ตกเย็น
ทางใต้ของป่าไพรศาลเหี่ยวเฉา มีหุบเขาที่โล้นเตียนไม่มีอะไรเลยอยู่ ที่บนยอดของผามีกลุ่มชายในชุดคลุมสีดำกำลังก้าวเดินอยู่
ในกลุ่มมีทั้งหมดสามคน ทุกคนเคลื่อนไหวเร็วมาก มีทั้งวิ่งทั้งกระโดดเพียงก้าวเดียวก็สามารถพุ่งไปข้างหน้าได้สองสามเมตร
ตุบๆๆ
ผู้นำของกลุ่มหยุดลง และยกมือขึ้นเพื่อบอกให้เหลือหยุด พร้อมกับน้ำเสียงที่แหบแห้งดังขึ้น
“หยุดก่อน…คืนนี้เราจะค้างกันที่นี่”
“ครับ”
เสียงของผู้ชายอีกสองคนตอบกลับมาและมองไปรอบๆ ตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่มีหญ้าหรือซากพืชตายเลยสักต้นบนหุบเขาแห่งนี้ มีเพียงหินขนาดต่างๆ เต็มไปหมด
ชายคนหนึ่งในกลุ่มได้เปิดหมวกออกมาเผยให้เห็นส่วนหัวที่เป็นสิงโต นามของเขาคืออัยบู่นา มนุษย์กลายพันธ์ที่เคยไล่ล่ามิอากับซิไป่ฉีก่อนหน้านี้
น้ำเสียงของเขาดูนอบน้อมอย่างมากและพูดกับชายในชุดคลุมดำที่นำหน้าอยู่
“นายท่านโฮว จากนี้ไปอีกครึ่งวันเราจะถึงป่าไพศาลเหี่ยวเฉา”
“อื้ม พรุ่งนี้เราค่อยออกเดินทางต่อ”
ผู้นำกลุ่มได้ถอดผ้าคลุมออก ชายคนนี้คือโฮวนามเฟิงชิงหลาง เขามีหัวเป็นหมาป่าที่มีขนเป็นสีเขียว
เฟิงชิงหลางโฮวนั้นเป็นหนึ่งในสามขุนนางที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหมื่นอสูร จะเป็นรองก็แค่หยางเซียงโฮว
หัวหมาป่าที่เคยติดตามกลุ่มของมิอาเปิดผ้าคลุมหัวออก นามของมันคือเต๋อหลี
“นายท่านโฮว กระผมเกรงว่าหากช้ากว่านี้อสูรไข่จิตอัสนีอาจจะฟักตัวออกมาแล้วก็ได้ เพราะงั้นถ้าไม่รีบตามไป..”
ครั้งนี้ในกลุ่มมีเพียงหัวสิงโตกับหัวหมาป่าเท่านั้นที่มาด้วย
หลังจากกลับไปเมืองหมื่นอสูรเมื่อเจ็ดวันก่อน ทั้งกลุ่มได้เข้าไปพบเฟิงชิงหลางโฮว เพื่อขอให้ช่วยเหลือ
“ไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้เราจะต้องเข้าไปในป่าไพรศาลเหี่ยวเฉาอีก เพราะงั้นต้องพักเอาแรงก่อน”
เสียงของเฟิงชิงหลางตอบกลับมา
“ถ้าแบบนั้น…ก็ได้ครับ”
เต๋อหลีก็หมดคำจะพูดอีกต่อไป มันเป็นแค่ลูกน้องไม่กล้ามีปากมีเสียงอยู่แล้ว
อันบู่นาคุกเข่าลงข้างหนึ่งและพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“นายท่านโฮว หากท่านช่วยนำไข่อสูรจิตอัสนีกลับมา…..พวกเราพอจะได้สิทธิ์เข้ารับพิธีชำระเลือดอสูรหรือไม่”
“แล้วแกคิดว่ายังไง”
เฟิงชิงหลางพูดด้วยน้ำเสียงไม่แยแส และมองไปทางอันบู่นา
“....”
ปรากฏรอยยิ้มแข็งๆ บนใบหน้าของอันบู่นาเท่านั้น ก่อนที่จะรีบหุบปากลง
เต๋อหลีหันหน้าหนีไปอีกทาง แกล้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็น
ครืน!!!
ทันใดนั้นแผ่นดินก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ทั้งภูเขาราวกับถูกโยกไปมา หินกรวดมากมายกระเพื่อมราวกับลูกคลื่น
“แผ่นดินไหวงั้นหรอ?”
เต๋อหลี่พูดอย่างเป็นกังวล
“ไม่…”
อยู่ๆ เฟิงชิงหลางก็พูดขึ้น
เขาแสดงสีหน้าจริงจังออกมา และมองไปยังทางป่าไพศาลเหี่ยวเฉา และรู้สึกว่าแรงสั่นสะเทือนมาจากทางนั้น
เต๋อหลี่และอันบู่นาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและมองไปรอบๆ ด้วยท่าทางตื่นตระหนก
“ออกไปดูกัน”
เฟิงชิงหลางพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลง
“ครับ”
ทั้งสองตอบรับทันที
ก่อนที่ทั้งสามจะเคลื่อนที่ออกจากภูเขาและวิ่งไปตามเงามืดของหน้าผา เพื่อตามแรงสั่นสะเทือนไป
ห้านาทีต่อมา
เฟิงชิงหลางก็หยุดลง พร้อมกับนัยน์ตาสีเขียวที่เบิกกว้างขึ้น
ที่ปลายสุดสายตาของเขา เห็นสิ่งมีชีวิตคล้ายกับภูเขาขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาเรื่อยๆ ทุกย่างก้าวของมันได้สร้างหลุมลึกไว้ตลอดทาง
ครืน!!!
พื้นดินแตกออกทุกครั้งที่สิ่งนี้ย่ำเท้าลงไป แม้แต่สัตว์อสูรที่ดูดุร้ายก็ยังต้องหลบหนี
“มันใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?”
เต๋อหลีมองดูด้วยความตกใจ
ตอนที่อยู่เมืองเซิงหยางขนาดของสัตว์อสูรโบราณตัวนี้ยังเท่ากับภูเขาเล็กๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้มันได้ขยายร่างใหญ่ขึ้นเป็นสิบเท่า
อันบู่นาพูดด้วยสีหน้าตึงเครียด
“นายท่านโฮว นั้นคือเมืองเต่าทมิฬ ที่เอาไข่อสูรจิตอัสนีไปครับ”
“ถูกต้องแล้วครับ เมืองเต่าทมิฬอยู่บนหลังของสัตว์อสูรยักษ์นั้น”
เต๋อหลีพูดเสริมต่อ
“ท่านโฮว พวกเราบุกไปชิงไข่อสูรจิตอัสนีกลับมาเถอะครับ”
อันบู่น่าพูดด้วยน้ำเสียงที่เร่งเร้า
“พวกแกไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้วรึไง?”
เฟิงชิงหลางตอบกลับมาด้วยสีหน้ามืดครึม และมองทั้งสองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
“ท่านโยว…หมายความว่าอะไรกัน…ทำไมล่ะท่าน”
สีหน้าของอันบู่น่าถึงกับแข็งทื่อ
ทำไมเขาถึงโดนโมโหแทน?
“สัตว์อสูรตัวนี้ทรงพลังยิ่งกว่าฉันเสียอีก”
น้ำเสียงของเฟิงชิงหลางนั้นดูเย็นชาและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอที่ทรงพลังยิ่งกว่าตัวเขามาจากสัตว์อสูรตัวนี้ และนั้นแปลว่าสัตว์อสูรตัวนี้อยู่ในขั้น 8 แล้วเจ้านายของมันจะทรงพลังขนาดไหน?
ให้บุกขึ้นไป?? ให้ไปฆ่าตัวตายรึไง?
“อะไรนะท่าน!”
อันบู่นากับเต๋อหลีมองหน้ากันอย่างกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
สัตว์อสูรโบราณตัวนี้อยู่ในขั้น 8 แล้วงั้นหรอ
“ท่านโฮว พวกเราไม่ได้หมายความเช่นนั้นครับ”
เต๋อหลีรีบแก้ตัวทันที
“ฮึ่ม…นี้เป็นเพราะข้อมูลของพวกแกผิดพลาด!”
เฟิงชิงหลางพ่นลมหายใจที่ดูถูกออกมา
“ท่านโฮว ก่อนหน้าที่เราจะออกไปจากเมืองเซิงหยาง สัตว์อสูรตัวนี้ยังไม่ตัวใหญ่โตและทรงพลังขนาดนี้”
อันบู่นารีบพูดอธิบายอย่างร้อนรน
เต๋อหลีเองก็พยักหน้าเห็นด้วยและจริงจังสุดๆ ก่อนที่จะพูดต่อ
“ใช่แล้วครับ ก่อนหน้านี้มันไม่ได้เป็นแบบนี้”
“ฮึ…งั้นก็ดี หากฉันรู้ว่าพวกแกโกหกละก็…”
เฟิงชิงหลางเหลือบตามองด้วยหางตาพร้อมกับปล่อยจิตฆ่าฟันออกมาครู่หนึ่ง
“พวกเราไม่กล้าโกหกท่านโฮวแน่นอน!!”
ทั้งสองรีบตอบอย่างรวดเร็วและก้มหัวลงด้วยความหวาดกลัว
เวลานี้ทั้งคู่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากๆ กลัวว่าเฟิงชิงหลางโฮวคนนี้จะไม่พอใจและปลิดชีพพวกเขารึป่าว
เฟิงชิงหลางมองดูทั้งสองและพูดอย่างช้าๆ
“ใช่ ฉันมั่นใจว่าพวกแกคงไม่กล้าแน่”
อันบู่นากับเต๋อหลีคอหดก่อนที่จะถามขึ้น
“ท่านโฮว…แบบนี้เราควรทำเช่นไรดี”
“ยังไงก็ต้องเอาไข่อสูรจิตอัสนีกลับมาให้ได้”
เฟิงชิงหลางออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดและแทบไม่ต้องคิด
อันบู่นาถึงกับใจสั่น และสงสัยเหตุผลที่แท้จริง ว่าทำไมราชาหมื่นอสูรถึงต้องการไข่อสูรจิตอัสนีขนาดนั้น
หากว่าเพียงต้องการไข่อสูรจิตอัสนีมาเพื่อเพิ่มพลังของร่างกาย ก็ไม่น่าจะต้องลงทุนเสี่ยงตายขนาดนี้
เป็นไปได้ไหมว่าเหตุผลที่แท้จริงแล้วราชาต้องการเปลี่ยนร่างตัวเองเป็นอสูรจิตอัสนี?
จู่ๆ อันบู่นาก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ก่อนที่ร่างของเขาจะสั่นสะท้านไปทั้งตัว เพราะหวาดกลัวความคิดนี้ของเขา
“ตามฉันมา ดูว่าเราจะหาโอกาสได้ไหม”
เฟิงชิงหลางตัดสินใจออกคำสั่งทันที
“ครับ”
ทั้งสองขานรับพร้อมกัน
ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะติดตามเต่าทมิฬน้อยไป อย่างใกล้ชิดและมุ่งหน้าลงไปทางใต้
เมื่อฟ้าใกล้มืด
เต่าทมิฬก็เดินไปอีกสองสามก้าวก่อนที่มันจะหยุดลง และหมอบลงนอนกับพื้น
ตึม!!
แล้วหลังจากนั้นที่บนหลังของเต่าทมิฬ ต้นชาเขียวประกายก็ปล่อยอาณาเขตแสงดาวพอดี ทำให้ทั่วทั้งเมืองเต่าทมิฬสว่างไสวไปหมด
เฟิงชิงหลางมองดูอย่างใจจดใจจ่ออย่างเงียบๆ อยู่หลายนาที
ก่อนที่เขาจะถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“สิ่งนั้นคืออะไร”
“จากที่เราหาข้อมูลมาในเมืองเซิงหยาง นั้นคือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเต่าทมิฬ”
เต๋อหลีอธิบาย
ตอนที่อยู่เมืองเซิงหยาง มีผู้คนมากมายขึ้นไปบนเมืองเต่าทมิฬและกลับลงมาบอกเล่าเรื่องราวมากมาย ทำให้ทั้งคู่พอที่จะได้ยินจากบทสนทนาของคนเหล่านั้น
เฟิงชิงหลางหรี่ตาลงและเริ่มเกิดสนใจเมืองเต่าทมิฬมากขึ้น
“ท่านโยว ทิศทางที่สัตว์อสูรตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไป ดูเหมือนจะเป็นทิศทางที่เรามา”
อยู่ๆ เต๋อหลีก็พูดขึ้น
“ทิศที่เรามา….เมืองหมื่นอสูร!”
เฟิงชิงหลางพูดอย่างตกใจ
“เมืองเต่าทมิฬกำลังไปเมืองหมื่นอสูรยังงั้นหรอ”
อับบู่นาพูดด้วยความประหลาดใจเหมือนกัน
เฟิงชิงหลางจ้องมองไปยังสัตว์อสูรยักษ์ และพูดอย่างเย็นชา
“ถ้ามันจะตรงไปทางนั้น เราก็ต้องกลับไปที่เมืองก่อน”
“บางที สัตว์อสูรตัวนี้อาจจะเปลี่ยนทิศทางในวันพรุ่งนี้ก็ได้”
เต๋อหลีพูดขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
เพราะยังไงเมืองหมื่นอสูรก็ยังอยู่อีกไกลจากตรงนี้ และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ทางไปเมืองหมื่นอสูร
“พรุ่งนี้เราจะลองตามมันไปดูก่อน หากว่ามันยังมุ่งหน้าไปเมืองหมื่นอสูรจริงๆ เราจะต้องรีบกลับไปแจ้งให้ราชาอสูรทราบก่อน”
เฟิงชิงหลางพูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง
เขาไม่กล้าที่จะบุกชิงไข่อสูรจิตอัสนีกลับมาตามลำพังอีกแล้ว และไม่อยากตายอย่างเปล่าประโยชน์
สัญชาตญาณภายในร่างของเฟิงชิงหลางนั้นกำลังกรีดร้อง ให้ถอยห่างจากสัตว์อสูรตัวนี้ไปให้ไกลที่สุด
นี่คือเหตุผลที่เขาไม่กล้าลงมือทำอะไรผลีผลาม
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved