“การบอกเขาง่ายกว่าที่คิดเอาไว้เยอะเลย”
ลี่เยว่เดินไปตามทางเพราะกับเต่าทองน้อยที่ส่องแสงนำทาง เวลานี้เธอรู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก
หลังจากที่ได้บอกทุกอย่างกับมู่เหลียงไปแล้ว ทำให้เธอรู้สึกโล่งอกขึ้นมา
สิ่งที่เธอยังหนักใจอยู่คือเรื่องศพมายา และกลุ่มคนที่ติดกับการล้างแค้น
“ลี่ลี่เธอจะเอาด้วยกับหน่วยรบพิเศษไหมนะ”
ลี่เยว่ครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้และพยายามหาวิธีชักจูงเพื่อนของเธอ
หากเข้าร่วมกับกองกำลังพิเศษนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ และไม่สามารถออกจากหน่วยได้เอง อีกทั้งงานยังอันตรายอย่างมาก
แต่ผลตอบแทนนั้นก็สูงด้วยเช่นเดียวกัน
ลี่เยว่มองไปยังม้วนหนังสัตว์ในมือที่เขียนเกี่ยวกับหน่วยรบพิเศษผี
นี่คือสิ่งที่มู่เหลียงให้เธอเอาไว้ และเอาไปแสดงประกอบเพื่ออธิบายให้ลี่ลี่ฟัง
เพราะมู่เหลียงเองไม่ได้สนิทกับลี่ลี่มากขนาดนั้น และสิ่งที่เชื่อมโยมเธอเอาไว้คือลี่เยว่กับโหย่วเฟ่ย
และอีกสิ่งคือดอกปีกนางฟ้า
“ไม่เป็นไร ก็ถามเธอไปตรงๆ เลยแล้วกัน”
ลี่เยว่เก็บม้วนหนังก่อนที่จะเดินไปทางห้องครัว
ที่เธอไปห้องครัวก็เพื่อจะหาอะไรให้ลี่ลี่กิน ระหว่างที่พูดคุยเรื่องหน่วยรบพิเศษนี้ด้วย
ลี่เยว่มายังห้องครัวและเห็นว่ามินโฮกับเว่ยหยูหลันกำลังทำอะไรกันอยู่
มินโฮขยับหูไปมาก่อนที่จะหันมองตาม
และถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“เอ้า! ลี่เยว่เธอมาทำอะไรที่นี่”
“ฉันมาหาอะไรกินเล็กน้อย”
ลี่เยว่เดินเข้ามาพร้อมกับโน้มตัวไปดูว่าทั้งสองกำลังทำอะไรกันอยู่
“พวกเธอกำลังทำอะไรอยู่งั้นหรอ”
“ก็ช่วงนี้มู่เหลียงยุ่งมากเลย ฉันเลยจะทำอะไรให้เขากินสักหน่อย”
มินโฮตอบพร้อมกับคนหม้อเนื้อตุ๋น
ก่อนที่จะชี้ไปยังม้วนหนังสัตว์ที่อยู่ข้างๆ และพูดขึ้น
“อีกอย่าง…พึ่งจะได้สูตรอาหารใหม่มา ก็เลยลองทำดู”
“สูตรอาหารใหม่? เธอคิดค้นสูตรอาหารใหม่ได้แล้วงั้นหรอ?”
ลี่เยว่ถามพร้อมกับมองดูสูตรอาหาร
“ไม่ มู่เหลียงเป็นคนคิดให้”
มินโฮโบกมืออย่างเขินอายและอธิบายด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“สิ่งนี้ไว้สำหรับค้าขายข้างถนนการค้าที่จะมีในอนาคต”
“ถนนการค้า?”
