ที่ตำหนักเจ้าเมือง
เว่ยกังเดินนำสองพี่น้องอาหลี่มาด้านใน
“พ่อ!”
แววตาของเว่ยหยูหลันถึงกับสว่างขึ้นมาเมื่อเห็นพ่อของเธอ
“ลูกหลัน”
สีหน้าของเว่ยกังดูอ่อนโยนลง และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูอบอุ่น
“ท่านหยู่อยู่ที่นี่ไหม”
“อยู่”
เว่ยหยูหลันตอบ
และพูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัด
“พ่อต้องการไปหาท่านหยู่งั้นหรอ”
เว่ยกังพยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้ม
“ใช่ ไปบอกท่านหยู่ที่ว่า ตอนนี้มีช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณมาสมัครงานสองคน”
“ได้ค่ะ”
เว่ยหยูหลันพยักหน้าอย่างรวดเร็ว และเดินกลับไปที่ห้องทำงานของมู่เหลียง
หลังจากนั้นไม่นาน
สาวใช้ตัวน้อยก็กลับมาพร้อมกับหยู่ฉินหลาน
“คนไหนเป็นช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลาง?”
หยู๋ฉินหลานถามขึ้นพร้อมกับเดินมาด้วยท่าทางที่สง่างาม แววตาสีฟ้าของเธอจ้องมองไปยังหญิงสาวที่หน้าตาไม่คุ้นเคย
“ท่านหยู่ สองคนนี้เป็นช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลางทั้งคู่ครับ”
เว่ยกังตอบด้วยความเคารพ
“ทั้งสองคนเลยงั้นหรอ?”
หยู่ฉินหลานมองสองพี่น้องด้วยความประหลาดใจ
“สวัสดีค่ะ”
อาหลี่เช่อพูดทักทายด้วยสีหน้าเขินอายเล็กน้อย
ส่วนอาหลี่ย่าพยักหน้าอย่างรวดเร็ว และตอบ
“ใช่ เราสองพี่น้องเป็นช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลาง”
“น่าสนใจ เป็นพี่น้องกันด้วยงั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานยิ้มอย่างมีเสน่ห์ และผายมือไปด้านข้างเล็กน้อย
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตามฉันมา เราต้องทดสอบกันก่อน”
อาหลี่ย่ามองพี่สาวของเธอ
ก่อนที่จะดึงตัวให้มาใกล้ๆ และเดินตามหยู่ฉินหลานไป ในขณะเดียวกันก็มองไปรอบๆ เพื่อสำรวจสภาพตำหนักด้วย
ก็อกๆ
“มู่เหลียง…มีช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลางมาสมัครแล้ว”
หยู่ฉินหลานเคาะประตูห้องทดลอง ซึ่งตอนนี้มู่เหลียงกำลังศึกษาค้นคว้าอยู่ภายใน
“มาเร็วจริง…เข้ามาได้”
เสียงตอบของมู่เหลียงดูประหลาดใจก่อนที่จะบอกให้ทุกคนเข้ามา
ปัง!
ประตูห้องทดลองถูกเปิดออก
หยูฉินหลานเดินนำสองพี่น้องอาหลี่เข้ามาในห้องทดลอง
“คนไหนคือช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลาง”
มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นมองและถาม
เขากำลังศึกษาผลระเบิดอยู่ แต่ก็ยังไม่คืบหน้ามากนัก
และถูกต้องมู่เหลียงต้องการสร้างบางสิ่งที่เหมือนกับดินปืน และนำมาสร้างเป็นอาวุธปืน
ดินปืนปกตินั้นมู่เหลียงคาดว่าคงใช้กับผู้มีพลังไม่ได้แน่นอน
“ทั้งคู่”
หยู่ฉินหลานเดินเข้ามายืนข้างมู่เหลียงและช่วยเก็บโต๊ะทดลองของมู่เหลียงให้เรียบร้อย
“สองคนเลยงั้นหรอ?”
