ตอนที่ 249

ที่ตำหนักเจ้าเมือง

เว่ยกังเดินนำสองพี่น้องอาหลี่มาด้านใน

“พ่อ!”

แววตาของเว่ยหยูหลันถึงกับสว่างขึ้นมาเมื่อเห็นพ่อของเธอ

“ลูกหลัน”

สีหน้าของเว่ยกังดูอ่อนโยนลง และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูอบอุ่น

“ท่านหยู่อยู่ที่นี่ไหม”

“อยู่”

เว่ยหยูหลันตอบ

และพูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัด

“พ่อต้องการไปหาท่านหยู่งั้นหรอ”

เว่ยกังพยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้ม

“ใช่ ไปบอกท่านหยู่ที่ว่า ตอนนี้มีช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณมาสมัครงานสองคน”

“ได้ค่ะ”

เว่ยหยูหลันพยักหน้าอย่างรวดเร็ว และเดินกลับไปที่ห้องทำงานของมู่เหลียง

หลังจากนั้นไม่นาน

สาวใช้ตัวน้อยก็กลับมาพร้อมกับหยู่ฉินหลาน

“คนไหนเป็นช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลาง?”

หยู๋ฉินหลานถามขึ้นพร้อมกับเดินมาด้วยท่าทางที่สง่างาม แววตาสีฟ้าของเธอจ้องมองไปยังหญิงสาวที่หน้าตาไม่คุ้นเคย

“ท่านหยู่ สองคนนี้เป็นช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลางทั้งคู่ครับ”

เว่ยกังตอบด้วยความเคารพ

“ทั้งสองคนเลยงั้นหรอ?”

หยู่ฉินหลานมองสองพี่น้องด้วยความประหลาดใจ

“สวัสดีค่ะ”

อาหลี่เช่อพูดทักทายด้วยสีหน้าเขินอายเล็กน้อย

ส่วนอาหลี่ย่าพยักหน้าอย่างรวดเร็ว และตอบ

“ใช่ เราสองพี่น้องเป็นช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลาง”

“น่าสนใจ เป็นพี่น้องกันด้วยงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานยิ้มอย่างมีเสน่ห์ และผายมือไปด้านข้างเล็กน้อย

“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตามฉันมา เราต้องทดสอบกันก่อน”

อาหลี่ย่ามองพี่สาวของเธอ

ก่อนที่จะดึงตัวให้มาใกล้ๆ และเดินตามหยู่ฉินหลานไป ในขณะเดียวกันก็มองไปรอบๆ เพื่อสำรวจสภาพตำหนักด้วย

ก็อกๆ

“มู่เหลียง…มีช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลางมาสมัครแล้ว”

หยู่ฉินหลานเคาะประตูห้องทดลอง ซึ่งตอนนี้มู่เหลียงกำลังศึกษาค้นคว้าอยู่ภายใน

“มาเร็วจริง…เข้ามาได้”

เสียงตอบของมู่เหลียงดูประหลาดใจก่อนที่จะบอกให้ทุกคนเข้ามา

ปัง!

ประตูห้องทดลองถูกเปิดออก

หยูฉินหลานเดินนำสองพี่น้องอาหลี่เข้ามาในห้องทดลอง

“คนไหนคือช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลาง”

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นมองและถาม

เขากำลังศึกษาผลระเบิดอยู่ แต่ก็ยังไม่คืบหน้ามากนัก

และถูกต้องมู่เหลียงต้องการสร้างบางสิ่งที่เหมือนกับดินปืน และนำมาสร้างเป็นอาวุธปืน

ดินปืนปกตินั้นมู่เหลียงคาดว่าคงใช้กับผู้มีพลังไม่ได้แน่นอน

“ทั้งคู่”

หยู่ฉินหลานเดินเข้ามายืนข้างมู่เหลียงและช่วยเก็บโต๊ะทดลองของมู่เหลียงให้เรียบร้อย

“สองคนเลยงั้นหรอ?”

มู่เหลียงมองดูสองสาวด้วยความประหลาดใจ

“ท่านคือ?”

อาหลี่ย่าเลิกคิ้วและถาม

“ฉันเป็นเจ้าเมืองของที่นี่”

มู่เหลียงปัดมือ ก่อนที่จะสร้างน้ำออกมาล้างมือ

อาหลี่ย่ากับพี่สาวของเธอถึงกับตกใจ ชายหนุ่มตรงหน้านี้เป็นเจ้าเมือง!

เขายังดูหนุ่มอยู่ และเป็นผู้ตื่นพลังวารีอีกด้วย ซึ่งนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับเชิญไปเมืองเว่ยหลายในอนาคต

“ท่านคือเจ้าเมือง?”

อาหลี่ย่ามองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างประหลาดใจ

มู่เหลียงยักไหล่ และถามอย่างใจเย็น

“ทำไม ไม่เหมือนงั้นหรอ?”

“ไม่ใช่แบบนั้น”

อาหลี่เช่อส่ายหัวอย่างไว

“เธอสองคนเองก็ดูไม่เหมือนช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลางเหมือนกัน”

มู่เหลียงเริ่มแสดงความคิดของเขาออกมาอย่างตรงไปตรงมา

“.....”

อาหลี่ย่าถึงกับพูดไม่ออก

-“เราจะรู้ได้เองหลังจากทดสอบแล้ว”

หยู่ฉินหลานจัดการเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว

เธอนั่งบนโต๊ะของมู่เหลียงพร้อมกับแกว่งขาไปมาเล็กน้อย

“แน่นอน”

มู่เหลียงพยักหน้า

“การทดสอบคืออะไร”

อาหลี่ย่าถามอย่างสงสัย

“ก็ในเมื่อทั้งสองบอกเป็นช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลาง ดังนั้นการเชื่อมเส้นเลือดก็คงทำได้ใช่ไหม”

มู่เหลียงถามอย่างใจเย็น

อาหลี่ย่าเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและพูดอย่างภูมิใจ

“แน่นอนนั้นเป็นสิ่งที่ช่างระดับกลางต้องรู้”

หยู่ฉินหลานยิ้มมุมปาก

หากว่าเธอทั้งสองคนนี้รู้ว่ามู่เหลียงสร้างยุทธภัณฑ์ระดับสูงได้อย่างสบาย คงได้ตกใจอ้าปากค้างแน่

มู่เหลียงเลยกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม

“งั้นพวกเธอสามารถใช้วัตถุดิบอะไรก็ได้ที่อยู่ในห้องนี้ และสามารถสร้างยุทธภัณฑ์และเชื่อมเส้นเลือดได้ ก็ถือว่าสอบผ่าน”

นี้คือพื้นฐานที่สุดของการเป็นช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลาง คือการเชื่อมเส้นเลือด หากทำไม่ได้ก็เป็นแค่พวกหลอกลวง

“แค่นั้นสบายมาก”

อาลี่ย่ามองไปรอบๆ ห้องทดลอง

เธอเห็นชิ้นส่วนหลายอย่างที่คุ้นเคย และรู้สึกมั่นใจมาก

ก่อนที่จะเริ่มอาหลี่ย่าได้ถามขึ้น

“ท่านเจ้าเมือง มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะถามให้ชัดเจนก่อน….ท่านสัญญาว่าจะทำตามทุกอย่างที่เขียนในใบประกาศใช่ไหม”

“แน่นอน”

มู่เหลียงพยักหน้า

“งั้นก็ตกลง”

อาหลี่ย่าเริ่มลงมืออย่างไม่ลังเล

เธอหันไปและมองหากองวัตถุดิบที่มุมห้อง และเลือกสิ่งที่เธอรู้จักออกมา

อาหลี่เช่อเองก็เดินไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ และมองเลือกวัตถุดิบ

หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“มู่เหลียง หากว่าทั้งคู่ผ่านการทดสอบ จะรับทั้งคู่เลยงั้นหรอ”

“แน่นอนเมืองเต่าทมิฬต้องการคนมีความสามารถ”

มู่เหลียงพูดอย่างสุขุม

“....”