ลี่เยว่ถึงกับประหลาดใจ และเธอรับรู้ได้ทันที
“เอ่อ หมายถึงพื้นที่การค้าสินะ”
“แล้วลี่เยว่อยากกินอะไร เดียวให้น้องหลันทำให้”
มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
“เอาอะไรก็ได้ที่กินได้สามคน”
ลี่เยว่ตอบช้าๆ
“น้องหลัน ทำเนื้อผัดกะหล่ำ กับซุปมะเขือเทศเนื้อจานใหญ่”
มินโฮสั่งงานทันที
“เจ้าค่ะ”
เว่ยหยูหลันขานรับอย่างอ่อนน้อม
ก่อนที่จะคว้ามีดทำครัวขึ้นมาหั่นไปบนกะหล่ำปลีอย่างชำนาญ และเตรียมทำซุปมะเขือเทศในทันที
มินโฮหั่นแบ่งเนื้อ และเอาไปผัดกับกะหล่ำปลี
ลี่เยว่ยืนมองอยู่ข้างๆ ด้วยความรู้สึกว่ามินโฮเวลาเข้าครัวนั้นดูมีเสน่ห์ไม่เบา
เธอทั้งจริงจังอย่างมาก และดูมีสมาธิสุดๆ
“นี่เจ้าค่ะ”
เว่ยหยูหลันกับมินโฮใช้เวลาครึ่งชั่วโมงทำอาหารทั้งสองจานจนเสร็จ
เธอใส่ลงในกล่องอาหารและส่งให้ลี่เยว่ที่กำลังอึ้งอยู่
“อะ ขอบคุณ”
ลี่เยว่รับกล่องข้าวมาพร้อมกับกล่าวขอบคุณทันที
เว่ยหยูหลันพยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่จะหันไปทางมินโฮและเริ่มเรียนรู้สูตรอาหารอย่างตั้งใจอีกครั้ง
ลี่เยว่ถือกล่องอาหารออกไปจากครัวอย่างเงียบๆ
เธอเดินไปผ่านห้องโถงและเห็นว่าหยู่ฉินหลานกำลังนั่งเขียนอะไรอยู่
และมีหยู่เฟ่ยหยานนอนฟุบอยู่ข้างๆ
หยู่ฉินหลานนั้นรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองอยู่เลยเงยหน้าขึ้นมาดูก็เห็นเป็นลี่เยว่
เธอส่งสายตาให้กับลี่เยว่ก่อนที่จะมองไปยังหยู่เฟ่ยหยานอย่างเอ็นดู และเอาผ้ามาห่มให้กับลูกสาว
จากนั้นหยู่ฉินหลานก็เริ่มก้มหน้าลงไปขีดเขียนต่อ เวลานี้เธอกำลังวางแผนเกี่ยวกับพื้นที่การค้าในเมือง
นี่เป็นงานที่มู่เหลี่ยงมอบหมายให้กับเธอเอาไว้ ตอนที่กินมื้อค้ำกัน
แล้วตอนนั้นเอง
ลี่เยว่ก็เดินจากไปอย่างเงียบๆ
เธอรับรู้ได้ทันทีว่าทุกคนในเมืองเต่าทมิฬกำลังพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อจะแสดงจุดยืนของตัวเอง
“จุดยืนของฉันอาจจะหาพบได้ในตัวของมู่เหลียง”
รอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลี่เยว่ ก่อนที่จะถือกล่องอาหารไปหาเพื่อนของเธอ
เธอเดินไปถึงห้องของโหย่วเฟ่ย และได้ยินเสียงของโหย่วเฟ่ยดังออกมา
“ลี่ลี่!! แค่ลองกินดูสักนิด!! มันไม่มีพิษหรอก”
โหย่วเฟ่ยพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจ
“ไม่!! ฉันไม่เชื่อใจเธอแล้ว!”
ลี่ลี่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
โหย่วเฟ่ยเลยพูดต่อทันที
“ไม่! นี้ทำจากใบชาประกายแสงเลยนะ!”
“จริงงั้นหรอ?”
ลี่ลี่หายสงสัยและหยุดลง
“เธอไม่ได้โกหกใช่ไหม”
“ไม่อยู่แล้ว ลองดูเดี๋ยวก็รู้”
โหย่วเฟ่ยส่งชามที่มีของเหลวอยู่ให้ลี่ลี่อย่างร้อนรน
“ก็ได้ ฉันจะยอมเชื่อใจเธออีกสักครั้ง”
ลี่ลี่เปิดปากพร้อมกับดื่มของเหลวนั้นเข้าไป
วินาทีต่อมา
“พุ้ดๆ!! ขมชะมัด!!”
ลี่ลี่สีหน้าเยเกทันที ก่อนที่จะถาม
“นี่มันยาอะไรเนี้ย ทำไมไม่บอกว่ามันจะขมขนาดนี้”
“ขมเหรอ ไม่จริงน่า”
โหย่วเฟ่ยเกาแก้มด้วยความสับสน
เธอส่ายหัวและทิ้งลี่ลี่ให้อยู่กับยา ก่อนที่เธอจะหันไปปรุงยาใหม่
“นี่เธอ!!!”
เมื่อเห็นท่าทางของโหย่วเฟ่ยทำให้ลี่ลี่รู้ตัวว่าตัวเองถูกหลอกอีกครั้ง
“โดนหลอกอีกแล้วงั้นหรอ”
ลี่เยว่ยืนที่หน้าประตูพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน
“ฮึ่ม! ครั้งหน้าฉันจะไม่เชื่อคำพูดของยัยหัวทองนั้นอีกแล้ว”
ลี่ลี่กอดอกอย่างไม่พอใจ และกระแทกเสียงหายใจแรงอยู่สองสามครั้ง
“เธอใจอ่อนเกินไป”
ลี่เยว่ส่ายหัว
ทุกครั้งที่ลี่ลี่ตกหลุมพรางของโหย่วเฟ่ย ก็เพราะใจอ่อนทุกครั้ง
นี่เป็นเหตุผลที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองดูลึกซึ้งกันดี อีกคนก็เป็นฝ่ายกระทำ อีกฝ่ายก็ยอมโดนกระทำ
“ว่าก็ว่าเถอะ เธอเองมาทำอะไรที่นี่”
ลี่ลี่เปลี่ยนเรื่องคุยทันที
เธอคิดว่าที่จริงเธอไม่ได้ใจอ่อน แต่แค่เห็นโหย่วเฟ่ยแสดงท่าทางน่ารักเธอก็เลยอดไม่ได้ที่จะใจอ่อน
“มากินนี้ไหม”
ลี่เยว่ยกกล่องข้าวขึ้นมา
“มีอะไรบ้าง!”
ลี่ลี่มองดูกล่องข้าวอย่างมีความสุข
“เดี๋ยวก็รู้เมื่อเปิดมันออก”
ลี่เยว่ไปเอาเก้าอี้ และไปนั่งกันที่โต๊ะ
ก่อนที่จะตะโกนเรียกหาสาวผมทอง
“โหย่วเฟ่ย! มากินข้าวกัน”
“มาแล้วๆ”
โหย่วเฟ่ยวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่และเดินมาหาทันที
เธอเช็ดมือกับเสื้อของตัวเอง และเดินมานั่งข้างๆ สองสาว
“อร่อยจัง สองอย่างนี้อร่อยมากเลย”
หลังจากเปิดกล่องข้าวแล้วลี่ลี่ก็ใช่ตะเกียบคีบหยิบกินทันที และแสดงออกทางสีหน้าว่ามีความสุข
“รีบกินเข้า หายร้อนแล้วจะไม่อร่อย”
ลี่เยว่หยิบตะเกียบขึ้นมาและคีบกะหล่ำขึ้นมากิน
“อร่อยเกินไปแล้ว”
ลี่ลี่กินไปพูดไปไม่หยุด และคีบผักไปกินต่ออย่างรวดเร็ว
“ลี่ลี่ อย่าเอาส่วนของฉันไปกินสิ!”
โหย่วเฟ่ยทำหน้ามุ่ยและมองลี่ลี่ด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“แล้วใครบอกให้เธอเอายาแปลกๆ มาให้ฉันกินหล่ะ!”
ลี่ลี่เริ่มล้อเลียน พร้อมกับฉกเอาเนื้อที่โหย่วเฟ่ยจะกินไปอีกชิ้น
“โถ่ นั้นก็แค่อุบัติเหตุนิดหน่อยเอง”
โหย่วเฟ่ยพูดอย่างรู้สึกผิด
“ไม่ต้องมาแสดงเลย เปล่าประโยชน์”
ลี่ลี่พูดเสียงแข็ง และฉกเนื้อไปอีกชิ้น
“เดี๋ยวเถอะ!”
โหย่วเฟ่ยเริ่มแย่งเนื้อกับลี่ลี่กันอย่างสนุกสนาน
ลี่เยว่ที่เห็นฉากนี้ก็อิ่มใจไปด้วย
“เมื่อกี้ฉันไปคุยกับมู่เหลียงมาแล้ว และบอกทุกอย่างเกี่ยวกับเมืองเซิงหยาง”
“แล้วท่าทีของเขาเป็นไง”
ลี่ลี่ถึงกับแสดงสีหน้าแตกตื่น
“ไม่เป็นไงหรอก เขาแค่บอกให้เราเชื่อใจเขา”
ลี่เยว่ตอบเบาๆ
“เธอไม่ได้พูดถึงเรื่องศพมายางั้นหรอ”
ลี่ลี่ถามต่อพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ฉันบอกไปหมดแล้ว”
ลี่เยว่ตอบอย่างใจเย็น
“เขาไม่ได้เกรงกลัวอำนาจของเมืองเซิงหยางเลยงั้นหรอ นั้นเป็นเมืองใหญ่ที่ทรงอำนาจมากเลยนะ”
โหย่วเฟ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
เมืองเซิงหยางนั้นไม่ใช่เล็กๆ เหมือนเมืองสิบขั้น ทั้งสองนั้นเอามาเทียบกันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
ลี่เยว่นั้นมุมปากยกสูงขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะพูด
“เขาพูดว่า อย่าได้ดูถูกเมืองเต่าทมิฬ”
“.....”