มู่เหลียงมองดูสองสาวด้วยความประหลาดใจ
“ท่านคือ?”
อาหลี่ย่าเลิกคิ้วและถาม
“ฉันเป็นเจ้าเมืองของที่นี่”
มู่เหลียงปัดมือ ก่อนที่จะสร้างน้ำออกมาล้างมือ
อาหลี่ย่ากับพี่สาวของเธอถึงกับตกใจ ชายหนุ่มตรงหน้านี้เป็นเจ้าเมือง!
เขายังดูหนุ่มอยู่ และเป็นผู้ตื่นพลังวารีอีกด้วย ซึ่งนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับเชิญไปเมืองเว่ยหลายในอนาคต
“ท่านคือเจ้าเมือง?”
อาหลี่ย่ามองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างประหลาดใจ
มู่เหลียงยักไหล่ และถามอย่างใจเย็น
“ทำไม ไม่เหมือนงั้นหรอ?”
“ไม่ใช่แบบนั้น”
อาหลี่เช่อส่ายหัวอย่างไว
“เธอสองคนเองก็ดูไม่เหมือนช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลางเหมือนกัน”
มู่เหลียงเริ่มแสดงความคิดของเขาออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“.....”
อาหลี่ย่าถึงกับพูดไม่ออก
-“เราจะรู้ได้เองหลังจากทดสอบแล้ว”
หยู่ฉินหลานจัดการเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว
เธอนั่งบนโต๊ะของมู่เหลียงพร้อมกับแกว่งขาไปมาเล็กน้อย
“แน่นอน”
มู่เหลียงพยักหน้า
“การทดสอบคืออะไร”
อาหลี่ย่าถามอย่างสงสัย
“ก็ในเมื่อทั้งสองบอกเป็นช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลาง ดังนั้นการเชื่อมเส้นเลือดก็คงทำได้ใช่ไหม”
มู่เหลียงถามอย่างใจเย็น
อาหลี่ย่าเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและพูดอย่างภูมิใจ
“แน่นอนนั้นเป็นสิ่งที่ช่างระดับกลางต้องรู้”
หยู่ฉินหลานยิ้มมุมปาก
หากว่าเธอทั้งสองคนนี้รู้ว่ามู่เหลียงสร้างยุทธภัณฑ์ระดับสูงได้อย่างสบาย คงได้ตกใจอ้าปากค้างแน่
มู่เหลียงเลยกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
“งั้นพวกเธอสามารถใช้วัตถุดิบอะไรก็ได้ที่อยู่ในห้องนี้ และสามารถสร้างยุทธภัณฑ์และเชื่อมเส้นเลือดได้ ก็ถือว่าสอบผ่าน”
นี้คือพื้นฐานที่สุดของการเป็นช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลาง คือการเชื่อมเส้นเลือด หากทำไม่ได้ก็เป็นแค่พวกหลอกลวง
“แค่นั้นสบายมาก”
อาลี่ย่ามองไปรอบๆ ห้องทดลอง
เธอเห็นชิ้นส่วนหลายอย่างที่คุ้นเคย และรู้สึกมั่นใจมาก
ก่อนที่จะเริ่มอาหลี่ย่าได้ถามขึ้น
“ท่านเจ้าเมือง มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะถามให้ชัดเจนก่อน….ท่านสัญญาว่าจะทำตามทุกอย่างที่เขียนในใบประกาศใช่ไหม”
“แน่นอน”
มู่เหลียงพยักหน้า
“งั้นก็ตกลง”
อาหลี่ย่าเริ่มลงมืออย่างไม่ลังเล
เธอหันไปและมองหากองวัตถุดิบที่มุมห้อง และเลือกสิ่งที่เธอรู้จักออกมา
อาหลี่เช่อเองก็เดินไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ และมองเลือกวัตถุดิบ
หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“มู่เหลียง หากว่าทั้งคู่ผ่านการทดสอบ จะรับทั้งคู่เลยงั้นหรอ”
“แน่นอนเมืองเต่าทมิฬต้องการคนมีความสามารถ”
มู่เหลียงพูดอย่างสุขุม
“....”
