ตอนที่ 216

“ดูท่า…นี้จะไม่ใช่เผ่าหรือเมืองเล็กๆ แล้ว”

หวาเอ่อกังขึ้นมาถึงบนหลังของเต่าทมิฬ และมองไปยังป้อมปราการที่เขียนว่าซานไห่

“ไม่คิดว่าจะมีเมืองใหญ่อยู่บนนี้”

สีหน้าของตาซื่อเองก็เริ่มจริงจังมากขึ้น

ป่าหว่านกู่นั้นกว้างใหญ่ จนเราไม่รู้ว่ามีเมืองมาตั้งอยู่แถวนี้รึป่าว”

หวาเอ่อกังคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก

“แต่พวกเราใช้เส้นทางนี้มามากกว่าหนึ่งครั้งแล้วนะหัวหน้า”

ตาซื่อเตือนสติหวาเอ่อกัง

“จริงด้วย…..”

หวาเอ่อกังถึงกับพูดไม่ออก

สีหน้าของเขาดูจริงจังขึ้นมาและพูดต่อ

“เป็นไปได้ไหมว่าเมืองนี้พึ่งจะสร้างขึ้น?”

“เป็นไปได้”

ตาซื่อมองไปตามแนวกำแพงที่สูงใหญ่

เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะเขาเดินผ่านป้อมปราการมาถึงสองป้อม และไหนจะต้องมาเจอกำแพงเมืองที่สูงใหญ่แบบนี้อีก

สิ่งนี้เขามั่นใจเลยว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น

“บางทีพวกเราอาจจะหลงทาง”

หวาเอ่อกังนั้นแทบจะไม่เชื่อความคิดของตัวเองเมื่อครู่เหมือนกัน

เขากลับรู้สึกว่าครั้งนี้พวกเขาอาจจะมาผิดทางก็ได้

ครืน!!

มีเสียงดังขึ้นที่ประตูซานไห่ พร้อมกับประตูหินยักษ์ที่เปิดออกอย่างช้าๆ

เว่ยกังและกับทหารของเขายืนรอ ราวกับกำลังรอการมาของกลุ่มคนกลุ่มนี้

ก่อนที่เว่ยกังจะพูดขึ้น

“ยินดีต้อนรับสู่เมืองเต่าทมิฬ”

“เข้าไปเลยได้ใช่ไหม?”

หวาเอ่อกังมองไปยังกลุ่มคนที่แต่งตัวเหมือนกันตรงหน้า และถามด้วยความลังเล

เพราะเวลานี้คำพูดและความคิดที่ดูถูกเมืองนี้ได้หายไปทันที และรู้ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่จะล้อเล่นได้

“เชิญทุกท่านเข้ามา”

เว่ยกังพูดขึ้นพร้อมกับโบกมือให้สัญญาณ

คณะเดินทางของหวาเอ่อกังเดินผ่านประตูซานไห่ ภายใต้แรงกดดันที่แปลกประหลาด

สิ่งที่พวกเขาเห็นเมื่อผ่านประตูเข้ามา คือพื้นที่เมืองที่สว่างไสว แต่ดูเงียบเหงาไม่มีผู้คนเท่าไร

ลี่เยว่มองดูทุกอย่างอยู่เงียบๆ ด้วยท่ากอดอก

เวลานี้ถนนการค้าได้ปิดไปแล้ว มีเพียงร้านอาหารไม่กี่แห่งที่เปิดอยู่ เพื่อรองรับลูกค้าจากหอสามดวงดาว

แต่เมื่อมู่เหลียงทราบว่ามีกลุ่มคนมาถึง 40 คน เขาจึงออกคำสั่งพิเศษให้ถนนการค้ากลับมาเปิดอีกครั้ง

“ที่นี่มันดูสะอาดเกินไปรึป่าว”

“ใช่ แถมยังสว่างมากอีกด้วยไม่ต่างจากตอนเช้าเลย”

“กลิ่นหอมๆ พวกนี้คือะไร มันเป็นกลิ่นอาหารแน่ๆ”

เกินกว่าครึ่งเริ่มได้กลิ่นหอมที่เย้ายวนและเริ่มเอ่ยถึงมัน

หากว่าหวาเอ่อกังและตาซื่อไม่ได้คุมคณะพ่อค้าเร่อยู่ ทั้งหมดคงกระจัดกระจายไปตามกลิ่นหอมเย้ายวนเหล่านี้แล้ว

“นี้มัน….ต่างจากภาพที่ฉันคิดไว้ในหัวอย่างมาก”

หวาเอ่อกังพูดด้วยน้ำเสียงที่เงียบนิ่ง และไม่รู้ว่าจะพูดเช่นไรดี

“แล้วตอนนี้หัวหน้าคิดว่าไง?”

