ตอนที่ 172

“แล้วมาอุดหนุนใหม่นะเจ้าค่ะ!!”

เซียวมี่ส่งทั้งสองออกจากหอโภชนาการ

“เอิ่ก!!”

ซิไป่ฉีเรอออกมาเบาๆ พร้อมกับโบกมือให้หญิงสาวด้วยท่าทางสบายๆ

ก่อนที่จะเดินกุมท้องที่ป๋องของเธอไปตามถนนการค้ากับมิอา

“อึก!”

มิอาเองก็เรอเหมือนกัน แต่เธอกลั้นเอาไว้ และพยายามไม่แสดงสีหน้าออกมา

“แย่แล้ว มื้อนี้เราผลาญผลึกสัตว์อสูรไปเกือบหมด”

ใบหน้าของซิไป่ฉีถึงกับแข็งทื่อขึ้นมาทันทีเมื่อเปิดดูถุงใส่ผลึกสัตว์อสูรของตัวเองที่แฟ้บลง

“เราเหลืออีกเท่าไหร่”

มิอาถึงกับเอามือขึ้นมากุมขมับ

ทั้งสองมัวเมาไปกับอาหารเลิศรสที่ไม่เคยกินมาก่อน และไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้

“คงอยู่ได้อีกแค่คืนเดียว”

ซิไป่ฉีพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย

เธอเตรียมผลึกไว้ใช้ในเมืองเต่าทมิฬให้ได้สักห้าวัน แต่ดูเหมือนว่าผลึกสัตว์อสูรที่เตรียมมาจะหมดแล้ว

“นอนข้างถนนคงไม่เป็นไรหรอก”

มิอามองไปยังมุมของร้านค้าในเมือง และรู้สึกว่ามันดีกว่านอนกลางดินกลางทรายแบบที่แล้วๆ มา

เพราะตั้งแต่ก้าวขาออกมาจากหอโภชนาการเธอก็มองหาที่จะซุกหัวนอนในอีกหลายวันข้างหน้าแล้ว

“นอนข้างถนนงั้นหรอ?”

สีหน้าไร้เดียงสาของซิไป่ฉีถึงกับแข็งทื่อไป

เธอพึ่งจะได้นอนบนเตียงนุ่มๆ ในหอสามดวงดาว และพรุ่งนี้ก็ต้องออกแล้วด้วย แต่เธอไม่คิดว่าจะต้องมานอนข้างถนนในทันทีแบบนี้

“ตอนนี้พวกเราออกจากเมืองเต่าทมิฬไม่ได้ พวกหมื่นอสูรมันดักรอพวกเราอยู่”

มิอาไม่ลืมว่ามีพวกไล่ล่าเธอรออยู่ด้านนอกเมือง

แล้ววเพราะแบบนั้นเธอถึงไม่สามารถกลับเข้าไปในเมืองเซิงหยางเพื่อเอาผลึกสัตว์อสูรเพิ่มได้

“เฮ้อ”

ซิไป่ฉีถอนหายใจอีกครั้ง

เธอตบเบาๆ ไปที่ปากของเธอ และคิดในใจว่าทำไมตัวเองถึงเป็นคน-ตละแบบนี้

ทั้งคู่สั่งอาหารมาหลายอย่างรวมแล้วสิบจานได้ และเป็นอาหารจารผักอีกสี่จาน

ซิไป่ฉีและมิอานั้นเดินไปตามถนนการค้าโดยที่ไม่กล้าเดินเข้าไปดูร้านไหนอีกเลย

และได้แต่เดินผ่านและเหลือบมองเท่านั้น

เพราะการไม่มีผลึกสัตว์อสูรเดินเข้าไปดูมันก็น่าอายเกินไป

เมื่อซิไป่ฉีเดินไปถึงสุดทางของถนนการค้า เธอก็เห็นมีคนกำลังเอาโคมอะไรสักอย่างขึ้นไปติดไว้บนเสาสูงสามเมตร

เธอมองและพูดออกมาอย่างสงสัย

“นั้นพวกเขาทำอะไร”

“มันคงเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เมืองสว่างไสวแบบนี้”

มิอามองเห็นมีคนนำแมลงที่เรืองแสงได้ใส่เข้าไปในโคมที่เหมือนทำมาจากไหมอะไรสักอย่าง

และเมื่อใส่แมลงเข้าไปแล้ว มันก็ได้กลายเป็นโคมไฟที่ส่องแสงได้

“ที่แท้มันก็เป็นแมลงที่เรืองแสงได้”

ซิไป่ฉีเห็นเหมือนกัน และพูดด้วยความสนใจ

“นี้มันไม่ธรรมดาแล้ว ดูเหมือนว่าเมืองเต่าทมิฬจะสามารถเพาะเลี้ยงแมลงพวกนี้ได้ด้วย”

มิอาเงยหน้าขึ้นไปมองป้อมเว่ยฉายที่น่าจะเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง

แล้วตอนนั้นเองที่บนกำแพงเว่ยฉาย

เป็นเวลาเดียวกับที่สองแม่ลูกหยู่กำลังตรวจตราดูแลความสงบของถนนการค้า ทั้งคู่นอกจากได้รับผิดชอบงานในถนนการค้าแล้ว ก็ต้องดูแลความเรียบร้อยด้วย

ตอนนั้นเองที่หยู่เฟ่ยหยานเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในถนนการค้า ที่เธอรู้สึกคุ้นตาอย่างแปลกๆ เหมือนกับว่าเธอเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

แต่เมื่อเธอพยายามเพ่งมองดู ก็เห็นไม่ชัดแล้ว เพราะจากมุมมองของเธอตอนนี้หญิงสาวคนนั้นถูกแสงของเงาตกกระทบใบหน้าจนมืดไป

“แปลกแฮะ รู้สึกคุ้นหน้าชะมัด”

หยู่เฟ่ยหยานอุทานออกมาพร้อมกับขมวดคิ้ว

และในถนนการค้า

มิอาเองก็รู้สึกได้ว่ามีคนกำลังจ้องมองเธออยู่ เธอจึงก้มหน้าลง และใช้ความมืดปิดบังใบหน้าของตัวเอง

“มีอะไรงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีเห็นท่าทางของมิอาเปลี่ยนไปถึงถามขึ้น

เหตุผลที่พวกเธอออกมาเดินถนนการค้าก็เพื่อจะสำรวจพื้นที่เมืองเต่าทมิฬด้วย และจะได้หาทางหนีเอาไว้ยามฉุกเฉิน

“กลับไปหอสามดวงดาวกันเถอะ”

มิอาหันหลังกลับแล้วเดินออกไปทันที

เมื่อไรก็ตามที่เธอรู้สึกว่ามีสายตาจ้องมองเธออยู่ มิอาเองก็มีทักษะหลบหรือหามุมมืดปิดบังใบหน้าได้เสมอ เพื่อไม่ให้ใครเห็นเธอได้อย่างชัดเจน

เธอเป็นถึงคนของดินแดนเขียวขจี ตัวของมิอานั้นมีค่ามากในสายตาของเมืองใหญ่

“เธอไม่ได้บอกว่าอยากจะออกมาสำรวจเมืองตอนกลางคืนงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีเหลือบมองไปทางมิอาและหันไปมองป้องประตูเว่ยฉาย

“ไม่ คืนนี้การรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก”

มิอาส่ายหัว

เธอพึ่งจะสัมผัสได้ว่าที่บนกำแพงเมืองนี้มีจำนวนคนอยู่มาก ซึ่งมากกว่าตอนกลางวันเสียอีก

และหนึ่งในนั้นมีกลิ่นไอของผู้มีพลังขั้น 6 อยู่ด้วย

“เข้าใจแล้ว”

ซิไป่ฉีพยักหน้าและเดินตามมิอากลับไปยังหอสามดวงดาวเงียบๆ

ที่กำแพงเว่ยฉาย

“มีอะไรผิดปกติงั้นหรอ?”

หยู่ฉินหลานเห็นว่าลูกสาวของเธอกำลังเพ่งมองอะไรสักอย่างบนถนนการค้า

“ไม่มีอะไร”

หยู่เฟ่ยหยานส่ายหัว

เธอรู้สึกว่าเหมือนเห็นใครสักคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา แต่คงคิดไปเองเพราะหากเป็นคนที่เธอรู้จักเธอจะจำหน้าได้ในทันที

“มีใครก่อเรื่องขึ้นรึป่าว?”

อยู่ๆ ร่างของมู่เหลียงร่อนลงมาจากท้องฟ้า และมายืนข้างๆ สองแม่ลูก

เขาชอบพลังในการควบคุมน้ำหนักมาก เขาจะลดน้ำหนักตัวก่อนที่จะดีดตัวออกไป เพราะการกระโดดครั้งเดียวมู่เหลียงสามารถเคลื่อนที่ได้หลายร้อยเมตร ก่อนที่จะล่อนลงสู่พื้นดินอย่างนิ่มนวล

“ไม่มี”

หยู่ฉินหลานส่ายหัวเล็กน้อย

ก่อนที่เธอจะถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“แล้วผู้บุกรุกเป็นใคร?”