หยู่ฉินหลานพยักหน้าอย่างช้าๆ
เมืองเต่าทมิฬจะต้องเติบโตขึ้นไปอีก กำลังผลิตของมู่เหลียงเพียงคนเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทั้งเมืองได้
ยิ่งไปกว่านี้เขามีหน้าที่เป็นเจ้าเมือง ไม่ใช่เครื่องจักรผลิตยุทธภัณฑ์
อาหลี่ย่าหาวัตถุดิบที่เหมาะสมและง่ายที่สุด นั่นคือเปลือกของแมลง และเป็นเปลือกของแมลงเกราะหิน
แมลงเกราะหินนั้นมีลักษณะคล้ายกับแรดของโลกเดิมมู่เหลียง แต่มีขนาดใหญ่กว่าถึง 20 เท่า อีกทั้งเปลืองของมันยังแข็งพอๆ กับเหล็กได้
อาหลี่เช่อนั้นเลือกเปลือกของตะขาบสามเหลี่ยม ที่เป็นสัตว์อสูรประเภทแมลงเหมือนกัน
“ที่นี่มีไฟไหม”
อาลี่ย่าถามขึ้น พร้อมกับถือเปลือกของแมลงเกราะหิน
“แน่นอน”
มู่เหลียงยกมือขึ้นก่อนที่จะปล่อยลูกบอลเพลิงเพื่อก่อไฟที่เตา
“ผู้ตื่นพลังอัคคี!”
อาหลี่ย่าถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ
เมื่อได้สติกลับมา เธอก็ยิ่งสงสัยเกี่ยวกับตัวของมู่เหลียงมากขึ้น
คนคนเดียวจะมีพลังถึงสองอย่างได้อย่างไร
“เปลือกแมลงเกราะหิน ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบต้องเอาไปเผาจนกว่าผิวนอกของมันจะแตกออก”
อาหลี่ย่าเริ่มทำตามขั้นตอนที่เธอรู้มา
“กระดูกที่อยู่ภายใต้เปลือกพวกนี้เป็นชิ้นส่วนที่ใช้ทำยุทธภัณฑ์วิญญาณ”
มู่เหลียงมองดูอยู่เงียบๆ พร้อมกับช่วยเร่งไฟให้เผาเปลือกของแมลงเกราะหิน
ตอนนี้อาหลี่เช่อเองก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบแล้ว คือเอาเปลือกของตะขาบสามเหลี่ยมไปต้มในน้ำเดือด
ต้องใช้เวลาต้มสิบนาทีเพื่อขจัดพิษออกจากเปลือกให้หมด
อาจจะกล่าวได้ว่าวัตถุดิบส่วนใหญ่มีขั้นตอนการเตรียมอยู่ไม่กี่อย่างไม่ต้มก็เผา
บางครั้งจะต้องเติมส่วนประกอบเล็กน้อยลงในน้ำที่ต้มด้วย
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเวลาและอุณหภูมิ
ทั้งสองสาวกำลังเตรียมวัตถุดิบ คนนั้นต้มอีกคนกำลังเผา ทุกอย่างถูกทำไปเป็นคู่ขนานกัน
ห้านาทีต่อมา เปลือกของแมลงเกราะหินก็ร้าว และมีรอยแตกออก
เมื่อมันถูกเผาไปเรื่อยๆ รอยแตกก็ใหญ่ขึ้น
สองนาทีต่อมารอยแตกก็กระจายไปทั่วเปลือก ก่อนที่จะแตกออกเผยให้เห็นกระดูกสีขาวรูปทรงเดียวกับเปลือกอยู่ข้างใน
“ดี”
อาหลี่ย่าพูดเบาๆ
มู่เหลียงดีดนิ้ว ก่อนที่เปลวเพลิงจะหายไป ทำให้อาหลี่ย่าคีบกระดูกออกมาจากกองไฟ
อาหลี่ย่าใช้ปากเป่าลมให้กระดูกเย็นลง
ก่อนที่เธอจะเริ่มเชื่อมเส้นเลือดอย่างจริงจัง
กระดูกชิ้นนี้เป็นวัตถุดิบที่พิเศษหลังจากถูกไฟเผาแล้วมันจะกระตุ้นลักษณะพิเศษของมันออกมาถึงขีดสุด
และการเชื่อมเส้นเลือดยิ่งใช้เวลามากเท่าไรก็ยิ่งส่งผลกับคุณภาพของยุทธภัณฑ์ด้วย
นัยน์ตาของอาหลี่ย่าเปลี่ยนไป ทำให้เธอมองเห็นกระดูกนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เธอเห็นโพล่งภายในกระดูกมากมาย ราวกับเขาวงกตที่ซับซ้อน
อาหลี่ย่าจ้องเขม้งไปที่กระดูก และพยายามหาเส้นเลือดที่จะเชื่อมได้
มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้น และรู้ว่านี้คือพลังของหญิงสาวคนนี้ มันน่าจะเป็นพลังตาทิพย์อะไรสักอย่าง
“....”
อาหลี่ย่าเม้มปากและจ้องมองกระดูกนานกว่าสิบนาที
หลังจากนั้นเธอก็หยิบมีดขึ้นมา และทำการแซะขอบกระดูกและตัดออกจากกัน หลังจากนั้นก็พยายามทำให้เส้นเลือดเชื่อมเข้าหากันเหมือนกับการแก้ปริศนา
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ
หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากผ่านไป 20 นาที กระดูกสีขาวตรงหน้าถูกประกอบเข้าด้วยกันใหม่เป็นรูปร่างที่ต่างจากเดิม
อาหลี่ย่าเงยหน้าขึ้นและพูด
“ยังขาดผลึกสัตว์อสูร”
“เอ้านี้”
หยู่ฉินหลานส่งผลึกสัตว์อสูรให้
อาหลี่ย่ารับมาก่อนที่จะต่อเข้ากับเส้นเลือดของกระดูกชิ้นนี้
จากนั้นเธอก็เจาะเลือดที่นิ้วเล็กน้อย และบีบมันลงไปบนผลึกสัตว์อสูรเพื่อทำการบรรลุวิญญาณ
เมื่อเลือดหยดลงไปมันก็ทำให้กระดูกขาวนี้ส่องสว่างขึ้นราวกับมีชีวิต
“เรียบร้อย”
อาหลี่ย่าถอนหายใจโล่งอกอีกครั้ง พร้อมกับหยิบกระดูกสีขาวขึ้นมา และชั่งน้ำหนักในมือ
“จานร่อนงั้นหรอ?”
มู่เหลียงเอื้อมมือไปรับยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลางมาดู
“มันคือเกราะป้องกันหัวใจ”
อาหลี่ย่าตอบพร้อมกับทำหน้ามุ่ย
เกราะกันหัวใจปกติแล้วจะถูกเย็บเข้ากับชุดเกราะหรือเสื้อผ้า
“มัน…เล็กมาก”
มู่เหลียงเลิกคิ้ว
“แต่นั้นก็เป็นยุทธภัณฑ์ระดับกลางเหมือนกัน”
อาหลี่ย่ากัดฟันและพูดอย่างไม่พอใจ
“ใช่มันเป็นยุทธภัณฑ์ระดับกลาง เธอสอบผ่านแล้ว”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ
“ฉันก็เสร็จแล้ว”
อาหลี่เช่อพูดขึ้น
เธอเดินมาพร้อมกับเกราะหมวกในมือ มันมีสีเทา และปล่อยกลิ่นไอของยุทธภัณฑ์ระดับกลาง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved