ตอนที่ 165

แสงของเช้าวันใหม่ก็ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า

ในเวลานั้นที่ประตูเมืองเซิงหยางเองก็วุ่นวายอย่างมาก มีคนจำนวนมากมาออกันที่ประตูเพื่อจะออกไปจากเมือง

“ทำไมวันนี้คนถึงเยอะขนาดนี้ ? ทุกคนจะรีบไปไหนกัน”

คนที่อยู่แถวนั้นพูดขึ้นด้วยความสงสัย ปกติแล้วหากไม่ใช่กลุ่มนักล่าใหญ่รอเดินทางออกจากเมือง ไม่มีทางที่ประตูเมืองจะแออัดเช่นนี้

“ไม่แน่ พวกเขาอาจจะต้องการไปเมืองเต่าทมิฬก็ได้”

มีชายร่างใหญ่ตอบคำถามนี้ให้

“ทำไมพวกเขาถึงอยากจะขึ้นไปบนหลังของสัตว์อสูรกัน?”

มีเสียงชาวบ้านอีกคนถามขึ้นจากด้านข้าง

“เอ้าไม่รู้เรื่องเลยหรอ? มีข่าวว่าที่บนนั้นมีถนนการค้า ซึ่งใครก็สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้หากมีของไปแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม เพราะงั้นทุกคนถึงจะรีบไปเพื่อแลกเปลี่ยนของล้ำค่าก่อนไงล่ะ!”

ผู้ชายคนนั้นคือเชิงเหมาที่เอาเคราปลอมมาติดไว้ที่ปลายคาง

ตอนนี้พวกเขากำลังทำงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา กระจายข่าวเรื่องถนนการค้าของเมืองเต่าทมิฬ

“แล้วมันมีของล้ำค่าอะไรบ้างหรอ”

เยี่ยลี่ยี่ถามขึ้นพร้อมกับดัดเสียงของเธอ

ตั้งแต่กลับมายังที่พักเมื่อคืน เธอได้เรียกประชุมตระกูลด่วน และได้มอบหมายงานให้กับทุกคนออกมากระจายข่าวตอนช่วงรุ่งสาง

“มีของล้ำค่าไม่กี่อย่างในถนนการค้านั้น รวมไปถึงของขึ้นชื่ออย่างชาประกายแสง”

ก่อนที่เฉิงเหมาจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

“เขาว่ากันว่า…หากได้ดื่มน้ำชาประกายแสงจะทำให้อายุยืนยาว แล้วต้นของชานี้ใหญ่โตมากอีกทั้งยังเปล่งแสงที่งดงาม”

“แล้วไหนจะมีหนังสือที่มีเรื่องราวจากยุคโบราณวางขายอีกด้วย”

เฉิงเหมาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูลึกลับมากขึ้น

“นอกจากนั้นมีอีกสองสามอย่างที่หาแลกได้อีก เช่นต้นอ่อนของพืช และผักต่างๆ ที่โตเต็มที่แล้ว”

“ทำไมถึงรู้เรื่องพวกนี้ได้ล่ะ”

เยี่ยลี่ยี่แกล้งถามอย่างตกใจ

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมืองเต่าทมิฬปรากฏตัว เมืองเต่าทมิฬเคยไปที่เมืองสิบขั้นมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้”

เฉิงเหมาเชิดคางขึ้นอย่างเย่อหยิ่งเล็กน้อย และท่าทางราวกับจะสื่อว่า ‘พวกแกไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย’

“ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันจะไปเมืองเต่าทมิฬ!! เมื่อไหร่ประตูเมืองจะเปิดนะ”

เยี่ยลี่ยี่พูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น

“ใช่แล้วเธอจะชอบใจเมื่อได้ขึ้นไปบนนั้น”

ทุกอย่างที่เฉิงเหมากับเยี่ยลี่ยี่พูดนั้นทุกคนรอบๆ ต่างได้ยินทั้งหมด และเกิดความสนใจอย่างมาก

“ถ้างั้นพวกเราไปดูกันเถอะว่าเมืองเต่าทมิฬเป็นเช่นไร”

“แล้วต้องใช้อะไรในการแลกเปลี่ยนในเมืองเต่าทมิฬ?”