“มีพลังขั้น 6 สองคน และอีกสี่คนมีพลังขั้น 5”

มู่เหลียงพูดอย่างไม่แยแส

“เป็นศพมายาทั้งหมดแต่ละตัวมีความแตกต่างกันออกไป”

“ศพมายา?”

สองแม่ลูกหยู่นั้นสูญเสียความสงบนิ่งไป

“ตัวตนพวกนี้เป็นกองกำลังพิเศษของเมืองเซิงหยาง”

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นก่อนที่จะหันไปมองทางเมืองเซิงหยาง

เขากำลังคิดว่าสิ่งนี้จะเรียกร้องให้เจ้าเมืองเซิงหยางออกมาได้หรือไม่

ส่วนใครที่ส่งศพมายามานั้น มู่เหลียงไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย

ไม่ช้าก็เร็วทั้งสองฝ่ายคงต้องเปิดโต๊ะเจรจากันแน่นอน

เพราะตราบใดที่หนี่จี๋ชาพาหน่วยของเธอหนีมาอยู่กับเมืองเต่าทมิฬ มู่เหลียงคงไม่อาจจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเมืองเซิงหยางได้

“เป็นไปได้ไหมว่าเมืองเซิงหยางต้องการจะท้าทายพวกเรา”

หยู่ฉินหลานพูดความคิดของเธอออกมา

“ก็อาจจะ”

มู่เหลียงคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ และคิดถึงสิ่งที่ลี่เยว่เอาของติดไม้ติดมือกลับมา

เขาพอจะคาดเดาได้ว่าพวกศพมายาพวกนี้อาจจะมาตามหัวขโมยที่ยกเค้าบ้านเฟ่ยฉี๋

มู่เหลียงได้รู้มาว่าเฟ่ยฉี๋คนนี้เป็นคนที่ควบคุมกองกำลังศพมายาทั้งหมด

“นายจัดการพวกมันหมดแล้วงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานถามต่อพร้อมกับมองมู่เหลียงด้วยแววตาที่ใสแป๋ว

“ใช่”

มู่เหลียงตอบแบบไม่ได้ใส่ใจ

เขาไม่ต้องการที่จะเก็บตัวกลายพันธ์แบบนี้เอาไว้

มู่เหลียงยังรู้มาจากหนี่จี๋ชาอีกว่า ต้นกำเนิดของศพมายาพวกนี้ มาจากพวกเดนตายของเมืองเซิงหยาง

ส่วนผู้ติดเชื้ออย่างหนี่จี๋ชานั้นเป็นเพียงตัวทดลองในช่วงแรก แล้วหลังจากผ่านไปสองปีศพมายาก็ถูกสร้างขึ้น

ไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก แต่กลายเป็นว่าจะถูกจับไปทำเป็นศพมายาแทน พวกที่ดูไม่เชื่อฟังก็จะสังหารทิ้ง

มีแต่พวกที่ผ่านบททดสอบความจงรักภักดีถึงจะได้รับการเปลี่ยนเป็นศพมายา

“กลับก่อนล่ะ”

มู่เหลียงพูดขึ้นก่อนที่จะกระโดดหายไปในความมืดของท้องฟ้ายามค่ำคืน

หยู่ฉินหลานและหยู่เฟ่ยหยานนั้นได้แต่ยืนมองดูร่างของมู่เหลียงหายไป

“แม่….มู่เหลียงเขาทรงพลังเกินไปแล้วนะ”

แววตาสีแดงสดของหยู่เฟ่ยหยานมองดูมู่เหลียงด้วยความชื่นชม

ก่อนที่จะใช้มือทั้งสองข้างขึ้นมาประครองหน้าเอาไว้แล้วพูดขึ้น

“เขาออกไปเพียงแป๊บเดียว กลับฆ่าผู้มีพลังขั้น 6 กับขั้น 5 ได้แล้ว”

“ใช่เขาแข็งแกร่งจริงๆ”

หยู่ฉินหลานเองก็ยอมรับพร้อมกับเม้มปากสีแดงของเธอ

“เมื่อไหร่ที่หนูจะแข็งแกร่งเท่ามู่เหลียง?”

หยู่เฟ่ยหยานถามแม่ของเธอด้วยความสงสัย

หยู่ฉินหลานถึงกับยิ้มมุมปากและพูดขึ้น

“ต่อให้ฝึกทั้งวันทั้งคืน ลูกก็ไม่มีทางกลายเป็นผู้ตื่นขั้น 7 ได้ก่อนอายุ 30 แต่ถ้าอายุสัก 40 ก็ไม่แน่”

“30 40 ปีเลยหรอ? แบบนั้นฉันก็กลายเป็นป้าแล้วสิ!”

หยู่เฟ่ยหยานพูดออกมาอย่างตกใจ

“ก็คงแบบนั้นแหละ”

หยู่ฉินหลานเองก็ยิ้มมุมปากและขำในความไร้เดียงสาของลูกสาวตัวเอง

“ไม่เอาด้วยหรอก ฉันยังไม่อยากเป็นป้าหนังเหี่ยวทรงพลังที่ไม่มีความรักเลยสักครั้งเดียว”

หยู่เฟ่ยหยานถึงกับเอามือขึ้นมาหยุมหัวตัวเอง

“.....?”

หยู่ฉินหลานที่ได้ยิน ก็ถึงกับตัวแข็งทื่อไป

ทำไมเมื่อครู่เธอยังพูดถึงเรื่องความแข็งแกร่งไหน กระโดดมาพูดเรื่องความรักได้ล่ะ?

“แม่ตอนนี้แม่อายุเท่าไร แล้วแม่มีความรักตอนไหน”

หยู่เฟ่ยหยานถามด้วยน้ำเสียงจริงจังทันที

“อื้ม…ทำไมอยู่ๆ อยากถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ”

หยู่ฉินหลานแสดงออกถึงความกังวลใจบนใบหน้าของเธอ

เป็นไปได้ไหมว่า หยู่เฟ่ยหยานจะรู้ตัวแล้วว่าไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของเธอ

“หนูอยากมีเป้าหมาย เป็นเหมือนกับแม่สักวัน”

หยู่เฟ่ยหยานกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกที่ชื่นชม

เธอพูดด้วยสีหน้าที่เอาจริงเอาจัง

“หนูอยากเป็นผู้ตื่นขั้น 6 ให้เร็วกว่าแม่ และจะได้วางแผนที่จะมีความรักกับเขาบ้าง”

“เอ่อ….”

หยู่ฉินหลานถึงกับคิ้วขมวด และรู้สึกอยากจะทุบตีลูกสาวของเธอขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

เพราะเธอเองก็ไม่เคยมีความรักมาก่อนเหมือนกัน แล้วจะไปอธิบายเรื่องนี้ยังไง

“แม่ บอกหนูหน่อย!”

หยู่เฟ่ยหยานเข้ามากอดแม่ของเธออย่างออดอ้อน และทำตัวเหมือนเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

“บอกเรื่องราวของแม่หน่อย ว่าแม่มีความรักยังไงเมื่อไร ตอนไหน”

“เธอนี้มันน่ารักจริงๆ ที่ไม่รู้ว่าอายุแม่ของตัวเองเท่าไหร่….”

หยู่ฉินหลานมองลูกสาวด้วยหางตา ก่อนที่จะแกล้งตีหน้าเศร้าทันที

ก่อนที่จะดีดตัวออกจากหยู่เฟ่ยหยานและพุ่งตัวหนีไปทันที

หากเธอบอกเรื่องอายุไปทุกอย่างจะถูกเปิดเผยทันที

และอายุสำหรับสตรีนั้นเป็นความลับที่ดำมืดที่สุด

“เอ้าแม่!!”

แววตาของหยู่เฟ่ยหยานค้างไปทันที และมองดูแม่ของเธอวิ่งหนีไป

เธอหยุมหัวตัวเองและบ่นออกมา

“ก็แม่ไม่เคยบอกอายุแม่เลยสักครั้ง แล้วหนูจะไปรู้ได้ยังไง!”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นเคยถามเรื่องอายุของแม่เธอมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบสักครั้งเดียว

เธอลองถามทุกคนในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ ก็ไม่มีใครรู้ตัวเลขที่ชัดเจน

บ้างก็บอก 26 บ้างก็บอก 27

หยู่เฟ่ยหยานจะเชื่อได้อย่างไร ว่าแม่ของเธอตั้งท้องเธอตอนอายุ 10 ขวบ?

และทุกครั้งเธอก็ได้มอบบทเรียนอันเจ็บปวดกับคนที่บอกเรื่องอายุแม่ของเธออยากผิดเพี้ยนทุกครั้ง