ตอนที่ 103

โครม!! คราม!!

เต่าทมิฬน้อยเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่กันดานไปอย่างช้าๆ และไม่สนใจว่าอะไรจะอยู่ใต้เท้าของมัน ต่อให้เป็นก้อนหินยักษ์ มันก็เหยียบจนแหลกเป็นผุยผง ทุกย่างก้าวของมันนั้นเกิดเสียงดังที่น่าเกรงขามกังวาลไปทั่ว

“เสียงอะไร!”

เฉิงเหมาขมวดคิ้วแน่น ด้วยความสงสัย และมองไปยังเนินเขาที่อยู่ไกลออกไป

“หัวหน้า หมายถึงอะไร?”

หนึ่งในลูกน้องของเขาถามขึ้น

เฉิงเหมาคือหัวหน้าทีมนักล่าของเมืองสิบขั้น และออกมาล่าห่างจากเมืองไปครึ่งวัน

“ข้าได้ยินเสียงแปลกๆ ข้าไม่แน่ใจเท่าไหร่ ขอข้าออกไปสำรวจสักหน่อย!”

เฉิงเหมานั้นยืดตัวขึ้นและวิ่งออกไปที่เนินหินสูงใกล้ๆ

เขาปีนขึ้นไปบนหินก้อนที่สูงที่สุดก่อนที่จะกวาดสายตาออกไปรอบๆ และเขาก็เจอกับสิ่งที่น่าตกใจ

อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากเขาอีกด้วย

สิ่งนั้นคือภูเขาที่เคลื่อนที่ได้

“นั่นมัน….ทิศทางไปยังเมืองสิบขั้น!”

สีหน้าของเฉิงเหมานั้นบิดเบี้ยวด้วยความวิตกทันที และรีบกระโดดลงมาจากหินกลับไปยังกลุ่มของเขา

เขาตะโกนออกมาอย่างร้อนรนบอกทุกคนในทีมให้ได้รับรู้

“เร็ว!! เก็บของ!! เราต้องกลับเมืองกันเดี๋ยวนี้! มีสัตว์อสูรโบราณปรากฏตัวขึ้น”

“อะไรนะหัวหน้า!! สัตว์อสูรโบราณปรากฏตัวอีกแล้วงั้นหรอ!”

“เมื่อสามปีก่อน ก็ปรากฏตัวออกมาแล้วรอบหนึ่ง ทำให้ทุกคนถึงกับขวัญผวาและต้องหลบหนีไปจนหมด”

ทั้งกลุ่มรีบลุกขึ้นทันที ด้วยอาการแตกตื่น

“หัวหน้าเราแล้วเราจะทำยังไงกับสัตว์อสูรตัวนี้ดี หากว่ามันมุ่งหน้าไปยังเมืองของพวกเรา”

หนึ่งในลูกน้องของเฉินเหมาถามขึ้นอย่างกระวนกระวายใจ

“ไม่ต้องกังวลไป พวกเรายังมีท่านเจ้าเมืองอยู่”

เฉิงเหมาตอบอย่างมั่นใจ

ที่มาของเมืองสิบขั้นนั้นเกิดจากกองกำลัง 10 กองกำลังรวมตัวกัน และแต่ละกองกำลังก็แบ่งชั้นกันปกครองเป็นสิบชั้น โดนมีหอคอยสูงห้าถึงหกชั้นเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง

แต่ลูกน้องของเฉินเหมาคนเดิมก็พูดต่อ

“แต่….ท่านเจ้าเมืองคนก่อนเสียชีวิตไปเมื่อสามปี แล้วตอนนี้…..ท่านเจ้าเมืองน้อยก็ยังอ่อนเยาว์เกินไปที่จะรับมือเรื่องนี้ได้”

“ไม่ต้องกังวลท่านเจ้าเมืองน้อยจะนำพาพวกเราทุกคน”

เฉิงเหมายังคงตอบอย่างมั่นใจเช่นเดิม

เขานิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ

“นายน้อยไม่มีทางทิ้งพวกเราอยู่แล้ว”

เขากำลังนึกถึงเจ้าเมืองหนุ่มที่ดูไม่ค่อยเอาการเอางานเท่าไร แม้น้ำเสียงของเขาจะดูมั่นใจ แต่ภายในใจของเขากลับรู้สึกท้อแท้ใจยิ่งนัก

“เราเองก็จะเชื่อใจท่านเจ้าเมืองน้อยเหมือนกัน!”

หนึ่งในกลุ่มตะโกนขึ้น

“ใช่แล้ว”

แล้วทั้งกลุ่มก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบ ก่อนที่จะรีบเตรียมตัวเดินทางกลับ

“หัวหน้า!! ดูนั้น!! มันมีธงบนหลังของสัตว์อสูรโบราณตัวนั้นด้วย!”