หยู่ฉินหลานพยักหน้าอย่างช้าๆ

เมืองเต่าทมิฬจะต้องเติบโตขึ้นไปอีก กำลังผลิตของมู่เหลียงเพียงคนเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทั้งเมืองได้

ยิ่งไปกว่านี้เขามีหน้าที่เป็นเจ้าเมือง ไม่ใช่เครื่องจักรผลิตยุทธภัณฑ์

อาหลี่ย่าหาวัตถุดิบที่เหมาะสมและง่ายที่สุด นั่นคือเปลือกของแมลง และเป็นเปลือกของแมลงเกราะหิน

แมลงเกราะหินนั้นมีลักษณะคล้ายกับแรดของโลกเดิมมู่เหลียง แต่มีขนาดใหญ่กว่าถึง 20 เท่า อีกทั้งเปลืองของมันยังแข็งพอๆ กับเหล็กได้

อาหลี่เช่อนั้นเลือกเปลือกของตะขาบสามเหลี่ยม ที่เป็นสัตว์อสูรประเภทแมลงเหมือนกัน

“ที่นี่มีไฟไหม”

อาลี่ย่าถามขึ้น พร้อมกับถือเปลือกของแมลงเกราะหิน

“แน่นอน”

มู่เหลียงยกมือขึ้นก่อนที่จะปล่อยลูกบอลเพลิงเพื่อก่อไฟที่เตา

“ผู้ตื่นพลังอัคคี!”

อาหลี่ย่าถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ

เมื่อได้สติกลับมา เธอก็ยิ่งสงสัยเกี่ยวกับตัวของมู่เหลียงมากขึ้น

คนคนเดียวจะมีพลังถึงสองอย่างได้อย่างไร

“เปลือกแมลงเกราะหิน ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบต้องเอาไปเผาจนกว่าผิวนอกของมันจะแตกออก”

อาหลี่ย่าเริ่มทำตามขั้นตอนที่เธอรู้มา

“กระดูกที่อยู่ภายใต้เปลือกพวกนี้เป็นชิ้นส่วนที่ใช้ทำยุทธภัณฑ์วิญญาณ”

มู่เหลียงมองดูอยู่เงียบๆ พร้อมกับช่วยเร่งไฟให้เผาเปลือกของแมลงเกราะหิน

ตอนนี้อาหลี่เช่อเองก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบแล้ว คือเอาเปลือกของตะขาบสามเหลี่ยมไปต้มในน้ำเดือด

ต้องใช้เวลาต้มสิบนาทีเพื่อขจัดพิษออกจากเปลือกให้หมด

อาจจะกล่าวได้ว่าวัตถุดิบส่วนใหญ่มีขั้นตอนการเตรียมอยู่ไม่กี่อย่างไม่ต้มก็เผา

บางครั้งจะต้องเติมส่วนประกอบเล็กน้อยลงในน้ำที่ต้มด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเวลาและอุณหภูมิ

ทั้งสองสาวกำลังเตรียมวัตถุดิบ คนนั้นต้มอีกคนกำลังเผา ทุกอย่างถูกทำไปเป็นคู่ขนานกัน

ห้านาทีต่อมา เปลือกของแมลงเกราะหินก็ร้าว และมีรอยแตกออก

เมื่อมันถูกเผาไปเรื่อยๆ รอยแตกก็ใหญ่ขึ้น

สองนาทีต่อมารอยแตกก็กระจายไปทั่วเปลือก ก่อนที่จะแตกออกเผยให้เห็นกระดูกสีขาวรูปทรงเดียวกับเปลือกอยู่ข้างใน

“ดี”

อาหลี่ย่าพูดเบาๆ

มู่เหลียงดีดนิ้ว ก่อนที่เปลวเพลิงจะหายไป ทำให้อาหลี่ย่าคีบกระดูกออกมาจากกองไฟ

อาหลี่ย่าใช้ปากเป่าลมให้กระดูกเย็นลง

ก่อนที่เธอจะเริ่มเชื่อมเส้นเลือดอย่างจริงจัง

กระดูกชิ้นนี้เป็นวัตถุดิบที่พิเศษหลังจากถูกไฟเผาแล้วมันจะกระตุ้นลักษณะพิเศษของมันออกมาถึงขีดสุด

และการเชื่อมเส้นเลือดยิ่งใช้เวลามากเท่าไรก็ยิ่งส่งผลกับคุณภาพของยุทธภัณฑ์ด้วย

นัยน์ตาของอาหลี่ย่าเปลี่ยนไป ทำให้เธอมองเห็นกระดูกนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เธอเห็นโพล่งภายในกระดูกมากมาย ราวกับเขาวงกตที่ซับซ้อน

อาหลี่ย่าจ้องเขม้งไปที่กระดูก และพยายามหาเส้นเลือดที่จะเชื่อมได้

มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้น และรู้ว่านี้คือพลังของหญิงสาวคนนี้ มันน่าจะเป็นพลังตาทิพย์อะไรสักอย่าง

“....”

อาหลี่ย่าเม้มปากและจ้องมองกระดูกนานกว่าสิบนาที

หลังจากนั้นเธอก็หยิบมีดขึ้นมา และทำการแซะขอบกระดูกและตัดออกจากกัน หลังจากนั้นก็พยายามทำให้เส้นเลือดเชื่อมเข้าหากันเหมือนกับการแก้ปริศนา

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ

หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากผ่านไป 20 นาที กระดูกสีขาวตรงหน้าถูกประกอบเข้าด้วยกันใหม่เป็นรูปร่างที่ต่างจากเดิม

อาหลี่ย่าเงยหน้าขึ้นและพูด

“ยังขาดผลึกสัตว์อสูร”

“เอ้านี้”

หยู่ฉินหลานส่งผลึกสัตว์อสูรให้

อาหลี่ย่ารับมาก่อนที่จะต่อเข้ากับเส้นเลือดของกระดูกชิ้นนี้

จากนั้นเธอก็เจาะเลือดที่นิ้วเล็กน้อย และบีบมันลงไปบนผลึกสัตว์อสูรเพื่อทำการบรรลุวิญญาณ

เมื่อเลือดหยดลงไปมันก็ทำให้กระดูกขาวนี้ส่องสว่างขึ้นราวกับมีชีวิต

“เรียบร้อย”

อาหลี่ย่าถอนหายใจโล่งอกอีกครั้ง พร้อมกับหยิบกระดูกสีขาวขึ้นมา และชั่งน้ำหนักในมือ

“จานร่อนงั้นหรอ?”

มู่เหลียงเอื้อมมือไปรับยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลางมาดู

“มันคือเกราะป้องกันหัวใจ”

อาหลี่ย่าตอบพร้อมกับทำหน้ามุ่ย

เกราะกันหัวใจปกติแล้วจะถูกเย็บเข้ากับชุดเกราะหรือเสื้อผ้า

“มัน…เล็กมาก”

มู่เหลียงเลิกคิ้ว

“แต่นั้นก็เป็นยุทธภัณฑ์ระดับกลางเหมือนกัน”

อาหลี่ย่ากัดฟันและพูดอย่างไม่พอใจ

“ใช่มันเป็นยุทธภัณฑ์ระดับกลาง เธอสอบผ่านแล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ

“ฉันก็เสร็จแล้ว”

อาหลี่เช่อพูดขึ้น

เธอเดินมาพร้อมกับเกราะหมวกในมือ มันมีสีเทา และปล่อยกลิ่นไอของยุทธภัณฑ์ระดับกลาง