ตาซื่อถามต่อด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเฉยเหมือนกัน

ภาพตรงหน้าที่ทั้งสองคนเห็น มันไม่เหมือนกับเผ่าเล็กๆ หรือเมืองใดเลย แม้แต่เมืองปักษาเองก็ยังเทียบไม่ได้กับที่นี่

“ดูนั่น”

หวาเอ่อกังชี้ไปที่ประตูเว่ยฉาย

“เข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าถนนเส้นนี้จะเป็นพื้นที่เปิดให้คนภายนอกเข้ามาได้เท่านั้น”

ตาซื่อเข้าใจทุกอย่างได้ทันที

คณะพ่อค้าของพวกเขาเคยไปยังเมืองใหญ่มาหลายที่ และมีเมืองใหญ่บางแห่งที่มีพื้นที่เปิดให้เฉพาะค้าขายเท่านั้น

“ทุกคน แยกกันไปแลกเปลี่ยนของ”

หวาเอ่อกังสั่งกับทุกคน

คณะพ่อค้าไป่หลิวส่วนหนึ่งเป็นพ่อค้า อีกครึ่งหนึ่งเป็นหุ้นส่วน ส่วนที่เหลือเป็นลูกน้องของหวาเอ่อกัง

“ไปกันได้”

ทุกคนเริ่มแยกย้าย

“เราไปหาอะไรเติมท้องกันก่อน”

หวาเอ่อกังแบกกระเป๋าสัมภาระและเดินไปหาร้านที่มีกลิ่นหอมที่เย้ายวนมากๆ

“ยินดีต้อนรับค่ะ”

ในร้านมีพนักงานขายอยู่สองคนนั่งอยู่

“ที่นี่มีอะไรให้กินบ้าง”

หวาเอ่อกังมองไปรอบๆ และดูของตกแต่งร้านก็พอจะรู้ว่าร้านนี้ไม่ใช่ร้านขายของถูกๆ

“ที่นี่เราขายหมี่ค่ะ”

พนักงานส่งรายการอาหารให้

นี่คือร้านก๋วยเตี่ยวที่พึ่งจะเปิดเพิ่มขึ้นมาได้สองวัน เดิมทีกำลังจะเปิดทดลองร้าน ไม่คิดว่าจะได้ลองลูกค้าจริงแบบนี้

“หมี่งั้นหรอ?”

หวาเอ่อกังรับแผ่นรายการอาหารมาและมองดูด้วยความสงสัย

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินชื่ออาหารประเภทนี้

“ค่ะ เป็นอาหารที่ทำมาจากรากของพืช”

พนักงานจึงอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นท่าทางของลูกค้าที่สงสัย

“รากของพืชงั้นหรอ? แล้วขายยังไง”

หวาเอ่อกังรู้สึกไม่ชอบมาพากลเท่าไร

“หมี่หนึ่งถ้วย 30 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอดค่ะ”

พนักงานตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

“หา…นี้พูดเล่นรึป่าว”

ทั้งหวาเอ่อกังและตาซื่อเมื่อได้ยินถึงกับขนลุกกับราคาที่พนักงานบอก

“พูดจริงค่ะ”

พนักงานตอบอย่างจริงจัง

“เราใช้พืชผักจำนวนมากในการทำ วันหนึ่งทำได้เพียง30 ถ้วยเท่านั้น”

หมี่หนึ่งถ้วยกว่าจะทำออกมาได้ต้องใช้พืชผักจำนวนมาก แค่ซุปพื้นฐานก็ต้องต้มมะเขือเทศเกินหนึ่งโหลแล้ว

ไม่ต้องพูดว่าตัวเส้นนั้นทำมาจากแป้งมันเทศ และยังต้องใช้มันเทศในจำนวนมากอีกด้วยกว่าจะได้แป้ง และด้วยปัญหาเรื่องที่ดินที่มีจำกัดทำให้แป้งถูกผลิตได้จำกัดด้วย

“หัวหน้าไปกันเถอะ”

ตาซื่อดึงแขนของหวาเอ่อกังให้ไปต่อ

คงไม่มีใครโง่พอที่จะใช้ผลึกสัตว์อสูร 30 ก้อนแลกกับหมี่ถ้วยเดียวแน่นอน

“นี้จะบอกว่าหมี่หนึ่งถ้วยทำมาจากพืชผักเยอะขนาดนั้นเลยงั้นหรอ? แล้วมีส่วนประกอบอะไรบ้าง”

หวาเอ่อกังถามอย่างสนใจ

เขาคิดว่าจะไปตัดสินได้ยังไงในเมื่อยังไม่ได้กิน

แล้วของแพงแบบนี้มันต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่แน่

เพราะเขาก็เป็นพ่อค้าและมักจะคุยโวโอ้อวดเพื่อเพิ่มราคาสินค้ามาตลอด เพราะงั้นเขาเองก็อยากรู้ว่าร้านค้าพวกนี้มีเคล็บลับในการขายยังไง

เพราะในเผ่าเล็กๆ ที่เขาเคยไปมาเพราะความรู้ที่น้อยของคนในเผ่า ทำให้เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด ก็ต่างหลงเชื่อและยอมจ่ายในราคาที่สูงมาเสมอ

เขาอยากรู้เหมือนกันว่าหมี่หนึ่งถ้วยที่ราคาแพงขนาดนี้ จะมีกลลวงอะไรมาหลอกล่อ

หากรู้จักพูดและขายเป็น มีโอกาสเก้าในสิบการขายมักจะสำเร็จเสมอ

“มีมะเขือเทศ มันเทศ กะหล่ำปลี แล้วก็พริก มีผักทั้งหมด 4 ชนิดในการทำค่ะ”

พนักงานบอกส่วนผสมให้ทั้งคู่ฟัง

“อาหารจานเดียวใช้ผักถึง 4 ชนิดเลยงั้นหรอ?”

นัยน์ตาของหวาเอ่อกังเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

นี่มันจะหรูหราเกินไปไหม เดิมที่เขาคิดว่าจะบอกว่ามีผักสักสองอย่าง ใครจะไปคิดว่าพนักงานคนนี้จะพูดออกมาถึงสี่อย่าง

ไม่ต้องพูดเลยว่า เมื่อได้ยินเขาเองก็อยากจะลองกินดูเหมือนกัน

ตาซื่อปล่อยมือของหวาเอ่อกัง และสนใจที่จะลองเหมือนกัน

“ใช่ค่ะ นี่คืออาหารที่ท่านเจ้าเมืองคิดค้นขึ้น”

พนักงานตอบด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“งั้นขอแลกหมี่สองถ้วยด้วยสิ่งนี้ได้ไหม?”

หวาเอ่อกังหยิบผลึกแก้วโปร่งแสงขนาดเท่ากำปั้นออกมา

“สิ่งนี้คืออะไร”

พนักงานถามพร้อมกับจ้องมองวัตถุผลึกแก้วโปร่งแสงอย่างสงสัย

“สิ่งนี้เรียกว่าไป่หลิว”

หวาเอ่อกังลดเสียงพูดลงราวกับกระซิบ

“ผู้ทรงอำนาจและแข็งแกร่งต่างก็แย่งชิงเพื่อเอามาไว้ในครอบครอง”

“ถ้ามันเป็นสมบัติล้ำค่าแบบนั้น ทำไมถึงเอามาแลกหมี่ถ้วยล่ะ”

พนักงานถามสวนกลับไปทันที ด้วยความสงสัย

“เออ….”

สิ่งนี้ำให้หวาเอ่อกังถึงกับไปไม่เป็น

เขาไม่สามารถพูดได้ว่าสิ่งที่เขาเรียกว่าสมบัติในมือของเขาไม่ได้มีค่าอะไรเลย

หากผลึกนี้หายไป เขาก็แค่รอให้สัตว์เลี้ยงของเขาผลิตแก้วออกมาให้ใหม่ จริงๆ มูลค่าของมันเทียบไม่ได้กับผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด 30 ก้อนเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของผู้ทรงอำนาจ เพียงผลึกแก้วชิ้นเดียวก็ไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง

ดังนั้นหวาเอ่อกังถึงไม่กล้าที่จะขายไป่หลิวในจำนวนมากๆ ในคราวเดียว ไม่งั้นจะไม่มีใครอยากได้มันอีก

“งั้นขอเอาไปตรวจสอบดูก่อน รอสักครู่ค่ะ”

พนักงานรับผลึกแก้วมาจากมือของหวาเอ่อกัง

เนื่องจากว่าพนักงานขายไม่สามารถตัดสินใจได้ จำเป็นต้องไปให้หยู่เฟ่ยหยานตรวจสอบดูก่อน

“ได้”

หว่าเอ่อกู่พยักหน้า

ตาซื่อเองก็ไม่หยุดการกระทำของหัวหน้า เขาคุ้นเคยกับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว

ทุกครั้ง เมื่อต้องไปเยือนยังเผ่าหรือกลุ่มเล็กๆ หัวหน้าจะเปิดเผยไป่หลิว และทำราวกับเป็นของลึกลับ เพื่อล่อให้บุคคลสำคัญออกมาเจรจาเอง

พนักงานเอาไป่หลิวออกไปจากทางหลังร้าน

หว่าเอ่อกังที่มองอยู่ ก็กระซิบออกมาเบาๆ

“ไม่รู้ว่ามันจะดึงดูดคนประเภทไหนออกมา และพวกเราไม่รู้ด้วยว่าเขาจะชอบไป่หลิวไหม”

“พวกเขาจะต้องชอบมันหัวหน้า”

ตาซื่อตอบ เขามั่นใจได้ว่าคนที่สร้างถนนที่งดงามเช่นนี้ขึ้นมา จะต้องรู้คุ้นค่าของสิ่งของสวยงามอย่างไป่หลิวนี้ และไม่มีทางปล่อยผ่านแน่