลี่หันหลังแล้วเดินนำออกไป

เธอแอบฟังอยู่หลังประตูนานแล้ว และได้ยินทุกอย่างที่เยี่ยลี่ยี่พูดกับคนของเธอ และทุกอย่างลี่ลี่จะนำไปรายงานให้มู่เหลียงได้รับรู้

“อื้ม”

เยี่ยลี่ยี่ตามไปทันที

ทั้งสองเดินทางกลับไปที่เนินสูงของเมืองเต่าทมิฬ ตลอดทางนั้นทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยกันจนมาถึงห้องอาหารของตำหนักเจ้าเมือง

เยี่ยลี่ยี่เข้าไปในห้องอาหารและเห็นหญิงสาวมากมายอยู่ในนี้

มู่เหลียงนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะและโบกมือเรียกเธอ

“มานั่งก่อน แล้วกินอะไรก่อนสิ”

“ค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่ขานรับด้วยสีหน้าที่เคารพ

เธอนั่งลงข้างกับหญิงสาวผมแดง

“น้องหลัน เอาทอดมันเนื้อ”

มู่เหลียงสั่ง

“เจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

มิโฮลุกขึ้นด้วยท่าทางนิ่งสงบ ก่อนที่จะเข้าไปรินน้ำชาให้กับเยี่ยลี่ยี่ และกลับไปนั่งลงข้างๆ มู่เหลียง

“คุณเยี่ย วันนี้ผลงานของเธอยอดเยี่ยมมาก”

มู่เหลียงยกถ้วยชาขึ้นพร้อมกับแสดงท่าทางชื่นชม

วันนี้มีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในถนนการค้า ก็เพราะการกระจายข่าวของเยี่ยลี่ยี่

“นั้นก็เพราะแผนของท่านเจ้าเมืองค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่รีบยกถ้วยชาขึ้นแสดงท่าทางคำนับต่อมู่เหลียง

“พรุ่งนี้ให้ทุกคนย้ายมาที่นี่ได้เลย”

มู่เหลียงพูดก่อนที่จะจิบชา

“เข้าใจแล้วค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่รู้สึกโล่งอกที่เมื่อสิ่งที่สัญญากับมู่เหลียงไว้เป็นความจริง

“คนจากตระกูลเยี่ยทั้งหมด ฉันจะย้ายพวกเขาไปอยู่ในกองกำลังป้องกันเมืองเต่าทมิฬ”

มู่เหลียงกล่าวต่อ เขาวางแผนที่จะคัดกรอง และนำกำลังคนเหล่านี้มาเสริมกำลังรบให้กับเมือง

นอกจากนี้เขายังจัดตั้งหน่วยพิเศษขึ้น เพื่อรับผิดชอบรักษาความสงบของเมืองอีกด้วย

“ค่ะ ฉันจะทำตามที่ท่านเจ้าเมืองต้องการ”

เยี่ยลี่ยี่ตอบทันทีโดยไม่แม้แต่จะคิด

มู่เหลียงมองดูและจิบชาอีกครั้งก่อนที่จะพูดอย่างใจเย็น

“แล้วเธอล่ะ อยากทำอะไรต่อจากนี้”

“ฉัน…อยากทำอะไรต่อจากนี้หรอค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่กุมถ้วยชาไว้แน่น และเผยให้เห็นร่องรอยของความสับสนในแววตาของเธอ

เธอไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย ว่าจะทำอะไรต่อจากนี้ เพราะก่อนหน้านี้เธอรู้เพียงว่าต้องรักษาตระกูลเยี่ยเอาไว้ให้ได้

ตอนนี้เยี่ยลี่ยี่ได้นำทุกคนเข้ากับเมืองเต่าทมิฬแล้ว และไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากสิ่งใดอีก

“ดูเหมือนว่าเธอยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยสินะ”

มู่เหลียงพูดก่อนที่จะวางถ้วยชาลง

“ค่ะ ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย”

เยี่ยลี่ยี่ก้มหน้าลงเล็กน้อย

ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นและพูด

“แต่ฉันจะทำตามคำสั่งของท่านเจ้าเมืองทุกอย่างค่ะ!”

มู่เหลียงยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะถามขึ้น

“เธอชอบทำงานแบบไหนล่ะ”

เขาเคยคิดว่าจะให้เยี่ยลี่ยี่ทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าเธอทำอะไรได้บ้างจึงไม่สามารถหางานให้เธอได้

“พวกงานอ่านเขียนค่ะ…”

เยี่ยลี่ยี่พูดอย่างอ่อนแรง

“.....”

มู่เหลียงนิ่งไปครู่หนึ่ง พร้อมกับหันไปมองทางหยู่ฉินหลานด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

ในโลกที่ล้มสลายแบบนี้มีงานจำพวกงานอ่านเขียนด้วยงั้นหรอ?

“อะแฮ่ม”

หยู่ฉินหลานกระแอมเบาๆ

เธอเหล่ตามองไปทางเยี่ยลี่ยี่และถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“เธอชอบทำงานจัดการบริหารสิ่งต่างๆ งั้นหรอ”

สิ่งนี้มันก็ไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เยี่ยลี่ยี่กล่าวสักเท่าไร

ในฐานะเลขาของท่านเจ้าเมืองมีเรื่องราวหลายอย่างที่จดบันทึก ก่อนที่จะเอาไปตีพิมหรือเอาไปอ่านประกาศ

“ฉัน….มีความรู้เพียงด้านนี้”

เยี่ยลี่ยี่พยักหน้าเบาๆ

“งั้นอยากทำงานในโรงพิมพ์ไหม”

มู่เหลียงพอจะเข้าใจสิ่งที่เยี่ยลี่ยี่บอกเมื่อลองคิดตามดู

“แล้วก็เป็นผู้จัดการร้านหนังสือในถนนการค้าด้วย”

การจัดพิมพ์เป็นเรื่องยุ่งยากในอนาคตแน่ๆ แต่จะเป็นเรื่องดีหากมีคนมารับผิดชอบงานตั้งแต่แรก

“โรงพิมพ์…ร้านหนังสือ??”

เยี่ยลี่ยี่กระพริบตาหลายครั้งด้วยความสงสัย และไม่รู้ว่าทั้งสองสิ่งนี้คืองานอะไร

“ฉินหลาน ช่วยอธิบายให้เธอด้วยนะ”

มู่เหลียงพูดเบาๆ

“ค่ะ”

หยู่ฉินหลานตอบพร้อมกับยิ้มอย่างมีเสน่ห์

ตอนนี้เธอเปรียบเสมือนมือขวาของมู่เหลียง ทำให้เธอได้รับมอบหมายงานสำคัญหลายอย่าง

แล้วอีกอย่างหากว่าเธอไม่ต้องแข่งขันกับใครเรื่องตำแหน่งข้างมู่เหลียงเธอก็ไม่สนใจเรื่องอื่นอยู่แล้ว

“ฉันจะพยายามเรียนรู้อย่างเต็มที่ค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยกับสิ่งนี้

ตอนนี้เธอได้ก้าวออกมาจากความสะดวกสบายทั้งหมดที่เคยมี และต้องไปทำงานที่เธอไม่รู้จักมาก่อน

“ทอดมันเนื้อมาแล้วเจ้าค่ะ”

เว่ยหยู่หลันมาพร้อมกับจานที่ใส่ทอดมันเนื้อ

ก่อนที่เธอจะคีบวางลงบนจานของทุกคน

มู่เหลียงมองดูทอดมันเนื้อกองสูงในจานของเขา และเห็นว่าหยู่เฟ่ยหยานนั้นก็จ้องมองทอดมันเนื้อตาเป็นประกาย

“แล้ววันนี้สรุปยอดผลึกสัตว์อสูรที่ได้มารึยัง”

มู่เหลียงถามพร้อมกับกัดลงไปบนทอดมันเนื้อ และมองดูสองสาวที่อยู่ข้างๆ

“ทุกอย่างจดสรุปไว้หมดแล้ว”

หยู่ฉินหลานเอานำสมุดบันทึกออกมาจากอ้อมแขนของเธอพร้อมกับยื่นให้มู่เหลียง

“เอาไปให้ฉันที่ห้องคืนนี้”

หลังจากที่เขาดูจบแล้ว เขาจะส่งคืนทันที

เขาต้องการแต้มวิวัฒนาการเพื่อเพิ่มระดับสัตว์อสูร และเพิ่มกำลังรบในอนานคต

“ค่ะ”

หยู่ฉินหลานขานรับพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย

มู่เหลียงหันมองมินโฮที่ตอนนี้หูกระต่ายของเธอดูพันไปหมด

มู่เหลียงถึงกับขมวดคิ้วและถามด้วยความสงสัย

“เป็นอะไรมินโฮ วันนี้ดูเธอกะจิตกะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย”

“ฮ่ะ!?”

มินโฮสะดุ้งด้วยความตกใจ พร้อมกับส่ายหัว

เธอเห็นว่ามู่เหลียงดูยุ่งกับงานมาก และเธอเองก็เกรงใจที่จะรบกวนเวลาของมู่เหลียง

“ไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวฉันจะส่งคนเข้าไปในเมืองเซิงหยางเพื่อตามหาข่าวของพี่สาวเธอภายในวันสองวันนี้แหละ”

มู่เหลียงยกมือขึ้นและลูบไปที่หัวของมินโฮเบาๆ อย่างอ่อนโยน

มู่เหลียงมีภาพเหมือนพี่สาวมินโฮแล้ว เมื่องถึงเวลา เขาจะตีพิมพ์ภาพนี้หลายสิบใบ และการตามหาพี่สาวของมินโฮก็จะง่ายขึ้น

เพราะการตามหาคนจากคำอธิบายรูปร่างนั้นยากเกินไป

“อือ”

มินโฮตอบรับเบาๆ และไม่ถามเหตุผลว่าทำไมต้องรออีกวันสองวัน

เดิมทีเธออยากจะขอความช่วยเหลือจากเยี่ยลี่ยี่ แต่ด้วยนิสัยขี้อายของเธอ ทำให้เธอลังเลอยู่หนึ่งวันโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

แต่ตอนนี้เธอได้รับคำมั่นสัญญาจากมู่เหลียงแล้วทำให้เธอสบายใจขึ้นมาก