ในห้องทดลองของเจ้าเมือง
หยู่ฉินหลานกำลังก้มๆ เงยๆ ปั้นแกะสลัปตัวอักษรลงในก้อนดินเหนียว
นี้คืองานที่มู่เหลียงมอบให้เธอทำเมื่อคืน เขาได้พูดกับเธอไว้ว่า
‘ลายมือของเธอสวยที่สุด และเหมาะกับงานนี้มาก’
วินาทีนั้นเธอรู้สึกดีใจมากที่ถูกชม แต่ตอนนี้เธอไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว
“งานอะไรของเขาเนี้ย ให้มาเขียนตัวอักษรทุกตัวใส่ก้อนดินเหนียว”
หยู่ฉินหลานบ่นออกมาเบาๆ เธอยังจำภาพและวินาทีที่เขามอบหมายหน้าที่นี้ ให้เธอได้อย่างชัดเจน
เธอวางก้อนดินเหนียวลง และพูดอย่างสงสัย
“อีกอย่างเขาจะเอาตัวอักษรพวกนี้ไปทำอะไร”
การเขียนตัวอักษรธรรมดานั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่เขาดันขอให้เธอเขียนกลับด้านเนี้ยสิ
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอนั้นมีสติปัญญาที่ดี และมีความละเอียดอ่อนที่มากพอ งานนี้คงไม่เสร็จง่ายๆ
“เห้อ…..”
หยู่ฉินหลานถอนหายใจยาว ก่อนที่จะลงมือสลักก้อนดินเหนียวต่อ และใช้มือขยี้ตาด้วยความอ่อนล้า
ในตอนนั้นเองก็มีผ้าเช็ดหน้ายื่นมาให้เธอ
“ขอบคุณ”
หยู่ฉินหลานรับผ้ามาเช็ดหน้า และเช็ดคราบสกปรกที่ติดตา
แต่เดี๋ยวก่อน…ใครกันที่ส่งผ้าให้เธอ
เมื่อหยู่ฉินหลานรู้สึกตัว เธอก็หันหน้าขึ้นมองทันที และเห็นมู่เหลียงที่ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เธออยู่
โดยที่ด้านหลัง มีลี่เยว่กับลี่ลี่ยืนอยู่
“นาย….ทำไมชอบมาไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้”
สีหน้าของหยู่ฉินหลานดูตกใจไม่น้อย
“นั้นเป็นเพราะฉินหลานมีสมาธิจดจ่อกับงานที่ทำมากยังไงล่ะ”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
เขาเอาก้อนดินเหนียวขึ้นมาดู และสำรวจตัวอักษรที่ขีดลงไป มันดูสวยงาม และกลับด้านถูกต้องอย่างที่เขาต้องการ
“ท่านมู่เหลียง ก้อนดินเหนียวพวกนี้ คือสิ่งประดิษฐ์อย่างที่สองใช่ไหม”
ลี่ลี่ถามด้วยความสงสัย ก่อนที่จะยกก้อนหินเหนียวขึ้นมาดู
“ใช่ นี้คือสิ่งประดิษฐ์อีกชิ้น ที่จะถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย”
มู่เหลียงใช้พลังของเขาสร้างก้อนดินเหนียวพวกนี้ขึ้นมา เพื่อสลักตัวอักษร
“มันใช้งานได้จริงงั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานถามพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
แม้จะถูกสั่งให้ทำก็ตาม แต่เธอก็ไม่คิดว่าก้อนดินเหนียวตัวอักษรพวกนี้จะใช้งานได้
“นี้เป็นแค่หนึ่งในส่วนประกอบเท่านั้น เดียวจะได้รู้ความน่าอัศจรรย์ของสิ่งประดิษฐ์นี้”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับนึกถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์โลกเดิมของเขา
เขานั้นรู้สึกชื่นชมความฉลาดของคนในยุคโบราณที่ได้สร้างสิ่งของที่เป็นรากฐานให้คนรุ่นหลังได้ใช้จนมาถึงปัจจุบัน
ลี่เยว่ขมวดคิ้วและคิดตาม หลังจากที่มองไปยังกล่องกระดาษในมือของลี่ลี่ เธอก็คิดอะไรขึ้นมาได้
แววตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที และถามมู่เหลียงอย่างตื่นเต้น
“มู่เหลียง อย่าบอกนะว่าก้อนดินเหนียว….นายจะเอาไปพิมพ์ลงในกระดาษ!”
“ลี่เยว่นี้หัวไวจริงๆ ที่มองออกเป็นคนแรก”
มู่เหลียงถือก้อนดินเหนียวขึ้นมาพร้อมกับวางไว้ตรงหน้าทุกคน
“ฉันคิดได้ตอนที่เห็นกระดาษ”
ลี่เยว่พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเขินอาย
“หากเอาถ่านมาพิมพ์ตัวอักษรมันก็ไม่ชัดเจน และถูกลบได้ง่าย”
ลี่ลี่พูดขึ้นด้วยความรู้สึกขัดแย้งในหัว
“เราจะใช้สิ่งที่เรียกว่าน้ำหมึกแทน”
มู่เหลียงตอบ และเขาเองก็เตรียมการทุกอย่างเอาไว้แล้ว
หมึกที่เขาทำขึ้นมานั้น ไม่ใช่ของที่ทำยากเย็นอะไรเลย มันทำมาจากขี้เถ้าติดหม้อ
หลังจากที่ผ่านการถูกเผาด้วยไฟ จะเกิดเขม่าสีดำที่ก้นหม้อ และเมื่อใช้ไปเรื่อยๆ เขม่าพวกนี้ก็จะสะสมหนาขึ้น และนั้นคือวัตถุดิบชั้นดีในการทำหมึก
“หมึก?”
หญิงสาวทั้งสามถึงกับประหลาดใจ และสงสัยในสิ่งนี้
ในโลกที่แห้งแร้งและพังพินาศแบบนี้ ทุกคนใช้แต่ดินสอถ่านเขียนเท่านั้น ซึ่งจะเอาถ่านมาเหลาและห่อด้วยหนังสัตว์
“มันคือสิ่งนี้ยังไงล่ะ”
มู่เหลียงเอาก้อนสีดำออกมาจากตู้ในห้องทดลอง
แท่งหมึกนี้ทำขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน และที่มาของมันก็คือเขม่าที่ก้นหม้อในโรงผลิตกระดาษ
แล้วยิ่งหม้อขนาดใหญ่ยิ่งรวบรวมเถ้าเขม่าก้นหม้อได้อย่างรวดเร็ว
แต่ความจริงแล้วหมึกที่ดีควรสร้างจากเขม่าต้นสน
“นี่คือ….หมึกงั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานหยิบไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เธอพลิกแท่งหมึกไปมา และก็ตกใจเมื่อเห็นว่านิ้วของเธอติดสีดำของแท่งหมึกมาด้วย
สีดำพวกนี้ดำมาก ดำสิ่งกว่าผงถ่านด้วยซ้ำ
“งั้นเดี๋ยวจะแสดงวิธีใช้งานมันให้ดู”
มู่เหลียงพูดจบก็เอาถาดกระเบื้องออกมา และใช้พลังของเขาเสกน้ำออกมาสองสามหยด ใส่ลงในถาด
ก่อนที่เขาจะเริ่มบดแท่งหมึกกับกระเบื้องอย่างเบาๆ และดูปราณีต
“แล้วค่อยดู…ตัวอักษรที่เกิดจากหมึกนี้”
มู่เหลียงหยิบแปรงพู่กันออกมาจากตู้เก็บของ และหยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น
พู่กันนี้เขาทำมาจากขนหางของแกะเขาหกเหลี่ยม
ตอนแรกเขาต้องการจะใช้ขนหางของหมาป่าจันทรา เพื่อสร้างพู่กันขนหมาป่าที่เลื่องชื่อ
แต่ใครจะไปคิดว่าหลายวันมานี้ หมาป่าจันทราของเขายังไม่กลับมาเลยด้วยซ้ำ
จากการติดต่อทางกระแสจิตของมู่เหลียง หมาป่าจันทรานั้นกำลังทำสงครามระหว่างฝูงอื่นอยู่ เพื่อก่อตั้งตัวเองเป็นฝูงที่ใหญ่ที่สุดในอาณาเขตนี้
“นายสร้างสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อไร”
หยู่ฉินหลานถามด้วยความประหลาดใจ
เธอรู้สึกว่าเพียงแป๊บเดียวมู่เหลียงก็มักจะหยิบอะไรใหม่ๆ ออกมาเสมอ โดยที่ไม่รู้ว่าเขาเอาเวลาไหนไปสร้างของแบบนี้กัน
“มันไม่ได้ทำยากเย็นอะไรนักหรอก”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อย
พลังควบคุมใยพันสายของเขานั้นสามารถสร้างพู่กันแบบนี้ขึ้นมาได้ง่ายๆ ราวกับปลอกกล้วยเข้าปาก
แต่หากเป็นคนธรรมดาคิดจะทำมันขึ้นมาคงจะยากลำบากมาก
อันที่จริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำพู่กันจริงจังนัก เขาเพียงต้องการสร้างเอาไว้ใช้งานเอง
การเขียนด้วยพู่กันนั้นยากกว่าดินสอหรืออุปกรณ์เขียนที่มีปลายแหลมและแข็ง ที่จริงควรจะเหลาไม้และเอามาจุมหมึกเขียนจะดีกว่า
เพราะการเขียนด้วยพู่กันนั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะสูง อีกทั้งยังสิ้นเปลืองอย่างมากในการฝึกเขียนอีกด้วย
“สิ่งที่สำคัญคือหมึกนี้ต่างหาก”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับจุ๋มพู่กันลงในหมึกสีดำ และตวัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็ว
เขาเขียนคำว่า เต่าทมิฬ ลายเส้นนั้นราวกับมีชีวิต ดูเด่นชัดอยู่บนกระดาษ
สมัยที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เขาได้เรียนวิชาเขียนพู่กันที่โรงเรียนมาด้วย
“ตัวอักษรพวกนี้สีดำชัดมาก”
ลี่ลี่พูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เธอเห็นได้ชัดเจนเลยว่าตัวอักษรที่เขียนโดยหมึกพวกนี้ เด่นชัดมากกว่าดินสอถ่านที่เธอใช้ประจำ หากเธอได้ใช้สิ่งนี้เขียนเธอจะไม่ต้องกังวลเรื่องตัวหนังสือจางหายอีกแล้ว
ตัวหนังสือที่ใช้ดินสอถ่านเขียนมันจะจางไปตามกาลเวลาและจางลงทุกครั้งที่อ่าน
“หมึกพวกนี้ลื่นมาก”
หยู่ฉินหลานลองเอานิ้วจุ๋มลงไปในถาดกระเบื้องหมึกดู และเอามาขีดลงบนกระดาษ
“ลองใช้พู่กันเขียนดู”
มู่เหลียงส่งพู่กันให้หยู่ฉินหลาน
“ได้”
หยู่ฉินหลานรับพู่กันมา ก่อนที่จะลองเขียนดู
เธอพบว่าการควบคุมพู่กันนั้นยากมาก และกะน้ำหนักในการเขียนได้ลำบาก ทำให้ตัวหนังสือที่เขียนออกมานั้นบิดเบี้ยวและไม่สวย
-“ถ้างั้นเอาก้อนดินเหนียวพวกนี้ทาหมึกแล้วประทับลงในกระดาษได้ใช่ไหม”
ลี่เยว่มองไปยังก้อนดินเหนียวจำนวนมาก
“ใช่ สิ่งนี้เรียกว่าแม่พิมแบบเคลื่อนย้ายได้”
มู่เหลียงมองไปยังก้อนดินเหนียวเล็กๆ ที่กองอยู่
เขาจะเอาดินเหนียวพวกนี้ไปเผา จนมันแข็งขึ้นรูป แล้วหลังจากนั้นเขาจะได้แม่พิมพ์ตัวอักษรมากมาย
และสามารถจัดเป็นชุดคำแล้วประทับลงไปทีเดียวได้ ที่นี้ก็จะสามารถพิมพ์ข้อความแบบเดียวกันหลายๆ แผ่นได้ในเวลาอันสั้น
“แบบนี้นี่เอง!! สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ”
ลี่ลี่ตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความชื่นชม
แววตาของเธอจ้องมองก้อนดินเหนียวอย่างเป็นประกาย เธออยากจะเอาสิ่งประดิษฐ์นี้มาใช้คัดลอกงานเขียนของเธอเร็วๆ เพราะมันจะคัดลอกเรื่องราวผจญภัยของเธอได้หลายเล่ม
“แล้วงั้นแปลต่อจากนี้ตัวอักษรที่ใช้พิมพ์จะเป็นลายมือของฉันหมดเลยงั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานมองไปยังกองดินเหนียวที่เธอนั่งสลักคำขึ้นมาด้วยความเขินอาย
เพราะต่อไปตัวหนังสือที่ทุกคนจะได้เห็นและอ่านในเมืองจะมาจากลายมือของเธอทั้งหมด
“หึๆ พอตกดึกแล้วส่งพวกนี้ให้หยู่เฟ่ยหยานเผาดินเหนียวให้แข็งตัว”
มู่เหลียงพูดขึ้น และเริ่มนึกถึงพลังในการควบคุมไฟของหยู่เฟ่ยหยาน
“ได้”
หยู่ฉินหลานพยักหน้ารับอย่างงดงาม
อยู่ๆ เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ และถามกับมู่เหลียงทันที
“มู่เหลียง นายต้องการจะพิมพ์หนังสืออะไรออกมางั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานนั้นจำได้ว่าในเมืองเต่าทมิฬไม่มีหนังสือสักเล่ม และหนังสือที่เธอมีก็ถูกทิ้งไว้ในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ ในตอนนั้นเธอไม่ได้เอาติดตัวมาด้วย
“ฉันจะเขียนหนังสือของตัวเอง”
มู่เหลียงแสยะยิ้มขึ้นเล็กน้อย
เขากำลังจะเริ่มระบบการศึกษาในเมืองเต่าทมิฬในไม่ช้า หลังจากที่หนังสือเรียนสองสามชุดแรกพิมพ์เสร็จ ไม่งั้นเขาคงไม่มาวุ่นวายกับการทำกระดาษและตัวแม่พิมพ์แบบนี้หรอก
ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของเมืองเต่าทมิฬกำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งเริ่มจากตำราเรียนที่เขาจะสร้างขึ้น
“ห้ะ?!”
เหล่าสาวๆ ต่างอ้าปากค้างด้วยความตกใจ และเหงื่อไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ตอนนี้ฉันเองก็กำลังเขียนอยู่ แต่ทุกคนจะรู้เองเมื่อฉันเขียนเสร็จ”
มู่เหลียงมีแววตาที่ดูเจ้าเล่ห์ไม่น้อย
เขามักใช้เวลายามว่างตอนกลางคืนเขียนตำราเรียน หรือเขียนเรื่อวราวที่เกิดขึ้นและได้เห็นทุกวัน
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved