ตอนที่ 278

ตกเย็น

ทางใต้ของป่าไพรศาลเหี่ยวเฉา มีหุบเขาที่โล้นเตียนไม่มีอะไรเลยอยู่ ที่บนยอดของผามีกลุ่มชายในชุดคลุมสีดำกำลังก้าวเดินอยู่

ในกลุ่มมีทั้งหมดสามคน ทุกคนเคลื่อนไหวเร็วมาก มีทั้งวิ่งทั้งกระโดดเพียงก้าวเดียวก็สามารถพุ่งไปข้างหน้าได้สองสามเมตร

ตุบๆๆ

ผู้นำของกลุ่มหยุดลง และยกมือขึ้นเพื่อบอกให้เหลือหยุด พร้อมกับน้ำเสียงที่แหบแห้งดังขึ้น

“หยุดก่อน…คืนนี้เราจะค้างกันที่นี่”

“ครับ”

เสียงของผู้ชายอีกสองคนตอบกลับมาและมองไปรอบๆ ตัวอย่างรวดเร็ว

ไม่มีหญ้าหรือซากพืชตายเลยสักต้นบนหุบเขาแห่งนี้ มีเพียงหินขนาดต่างๆ เต็มไปหมด

ชายคนหนึ่งในกลุ่มได้เปิดหมวกออกมาเผยให้เห็นส่วนหัวที่เป็นสิงโต นามของเขาคืออัยบู่นา มนุษย์กลายพันธ์ที่เคยไล่ล่ามิอากับซิไป่ฉีก่อนหน้านี้

น้ำเสียงของเขาดูนอบน้อมอย่างมากและพูดกับชายในชุดคลุมดำที่นำหน้าอยู่

“นายท่านโฮว จากนี้ไปอีกครึ่งวันเราจะถึงป่าไพศาลเหี่ยวเฉา”

“อื้ม พรุ่งนี้เราค่อยออกเดินทางต่อ”

ผู้นำกลุ่มได้ถอดผ้าคลุมออก ชายคนนี้คือโฮวนามเฟิงชิงหลาง เขามีหัวเป็นหมาป่าที่มีขนเป็นสีเขียว

เฟิงชิงหลางโฮวนั้นเป็นหนึ่งในสามขุนนางที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหมื่นอสูร จะเป็นรองก็แค่หยางเซียงโฮว

หัวหมาป่าที่เคยติดตามกลุ่มของมิอาเปิดผ้าคลุมหัวออก นามของมันคือเต๋อหลี

“นายท่านโฮว กระผมเกรงว่าหากช้ากว่านี้อสูรไข่จิตอัสนีอาจจะฟักตัวออกมาแล้วก็ได้ เพราะงั้นถ้าไม่รีบตามไป..”

ครั้งนี้ในกลุ่มมีเพียงหัวสิงโตกับหัวหมาป่าเท่านั้นที่มาด้วย

หลังจากกลับไปเมืองหมื่นอสูรเมื่อเจ็ดวันก่อน ทั้งกลุ่มได้เข้าไปพบเฟิงชิงหลางโฮว เพื่อขอให้ช่วยเหลือ

“ไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้เราจะต้องเข้าไปในป่าไพรศาลเหี่ยวเฉาอีก เพราะงั้นต้องพักเอาแรงก่อน”

เสียงของเฟิงชิงหลางตอบกลับมา

“ถ้าแบบนั้น…ก็ได้ครับ”

เต๋อหลีก็หมดคำจะพูดอีกต่อไป มันเป็นแค่ลูกน้องไม่กล้ามีปากมีเสียงอยู่แล้ว

อันบู่นาคุกเข่าลงข้างหนึ่งและพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“นายท่านโฮว หากท่านช่วยนำไข่อสูรจิตอัสนีกลับมา…..พวกเราพอจะได้สิทธิ์เข้ารับพิธีชำระเลือดอสูรหรือไม่”

“แล้วแกคิดว่ายังไง”

เฟิงชิงหลางพูดด้วยน้ำเสียงไม่แยแส และมองไปทางอันบู่นา

“....”

ปรากฏรอยยิ้มแข็งๆ บนใบหน้าของอันบู่นาเท่านั้น ก่อนที่จะรีบหุบปากลง

เต๋อหลีหันหน้าหนีไปอีกทาง แกล้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็น

ครืน!!!

ทันใดนั้นแผ่นดินก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ทั้งภูเขาราวกับถูกโยกไปมา หินกรวดมากมายกระเพื่อมราวกับลูกคลื่น

“แผ่นดินไหวงั้นหรอ?”

เต๋อหลี่พูดอย่างเป็นกังวล

“ไม่…”

อยู่ๆ เฟิงชิงหลางก็พูดขึ้น

เขาแสดงสีหน้าจริงจังออกมา และมองไปยังทางป่าไพศาลเหี่ยวเฉา และรู้สึกว่าแรงสั่นสะเทือนมาจากทางนั้น

เต๋อหลี่และอันบู่นาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและมองไปรอบๆ ด้วยท่าทางตื่นตระหนก

“ออกไปดูกัน”

เฟิงชิงหลางพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลง

“ครับ”

ทั้งสองตอบรับทันที

ก่อนที่ทั้งสามจะเคลื่อนที่ออกจากภูเขาและวิ่งไปตามเงามืดของหน้าผา เพื่อตามแรงสั่นสะเทือนไป

ห้านาทีต่อมา

เฟิงชิงหลางก็หยุดลง พร้อมกับนัยน์ตาสีเขียวที่เบิกกว้างขึ้น

ที่ปลายสุดสายตาของเขา เห็นสิ่งมีชีวิตคล้ายกับภูเขาขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาเรื่อยๆ ทุกย่างก้าวของมันได้สร้างหลุมลึกไว้ตลอดทาง

ครืน!!!

พื้นดินแตกออกทุกครั้งที่สิ่งนี้ย่ำเท้าลงไป แม้แต่สัตว์อสูรที่ดูดุร้ายก็ยังต้องหลบหนี

“มันใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?”

เต๋อหลีมองดูด้วยความตกใจ

ตอนที่อยู่เมืองเซิงหยางขนาดของสัตว์อสูรโบราณตัวนี้ยังเท่ากับภูเขาเล็กๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้มันได้ขยายร่างใหญ่ขึ้นเป็นสิบเท่า

อันบู่นาพูดด้วยสีหน้าตึงเครียด

“นายท่านโฮว นั้นคือเมืองเต่าทมิฬ ที่เอาไข่อสูรจิตอัสนีไปครับ”

“ถูกต้องแล้วครับ เมืองเต่าทมิฬอยู่บนหลังของสัตว์อสูรยักษ์นั้น”

เต๋อหลีพูดเสริมต่อ

“ท่านโฮว พวกเราบุกไปชิงไข่อสูรจิตอัสนีกลับมาเถอะครับ”

อันบู่น่าพูดด้วยน้ำเสียงที่เร่งเร้า

“พวกแกไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้วรึไง?”

เฟิงชิงหลางตอบกลับมาด้วยสีหน้ามืดครึม และมองทั้งสองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร

“ท่านโยว…หมายความว่าอะไรกัน…ทำไมล่ะท่าน”

สีหน้าของอันบู่น่าถึงกับแข็งทื่อ

ทำไมเขาถึงโดนโมโหแทน?

“สัตว์อสูรตัวนี้ทรงพลังยิ่งกว่าฉันเสียอีก”

น้ำเสียงของเฟิงชิงหลางนั้นดูเย็นชาและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอที่ทรงพลังยิ่งกว่าตัวเขามาจากสัตว์อสูรตัวนี้ และนั้นแปลว่าสัตว์อสูรตัวนี้อยู่ในขั้น 8 แล้วเจ้านายของมันจะทรงพลังขนาดไหน?

ให้บุกขึ้นไป?? ให้ไปฆ่าตัวตายรึไง?

“อะไรนะท่าน!”

อันบู่นากับเต๋อหลีมองหน้ากันอย่างกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

สัตว์อสูรโบราณตัวนี้อยู่ในขั้น 8 แล้วงั้นหรอ

“ท่านโฮว พวกเราไม่ได้หมายความเช่นนั้นครับ”

เต๋อหลีรีบแก้ตัวทันที

“ฮึ่ม…นี้เป็นเพราะข้อมูลของพวกแกผิดพลาด!”

เฟิงชิงหลางพ่นลมหายใจที่ดูถูกออกมา

“ท่านโฮว ก่อนหน้าที่เราจะออกไปจากเมืองเซิงหยาง สัตว์อสูรตัวนี้ยังไม่ตัวใหญ่โตและทรงพลังขนาดนี้”

อันบู่นารีบพูดอธิบายอย่างร้อนรน

เต๋อหลีเองก็พยักหน้าเห็นด้วยและจริงจังสุดๆ ก่อนที่จะพูดต่อ

“ใช่แล้วครับ ก่อนหน้านี้มันไม่ได้เป็นแบบนี้”

“ฮึ…งั้นก็ดี หากฉันรู้ว่าพวกแกโกหกละก็…”

เฟิงชิงหลางเหลือบตามองด้วยหางตาพร้อมกับปล่อยจิตฆ่าฟันออกมาครู่หนึ่ง

“พวกเราไม่กล้าโกหกท่านโฮวแน่นอน!!”

ทั้งสองรีบตอบอย่างรวดเร็วและก้มหัวลงด้วยความหวาดกลัว

เวลานี้ทั้งคู่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากๆ กลัวว่าเฟิงชิงหลางโฮวคนนี้จะไม่พอใจและปลิดชีพพวกเขารึป่าว

เฟิงชิงหลางมองดูทั้งสองและพูดอย่างช้าๆ

“ใช่ ฉันมั่นใจว่าพวกแกคงไม่กล้าแน่”

อันบู่นากับเต๋อหลีคอหดก่อนที่จะถามขึ้น

“ท่านโฮว…แบบนี้เราควรทำเช่นไรดี”

“ยังไงก็ต้องเอาไข่อสูรจิตอัสนีกลับมาให้ได้”

เฟิงชิงหลางออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดและแทบไม่ต้องคิด

อันบู่นาถึงกับใจสั่น และสงสัยเหตุผลที่แท้จริง ว่าทำไมราชาหมื่นอสูรถึงต้องการไข่อสูรจิตอัสนีขนาดนั้น

หากว่าเพียงต้องการไข่อสูรจิตอัสนีมาเพื่อเพิ่มพลังของร่างกาย ก็ไม่น่าจะต้องลงทุนเสี่ยงตายขนาดนี้

เป็นไปได้ไหมว่าเหตุผลที่แท้จริงแล้วราชาต้องการเปลี่ยนร่างตัวเองเป็นอสูรจิตอัสนี?

จู่ๆ อันบู่นาก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ก่อนที่ร่างของเขาจะสั่นสะท้านไปทั้งตัว เพราะหวาดกลัวความคิดนี้ของเขา

“ตามฉันมา ดูว่าเราจะหาโอกาสได้ไหม”

เฟิงชิงหลางตัดสินใจออกคำสั่งทันที

“ครับ”

ทั้งสองขานรับพร้อมกัน

ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะติดตามเต่าทมิฬน้อยไป อย่างใกล้ชิดและมุ่งหน้าลงไปทางใต้

เมื่อฟ้าใกล้มืด

เต่าทมิฬก็เดินไปอีกสองสามก้าวก่อนที่มันจะหยุดลง และหมอบลงนอนกับพื้น

ตึม!!

แล้วหลังจากนั้นที่บนหลังของเต่าทมิฬ ต้นชาเขียวประกายก็ปล่อยอาณาเขตแสงดาวพอดี ทำให้ทั่วทั้งเมืองเต่าทมิฬสว่างไสวไปหมด

เฟิงชิงหลางมองดูอย่างใจจดใจจ่ออย่างเงียบๆ อยู่หลายนาที

ก่อนที่เขาจะถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“สิ่งนั้นคืออะไร”

“จากที่เราหาข้อมูลมาในเมืองเซิงหยาง นั้นคือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเต่าทมิฬ”

เต๋อหลีอธิบาย

ตอนที่อยู่เมืองเซิงหยาง มีผู้คนมากมายขึ้นไปบนเมืองเต่าทมิฬและกลับลงมาบอกเล่าเรื่องราวมากมาย ทำให้ทั้งคู่พอที่จะได้ยินจากบทสนทนาของคนเหล่านั้น

เฟิงชิงหลางหรี่ตาลงและเริ่มเกิดสนใจเมืองเต่าทมิฬมากขึ้น

“ท่านโยว ทิศทางที่สัตว์อสูรตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไป ดูเหมือนจะเป็นทิศทางที่เรามา”

อยู่ๆ เต๋อหลีก็พูดขึ้น

“ทิศที่เรามา….เมืองหมื่นอสูร!”

เฟิงชิงหลางพูดอย่างตกใจ

“เมืองเต่าทมิฬกำลังไปเมืองหมื่นอสูรยังงั้นหรอ”

อับบู่นาพูดด้วยความประหลาดใจเหมือนกัน

เฟิงชิงหลางจ้องมองไปยังสัตว์อสูรยักษ์ และพูดอย่างเย็นชา

“ถ้ามันจะตรงไปทางนั้น เราก็ต้องกลับไปที่เมืองก่อน”

“บางที สัตว์อสูรตัวนี้อาจจะเปลี่ยนทิศทางในวันพรุ่งนี้ก็ได้”

เต๋อหลีพูดขึ้นอย่างไม่มั่นใจ

เพราะยังไงเมืองหมื่นอสูรก็ยังอยู่อีกไกลจากตรงนี้ และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ทางไปเมืองหมื่นอสูร

“พรุ่งนี้เราจะลองตามมันไปดูก่อน หากว่ามันยังมุ่งหน้าไปเมืองหมื่นอสูรจริงๆ เราจะต้องรีบกลับไปแจ้งให้ราชาอสูรทราบก่อน”

เฟิงชิงหลางพูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง

เขาไม่กล้าที่จะบุกชิงไข่อสูรจิตอัสนีกลับมาตามลำพังอีกแล้ว และไม่อยากตายอย่างเปล่าประโยชน์

สัญชาตญาณภายในร่างของเฟิงชิงหลางนั้นกำลังกรีดร้อง ให้ถอยห่างจากสัตว์อสูรตัวนี้ไปให้ไกลที่สุด

นี่คือเหตุผลที่เขาไม่กล้าลงมือทำอะไรผลีผลาม