หนึ่งในลูกน้องของเขาเป็นผู้กลายพันธ์ที่มีสายตาที่ดีมาก และเห็นว่ามีธงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่บนหลังของสัตว์อสูร

“ธง!?”

เฉิงเหมาชะงักไปและหันกลับมามองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

“ครับหัวหน้า ธง!! ธงสีดำ และวาดเป็นรูปอักษรอะไรสักอย่างสองคำ”

ลูกน้องคนนั้นพยายามที่จะอธิบายสิ่งที่ตาเห็น

“หรือว่าสัตว์อสูรตัวนี้…..จะมีความเกี่ยวข้องกับขุมกำลังใด”

ความคิดของเขาเริ่มเปลี่ยนไปทันที

“หัวหน้า แบบนี้เราควรทำเช่นไรดี”

ลูกน้องอีกคนถามขึ้น”

“เราต้องรีบกลับไปรายงานเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด”

เฉิงเหมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร

หากเป็นกองกำลังของขุมอำนาจใดก็ตาม นั้นหมายความว่าเป้าหมายของพวกเขาคือเมืองสิบขั้น แต่จุดมุ่งหมายที่พวกเขามานั้นก็ยังไม่อาจจะทราบได้

ทำให้ทุกคนเร่งฝีเท้ากันเร็วขึ้นมากกว่าเก่า

พวกเขาต้องเอาข่าวนี้กลับไปรายงานให้เร็วที่สุด เพื่อเมืองจะได้เตรียมการตอบโต้ได้ทัน

……

ในเวลาเดียวกันที่บนหลังของเต่าทมิฬน้อย

มู่เหลียงที่ยืนอยู่บนเนินสูง และเฝ้าดูทุกอย่างจากเบื้องบนอย่างเงียบๆ และออกคำสั่งให้เต่าทมิฬเดินช้าลง

“ในที่สุดก็มาถึงเมืองสิบขั้น”

หยู่ฉินหลันเองก็เห็นกลุ่มนักล่าที่กำลังเร่งฝีเท้ากลับไปเหมือนกัน

“เตรียมตัวให้พร้อม เราอาจจะต้องเผชิญหน้ากับการถูกโจมตีจากเมืองสิบขั้น”

มู่เหลียงพูดเบาๆ

ตัวของเต่าทมิฬนั้นใหญ่โตจนสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายๆ อย่างที่คิด และบางทีอาจจะเกิดการต่อสู้ขึ้นก่อนที่จะได้เปิดโต๊ะเจรจากัน

“ในเมื่อพวกเขาเจอพวกเราแล้ว อีกฝ่ายก็คงไม่กล้าทำอะไรไม่ยั้งคิดเหมือนกัน มู่เหลียงคิดเหมือนกันไหม?”

หยู่ฉินหลันถามขึ้น

เธอคิดว่าที่จริงแล้วทั้งสองฝ่ายควรจะส่งคนออกมาเจรจาพูดคุยและแสดงท่าทีก่อนว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู

“มีคนที่ทำอะไรไม่ยั้งคิดมากมายบนโลกใบนี้”

มู่เหลียงส่ายหัว เพราะหากอีกฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน แผนการของเขาจะยิ่งยุ่งยากมากขึ้น

เขาคิดไปต่างๆ นาๆ และต้องการจะเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายจะตอบโต้การมาของเขา

“แล้วถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายโจมตีก่อนล่ะ จะสู้หรือถอย”

หยู่ฉินหลันถามต่อด้วยแววตาที่ดูเป็นกังวล

“ก็ลองสู้ดูก่อน….ถ้าดูท่าไม่ดีก็ถอย”

มู่เหลียงไม่สามารถทำลายทั้งเมืองเพื่อผลึกสัตว์อสูรได้

นี้คือเมืองต่างจากรังโจร

ในตัวของมู่เหลียงยังคงมีศีลธรรม และจิตใจยังไม่อำมหิตขนาดทำเช่นนั้นได้

ถึงมู่เหลียงจะไม่ใช่คนของโลกนี้ก็ตาม แต่ในมุมมองและความคิดของเขานั้นเป็นของโลกที่เจริญในเรื่องศีลธรรมแล้ว

“งั้นก็ดี”

หยู่ฉินหลันพูดพร้อมกับถอนหายใจโล่งอก

เธอกลัวจริงๆ ว่ามู่เหลียงจะใจร้อน และทำสงครามทันที

“ทุกอย่างที่ฉันบอกเตรียมพร้อมแล้วรึยัง”

มู่เหลียงพูดขึ้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่ต้องเอาไปแลกเปลี่ยน

“ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว รอเพียงนำไปซื้อขายเท่านั้น”

หยู่ฉินหลันฉีกยิ้มเล็กน้อย

หากว่าเอาของทั้งหมดไปแลกเปลี่ยนได้จะได้ผลึกสัตว์อสูรชั้นต่ำอย่างน้อยพันก้อน

“เมื่อถึงเวลานั้น ฉินหลันเธอต้องมากับฉัน”

มู่เหลียงหันไปมองหยู่ฉินหลันก่อนที่จะพูดขึ้น

เมื่อถึงเมืองทั้งสองคนจะถูกตรวจสอบ และการที่เขาไปกับสตรีที่งดงามอีกทั้งยังรู้เรื่องราวโลกนี้ดีจะเป็นประโยชน์กว่า

มินโฮจะแตกตื่นคนและไม่กล้าทำอะไร คงได้แต่นิ่งใบ้หลบอยู่หลังของเขา

หยู่เฟ่ยหยานเองก็สงบนิ่งไม่พอ และถูกยั่วยุได้ง่าย

ในเมืองเต่าทมิฬนั้นมีเพียงหยู่ฉินหลันคนเดียวเท่านั้นที่ทั้งสง่างามองอาจผ่าเผย และสามารถติดตามเขาไปได้

แล้วสำหรับโหย่วเฟ่ยนั้นไม่ต้องคิด การปรากฏตัวของมู่เหลียงคงน่าขันเมื่อข้างกายเป็นหญิงสาวที่ผ้าพันหัวเต็มไปหมด

แต่หากเป็นลูกน้องก็คงดูไม่แปลก คงไม่มีใครที่ไม่มีลูกน้องแต่งตัวแปลกๆ เลย

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา”

หยู่ฉินหลันมองมู่เหลียงด้วยสายตาทรงเสน่ห์

สำหรับคำชวนนี้เธอเองก็แปลกใจเล็กน้อย และสงสัยฐานะตัวเองในเมืองเต่าทมิฬ

เวลาได้ผ่านไปอย่างช้าๆ

เต่าทมิฬได้เข้าใกล้เมืองสิบขั้นมากขึ้นเรื่อยๆ และเห็นว่ากลุ่มนักล่าเริ่มเร่งฝีเท้ามากขึ้นกว่าเดิม

“เต่าทมิฬน้อยช้าลงอีก”

มู่เหลียงส่งกระแสจิตไปสั่งเต่าทมิฬน้อยทันที เพื่อกันไม่ให้พวกเฉิงเหลาเข้าใจผิดว่าการมาของเขาคือการบุกรุก

นอกจากนี้เขายังต้องการให้ตัวของเต่าทมิฬอยู่ห่างจากเมืองสิบขั้นเล็กน้อย เพื่อแสดงความจริงใจ และบ่งบอกว่ามาเพื่อทำการค้าขาย

เขาตัดสินใจให้เต่าทมิฬน้อยอยู่ห่างจากเมืองสิบขั้นไป 500 เมตร เป็นระยะที่มองเมืองได้ชัดเจนดีที่สุด

“มันไม่ใกล้ไปงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลันถามอย่างเป็นกังวล

เธอมองลงไปยังเมืองสิบขั้น

“ไม่ใกล้หรอก เราอยู่ห่างพวกเขาไปต้องห้าร้อยเมตร”

มู่เหลียงส่ายหัว

แต่จากจุดที่เขาอยู่สามารถเห็นทหารยามบนกำแพงเมืองนั้นกำลังแตกตื่นอย่างมาก

“พอมองดูดีๆ แล้ว เมืองสิบขั้นก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากเลย”

หยู่ฉินหลันมองไปยังเมืองสิบขั้นอย่างตั้งใจ

“ใช่ ก็ไม่ได้ใหญ่มาก”

มู่เหลียงพยักหน้า

เมืองสิบขั้นนั้นถือว่าเป็นเมืองระดับเล็ก ที่มีประชากรแค่สามหมื่นถึงสี่หมื่นคนเท่านั้น ผังเมืองก็แย่ ถนนและซอกซอยก็เชื่อมต่อกันมั่วซั่วไปหมด

และมู่เหลียงก็พอจะรู้ได้เลยว่ากลิ่นของเมืองนี้คงเหม็นน่าดู

“แล้วเราจะรออยู่แบบนี้ถึงเมื่อไร”

หยู่ฉินหลันถามต่อ

“ให้เวลาพวกเขาเตรียมตัว”

มู่เหลียงตอบกลับ และไม่คิดว่าการตอบโต้ของเมืองจะช้าขนาดนี้

เขาไม่เจออะไรสักอย่างที่เขาเคยคิดเอาไว้

พวกเขาทั้งหมดเพียงแค่ปิดประตูเมือง และยังไม่มีใครออกมารับหน้าที่รับผิดชอบเลยด้วยซ้ำ มีเพียงหัวหน้าหน่วยที่ตะโกนสั่งอยู่บนกำแพงเมือง