มีคนหนึ่งถามขึ้น

“ผลึกสัตว์อสูร หรือพวกสัตว์บางชนิด”

เฉิงเหมาตอบอย่างสบายๆ

เขาดึงถุงผ้าที่เหน็บเอาไว้ที่เอวขึ้นมา และพูดด้วยสีหน้ายินดี

“ฉันพร้อมที่จะขึ้นไปบนนั้นแล้ว”

ในถุงนี้บรรจุผลึกสัตว์อสูรที่เหลืออยู่ของตระกูลเยี่ย เป็นการสร้างภาพเพื่อหลอกทุกคน

“ต้องรีบกลับไปเอาผลึกสัตว์อสูรที่บ้านแล้ว”

ชาวบ้านแถวนั้นเริ่มแยกย้ายกันอย่างรวดเร็วทันที

ภายใต้ความวุ่นวายของฝูงชน มีหลายคนเองที่นำผลึกสัตว์อสูรกลับมาแล้วเหมือนกัน

ในฝูงชนนั้นมีมิอาและซิไป่ฉีอยู่ด้วย และมองไปยังประตูเมืองพร้อมกับฟังเสียงฝูงชนพูดคุยกัน

“หากเป็นแบบนี้ คนหาข่าวของเธอจะกลับมาตรงเวลาใช่ไหม?”

ซิไป่ฉีถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

ข้อมูลที่กำลังร้อนแรงที่สุดตอนนี้คือข้อมูลของเมืองเต่าทมิฬ ที่อยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณ

สายข่าวและนักหาข่าวต่างๆ ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาก และหยุดที่จะหาข่าวอื่นไปก่อน

“มันควรจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

มิอาขมวดคิ้วเรียวดำของเธอ

สิ่งนี้ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย เพราะนอกจากจะตามหาข่าวน้องสาวไม่เจอแล้ว ยังมีคนที่รอไล่ล่าพวกเธออยู่อีก

ตอนนี้ยังมีเรื่องของสัตว์อสูรโบราณ กับเมืองเต่าทมิฬสร้างความวุ่นวายมากขึ้นไปอีก

“งั้นเราไปเมืองเต่าทมิฬกันเถอะ”

ซิไป่ฉีพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

เธออยากไปที่เมืองเต่าทมิฬสักหน่อย เพราะทุกคนเองก็ต่างสงสัยเกี่ยวกับเมืองนี้ ว่าทำไมมันถึงไปสร้างอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณได้

“ไม่ พวกหมื่นอสูรรออยู่นอกเมือง”

มิอาปฏิเสธทันทีอย่างไม่ต้องคิด

เธอไม่ต้องการจะเสี่ยงไปมากกว่านี้ นักล่าจากเมืองหมื่นอสูรทั้งสามคนนั้นรอพวกเธออยู่ หากพ้นประตูเมืองไปมันเล่นงานพวกเธอแน่

“งั้นเราก็ปลอมตัวจะได้ไปยังเมืองเต่าทมิฬได้!”

ซิไป่ฉีกระพริบตาของเธออย่างมีความหวัง

“ไม่”

มิอาไม่สนใจท่าทางของซิไป่ฉีแม้แต่น้อย

“เธอไม่ได้ยินหรอ ว่าอาหารบนเมืองเต่าทมิฬนั้นอร่อยที่สุดในโลก”

“มันก็แค่ของกินที่ทำขึ้นมา”

“จริงๆ นะ เมื่อวานหลี่เอ๋อกู่กลับลงมาพร้อมกับบางสิ่งที่หอมมากๆ เธอไม่ได้กลิ่นรึไง”

“ใช่ ฉันเองก็ได้กลิ่นเหมือนกัน”

“....”

เอื้อก!!

ซิไป่ฉีไม่สามารถระงับความอยากของเธอได้ ทำได้เพียงกลืนน้ำลายก้อนโตลงคอ

เธออยากจะลองกินอาหารที่บอกว่าอร่อยที่สุดในโลก

แววตาสีทองของซิไป่ฉีกลอกไปมา และอยู่ๆ เธอก็ได้ความคิดอะไรดีๆ และกระซิบเบาๆ

“บนนั้นอาจจะมีข่าวของน้องสาวเธอก็ได้”

“....”

มิอาถึงกับแสดงสีหน้าตกใจ และเห็นด้วยเพราะมีความเป็นไปได้เหมือนกัน

“เมืองเต่าทมิฬน่าจะค้าขายกับเมืองใหญ่บ่อยๆ ผู้คนที่อยู่อาศัยบนนั้นอาจจะรู้อะไรก็ได้”

ซิไป่ฉีกุมมือของมิอาและพูดต่อ

“ไม่แน่พวกเราอาจจะโชคดี เจอกับตัวน้องสาวเธอก็ได้นะ”

“...”

มิอาเลิกคิ้ว ก่อนที่จะเดินหันหลังกลับออกไปจากฝูงตน

“เฮ้!! จะไปไหนนะ”

สีหน้าของซิไป่ฉีเปลี่ยนไปเป็นวิตกทันที

หรือว่าการโน้มน้าวของเธอจะล้มเหลว แล้วทำให้นังเมวโกรธจนเดินหนีไป

“กลับไปเอาผลึกสัตว์อสูร!”

มิอาพูดอย่างนิ่งสงบ

“...?!?”

ซิไป่ฉีถึงกับตกใจ ก่อนที่จะยิ้มออกมา

เธอรู้ว่ามิอานั้นให้ความสำคัญกับน้องสาวขนาดไหน และใช้จุดนี้ในการโน้มน้าว เพราะงั้นจะมีหรือที่จะไม่สำเร็จ

……………

“คุณหนู เราเอายังไงต่อดี”

เฉิงเหมาขยับเข้ามาใกล้ๆ เยี่ยลี่ยี่พร้อมกับกระซิบเบาๆ

“คุณหนูต้องการให้กระจายข่าวเพิ่มอีกไหม”

“ไม่ต้องแล้ว ถ้าพูดไปมากกว่านี้จะเกิดความสงสัยได้”

เยี่ยลี่ยี่ส่ายหัว

ขั้นตอนแรกของแผนการที่มู่เหลียงมอบหมายให้เธอทำสำเร็จแล้ว แต่ในขั้นต่อไปไม่ถึงเวลา

แล้วเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างช้าๆ จนในที่สุดท้องฟ้าก็ดูสดใสขึ้น

ครืน!!

เสียงของประตูเมืองเซิงหยางก็เปิดออก

“ไปเร็ว!! รีบไปเข้าแถวกันเถอะ”

เยี่ยลี่ยี่รีบวิ่งออกไปนอกตัวเมืองเซิงหยาง ตามฝูงชนไปยังเมืองเต่าทมิฬทันที

เธอนำคนของตระกูลเยี่ยที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้านไปเข้าแถวอยู่หน้าบันไดป้อมเทียนเหมิน ภายใต้สายตาที่จับจ้องของทุกคน

การเคลื่อนไหวของเยี่ยลี่ยี่นั้น เป็นแผนการขั้นที่สองของมู่เหลียง เธอจะต้องป็นคนนำเข้าแถวเมือง และพาคนของเธอติดตามมาด้วยเพื่อสร้างภาพว่ามีคนจำนวนมากสนใจที่จะไปยังเมืองเต่าทมิฬ

……

ตุบๆๆๆ

ภายใต้กระแสความสนใจผู้คนเองก็ไม่นิ่งเฉยรีบไปต่อแถวด้านหลังกลุ่มของเยี่ยลี่ยี่ทันที

ในกลุ่มคนเหล่านั้น มิอาและซิไป่ฉีเองก็แฝงตัวมาด้วย

หญิงสาวทั้งสองเปลี่ยนชุด และใช้ผ้าคลุมดำโพกหัวเอาไว้ และเผยให้เห็นแต่แววตาเท่านั้น

“เธอได้กลิ่นพวกมันรึป่าว”

ซิไป่ฉีใช้นิ้วเล็กๆ ของเธอจิ้มไปที่หลังของมิอา

“ไม่ มันคงไม่ได้อยู่แถวนี้”

มิอาส่ายหัว

เธอสาดส่องสายตาไปรอบๆ และเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ตลอดเวลา

…..

บนโขดหินที่ไกลออกไป นักล่าจากเมืองหมื่นอสูรทั้งสามยืนอยู่บนนั้น

“เป็นไง? ได้กลิ่นพวกมันไหม”

หัวสิงโตถามขึ้น

“ไม่ครับ มีคนมากเกินไป กลิ่นเลยไม่ชัดแต่มีกลิ่นจางๆ ปนอยู่”

หัวหมาป่าส่ายหัวเล็กน้อย

เขาต้องค่อยๆ จำแนกและแยกกลิ่นที่ละกลิ่นจากกลุ่มคนเหล่านั้น และด้วยจำนวนที่เยอะทำให้กลิ่นนั้นตีกันมั่วไปหมด

ไม่งั้นทั้งสามคงไม่ลงมือช้าแบบนี้ เพราะมีกลิ่นมากเกินไป

หัวหมีมองไปยังแถวที่ยาวเหยียด และพูดขึ้น

“พวกมันอาจจะแอบซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนนี้ก็ได้ และคิดที่จะหนีไปยังเมืองเต่าทมิฬรึป่าว?”

เขาคาดเดาว่าหัวขโมยทั้งสองอาจจะใช้ช่วงเวลานี้หลบหนีการไล่ล่าโดยหนีไปพร้อมกับเมืองเต่าทมิฬ

“เราควรจะไปที่นั้นด้วยไหม?”

หัวหมีถามด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม

เขาอยากรู้เหมือนกันว่าเมืองที่อยู่บนหลังสัตว์อสูรจะแตกต่างจากเมืองหมื่นอสูรแค่ไหน

“งั้นเราไปเข้าแถวกัน”

หัวสิงโตตัดสินใจและออกคำสั่ง เพราะลองดูก็ไม่เสียหายอะไร

เพราะความเป็นจริงแล้ว การเก็บรวบรวมข้อมูลเมืองเต่าทมิฬเองก็น่าสนใจเหมือนกัน