ลี่ลี่ถึงกับตกใจ และพึ่งนึกขึ้นได้ว่าใต้เท้าของเธอคือสัตว์อสูรยักษ์ที่น่าเกรงขามอย่างมาก
ดูเหมือนว่า เมืองเต่าทมิฬไม่จำเป็นจะต้องกลัวเมืองเซิงหยางจริงๆ
“ฉันจะเข้าร่วมกับหน่วยรบพิเศษของเมืองเต่าทมิฬ”
ลี่เยว่พูดสิ่งที่เธอต้องการบอกทันที
“หน่วยพิเศษอะไร”
ลี่ลี่ถามด้วยความสงสัย
“หน่วยรบพิเศษผี เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเฝ้าระวังสายสืบจากภายนอก ทำงานลอบเร้นสังหาร และงานสืบข่าวลับ”
ลี่เยว่อธิบายสั้นๆ
“มันไม่เหมือนหน่วยสังหารที่เราเคยอยู่งั้นหรอ”
โหย่วเฟ่ยพูดขัดขึ้นมาทันที
“ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น”
ลี่เยว่เองก็เถียงไม่ได้
เมื่อเธอคิดอะไรออกก็พูดต่อทันที
“ชุดเกราะภูตผีจะเป็นชุดหลักของหน่วย”
“เขาจะให้เราใช้ตลอดไปเลยงั้นหรอ”
ลี่ลี่ถามด้วยความประหลาดใจ
อาวุธวิญญาณระดับสูงแบบนี้ไม่มีทางที่ใครจะมอบให้ติดตัวตลอดแน่
“ใช่เขาจะให้วพวกเราไว้ใช้เลย ถ้าหากเข้าร่วมกับหน่วยรบนี้ ในสามสิบวันขอหยุดได้ 4 วัน”
ลี่เยว่เริ่มไล่ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานนี้
“ได้รับหยดน้ำตานางฟ้าหนึ่งหยด ใบชาเประกายแสง 1 ขีด และผักใบเขียวอีก 30 ชิ้น….”
“เดี๋ยวๆๆ!! ฉันรู้สึกว่ามันแปลกๆ เธอกำลังชักชวนฉันงั้นหรอ”
ลี่ลี่จ้องไปยังลี่เยว่ด้วยสายตาแปลกๆ
“ก็อยู่ที่เธออยากจะเข้าร่วมด้วยไหม”
ลี่เยว่ไม่ปฏิเสธและมองไปยังลี่ลี่อย่างจริงจัง
“คือ….”
ลี่ลี่เกิดความลังเลขึ้นมาทันที
“ลี่ลี่ฉันรู้ว่าเธอมีความฝัน ไม่ต้องรีบตอบก็ได้คิดไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องตอบทันที”
ลี่เยว่ไม่อยากบีบบังคับเพื่อนของเธอ
“ความฝันของลี่ลี่”
โหย่วเฟ่ยพูดตามพร้อมกับกระพริบตาหลายครั้ง
“ไม่ใช่ว่าเธอทำมันสำเร็จแล้วงั้นหรอ”
“นี่พูดบ้าอะไรของเธอเนี้ย”
ลี่ลี่ตะโกนด้วยความโมโห
“ฝันของฉันเป็นจริงตอนไหน?”
เธอยังไม่ได้เริ่มออกเดินทางไปผจญภัยเลยด้วยซ้ำ
“เธอไม่ได้ฝันอยากจะออกเดินทางแล้วเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวของเธองั้นหรอ”
โหย่วเฟ่ยพูดขึ้นในขณะที่เอาตะเกียบคีบเนื้อขึ้นมากินอีกคำ และพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังยาก
“อีอะอ้านอี้ไอ้ อี้อิเอด….อึ้ก มีสถานที่ใดที่วิเศษไปกว่าเมืองเต่าทมิฬอีก และเราเองก็ต้องเสี่ยงภัยอันตรายตลอด ไม่ต่างจากการไปผจญภัยตรงไหน”
“เอ่อ…”
ใบหน้าของลี่ลี่ดูว่างเปล่าขึ้นมาทันที และคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน
เหมือนว่าคงจะไม่มีที่ไหนวิเศษเท่าเมืองเต่าทมิฬแล้วจริงๆ
“ที่โหย่วเฟ่ยพูดมาก็ดูมีเหตุผล”
อยู่ๆ ลี่เย่วก็เห็นด้วยกับสิ่งที่โหย่วเฟ่ยบอก
“เธอสามารถที่จะเขียนบันทึกการเดินทางของเธอได้ ในเมืองที่เคลื่อนที่ได้แบบนี้”
“งั้นฉันขอคิดทบทวนเรื่องนี้อีกหน่อยแล้วกัน”
ลี่ลี่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ และรู้สึกสับสนในใจ
“ไม่มีปัญหา”
ลี่เยว่ยิ้มให้เพื่อนของเธออย่างอ่อนโยน
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved