ตอนที่ 38

“อะไร? กำลังมุ่งหน้าไป? แล้วยังเอาของไปทั้งหมดอีก นายไม่คิดเรื่องหลบหนีจากพวกเคราโลหิตเลยหรอ?”

ลี่เยว่ยืนขึ้นด้วยท่าทีขึงขัง นัยน์ตาของเธอเบิกกว้าง และตบโต๊ะด้วยมือทั้งสองอย่างแรง

ก่อนที่ลี่เยว่จะชะโงกหน้าเข้าไปหามู่เหลียง และพยายามเปลี่ยนใจมู่เหลียง

“รู้นะว่าเสียดายของพวกนี้ แต่ชีวิตสำคัญกว่า!”

“นั้นก็…”

มินโฮที่อยู่ข้างๆ ถึงกับเบะปากเมื่อเห็นว่าลี่เยว่นั้นเข้าใจมู่เหลียงผิดทั้งหมด

“เข้าใจมู่เหลียงผิดแล้ว”

มินโฮพูดขึ้น

“เข้าใจอะไรผิด?”

ลี่เยว่ถึงกับสงสัยทันที

“เอางี้…เดี๋ยวออกไปข้างนอกจะรู้เอง”

มู่เหลียงพูดขัดขึ้นก่อนที่จะเสียสมาธิในการนำทางเต่าทมิฬ

มันคงจะดีกว่าหากให้ลี่เยว่เห็นทุกอย่าง และเป็นคนนำทางเต่าทมิฬ

“ไปข้างนอก??”

มันยิ่งทำให้ลี่เยว่แสดงสีหน้าที่สงสัยมากขึ้นไปอีก ก่อนที่เธอจะเดินไปที่ประตูพร้อมกับมู่เหลียงและมินโฮ

และเมื่อลี่เยว่ก้าวพ้นประตูบ้านออกมา ก็รู้ได้ถึงความผิดปกติรอบๆ ตัวที่เกิดขึ้น เพราะบ้านกำลังเคลื่อนที่อยู่!

ไม่มีทางที่แผ่นดินจะเคลื่อนที่แบบนี้ได้

“นี่…นี่มัน?! นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!”

ลี่เยว่วิ่งออกไปสุดขอบของลานบนหลังเต่าทมิฬ และมองออกไปจากหลังเต่าและเห็นว่าสถานที่แห่งนี้กำลังเคลื่อนที่

ลี่เยว่ยังคงมองไปรอบๆ ด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ ก่อนที่จะอุทานออกมาไม่หยุด

“มันเป็นไปได้ยังไง เขาทั้งลูกกำลังเคลื่อนไหว!! นี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว”

มู่เหลียงนั้นเดินเข้าไปหาลี่เยว่ และยิ้มออกมาจางๆ

“แล้วที่นี้ยังคิดว่าต้องทิ้งอะไรไว้อีกไหม?”

“นี้มู่เหลียงนายต้องการจะหัวเราะความคิดของฉันใช่ไหม?”

ลี่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นเคือง

ก่อนเธอจะมองออกไปรอบๆ และเห็นว่าเขาหลายลูกกำลังห่างออกไปจากจุดที่เธออยู่

“ยังงี้เองสินะ ที่บอกว่าจะเอาไปทั้งหมด บ้านหลังนี้มันเคลื่อนที่ได้”

ลี่เยว่อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“แต่มันยากที่จะเชื่อจริงๆ”

ข้อสงสัยที่ลี่เยว่มีกับมู่เหลียงนั้นได้คลี่คลายหมดแล้ว

ปรากฏว่าชายคนนี้มีบ้านที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ไม่แปลกเลยที่จะกล้าเก็บของทั้งหมดไว้กับตัว เพราะถ้าเธอมีบ้านแบบนี้ เธอเองก็คงไม่ทิ้งอะไรเหมือนกัน

“เต่าทมิฬหยุดก่อน!”

อยู่ๆ มู่เหลียงก็ตะโกนขึ้น

แอ๊!!!

เต่าทมิฬหยุดเดิน ก่อนที่หันหัวและเงยหน้าขึ้นมาบนหลังของมัน

“นี้ก็เป็นหนึ่งในครอบครัวของฉัน”

มู่เหลียงตบไปบนบ่าของลี่เยว่และแนะนำสัตว์อสูรอีกตัวของเขาให้เธอรู้จัก

“มันมีชื่อว่าเต่าทมิฬ แต่เรามักเรียกมันเต่าทมิฬน้อย และมันคือบ้านของเรา”

“เต่า….เต่าทมิฬ?”

ลี่เยว่ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่จะพูดออกมาอย่างติดอ่าง

“น–น–น้อย ต-ต-ตรงไหนเนี้ย!”

“ก็อาจจะน้อย….”

มู่เหลียงกางมือออกพร้อมกับยักไหล่

ตอนนี้เต่าทมิฬวิวัฒนาการเป็นระดับ 4 แล้วทำให้ตัวของมันใหญ่โตถึงหนึ่งพันตารางเมตร และพอๆ กับขนาดของสนามกีฬาฟุตบอลใหญ่ๆ ได้

แต่หากเทียบกับสัตว์เทพในตำนานอย่างเต่าทมิฬ เต่าหินตัวนี้ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นเต่าน้อยอยู่

“นี้สินะเหตุผลที่บ้านของนายเคลื่อนที่ได้!”

ลี่เยว่มองไปยังเต่าทมิฬ

มินโฮที่ตามออกมาก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมลานบนหลังเต่าทมิฬน้อยถึงใหญ่ขึ้นอีกแล้ว

“ว้าว!! เต่าทมิฬน้อยตัวโตขึ้นอีกแล้ว!”

มินโฮอดไม่ได้ที่จะก้างแขนออกและวิ่งวนไปรอบๆ ลานบนหลังเต่าทมิฬอย่างสนุกสนาน

“หากเป็นแบบนี้ ก็ต้องยิ่งระมัดระวังมากขึ้นไปอีก เพราะตัวของมันใหญ่โตมาก ตกเป็นเป้าสายตาได้ง่าย”

ลี่เยว่พูดขึ้นในขณะที่มองมินโฮไปด้วย

ก่อนที่จะหันหน้ามาทางมู่เหลียง

“เต่าทมิฬ…..เต่าทมิฬน้อยมันเคลื่อนที่ไม่ค่อยเร็วเท่าไร หากว่าพวกเคราโลหิตติดตามมาละก็ยังไงก็คงตามทันอยู่ดี เว้นแต่ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในส่วนลึกของดินแดนรกร้าง”

“ไม่ต้องกลัว เดียวฉันจะทำให้พวกมันกลัวจนไม่กล้าที่จะตามพวกเรามาอีกเลย”

มู่เหลียงเป็นถึงหน่วยรบพิเศษเก่ามีหรือจะไม่รู้วิธีจัดการพวกไล่ตามแบบนี้

“แล้วจะทำอย่างไง”

ลี่เยว่ถามด้วยความสงสัยทันที

ตอนนี้เธอให้ความสนใจว่า จะหยุดการไล่ตามของกลุ่มเคราโลหิตได้อย่างไร เพราะมันจะส่งผลต่อการได้รับน้ำตานางฟ้าของเธอด้วย

ยังไงลี่เยว่ก็ไม่ยอมเสียน้ำตานางฟ้าเด็ดขาด แต่เธอก็ยังไม่กล้าที่จะขโมยดอกปีกนางฟ้าไปจากมู่เหลียงเพราะด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

“เดี๋ยวก็รู้เอง”

มู่เหลียงยิ้มเล็กๆ

ตืบ ตืบ

มู่เหลียงกระทืบเท้าลงไปสองครั้ง และสร้างบันไดหินลงไปจากหลังเต่าทมิฬ

เวลานี้เต่าทมิฬมีความสูงถึง 12 - 13 เมตร ไม่ต่างจากภูเขาลูกเล็กๆ

“เซียวหง! ไปเอาหอกที่ขโมยมาเมื่อวานมาให้ฉันที”

มู่เหลียงสั่งแมงมุมผีแดงผ่านกระแสจิต

ตืบๆ

“นายทำบันไดด้วยการกระทืบเท้าได้ไง?”

ลี่เยว่ลองกระทืบเท้าหลายครั้ง เป็นท่าทางที่ไร้เดียงสาและน่ารัก

“หรือต้องแรงกว่านี้?”

ลี่เยว่ลองออกแรงมากขึ้น

แต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“ฮุ..ฮิๆๆๆ”

มินโฮที่มองอยู่ เอามือขึ้นมาปิดปากและกลั้นเสียงหัวเราะ

“ชิ!!”

ลี่เยว่เบะปากก่อนที่จะวิ่งลงบันไดไป

เมื่อลงมาได้สักพักลี่เยว่ก็หันกลับขึ้นไปมองด้านบน และบ่นขึ้น

“เมื่อคืนเราเดินขึ้นบันไดมาแค่ไม่กี่อึดใจเอง ทำไมวันนี้มันดูนานกว่าเดิม”

มู่เหลียงเองก็กำลังบ่นพึมพำอยู่คนเดียว

“อย่างเดียวที่พวกมันจะใช้ตามร่องรอยของเราได้คือใยของเซียวหง”

มู่เหลียงมายังสถานที่เต่าทมิฬอยู่เมื่อคืน

มันเป็นเหมือนหุบเขาเล็กๆ ที่มีผาสองฝั่งขนาบกัน เป็นสถานที่เหมาะแก่การดักซุ่มโจมตีหรือวางกับดักโดยธรรมชาติ

“กับดักที่จะทำมันจะหยุดพวกเคราโลหิตได้จริงๆ งั้นหรอ?”

ลี่เยว่ที่ยืนข้างๆ ถามขึ้นด้วยความคิดหลายอย่าง และมองพื้นที่นี้ด้วยแววตาที่สนใจ

“ก็น่าจะ….”

มู่เหลียงมุมปากยกสูงขึ้น และได้ใช้ความสามารถควบคุมปฐพี นี้คือพลังใหม่ของเต่าทมิฬที่พัฒนาขึ้นหลังจากได้รับการวิวัฒนาการ ก่อนที่เขาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงสถานที่แห่งนี้

อย่างแรกมู่เหลียงสร้างถ้ำขึ้นมา ก่อนที่จะเข้าไปขุดหลุมขนาดใหญ่ไว้ข้างใน และเอาหอกปักตั้งไว้กับพื้นก้นหลุม และปิดด้วยใยแมงมุมบางๆ ก่อนจะใช้ดินกลบให้เรียบเนียน

และเปลี่ยนหินของเนินเขาทั้งสองลูก ให้กลายเป็นกับดักหินถล่ม

“มู่เหลียงหากว่าพวกมันเข้ามาติดกับ คิดว่าจะรอดออกไปกี่คน?”

ลี่เยว่ถามขึ้นหลังจากที่เห็นกับดักที่น่ากลัวของมู่เหลียง

“นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าดวงพวกมันแข็งแค่ไหน….แต่ต่อให้ดวงแข็งก็คงไม่แข็งเท่าหินพวกนี้หรอก”

มู่เหลียงแสยะยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ก่อนที่จะเช็ดเหงื่อที่ไหลอยู่บนหน้า

เขาใช้พลังหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้มันกินพลังปราณและความถึกทนของเขามาก

“.....”

ลี่เยว่มองด้วยแววตาที่รู้สึกหวาดกลัวเล็กๆ

เธอพึ่งรู้ตัวว่าชายที่ชื่อมู่เหลียงคนนี้ไม่ธรรมดาและน่ากลัวกว่าที่คิด

ในเวลาเพียงวันเดียวที่ลี่เยว่ติดตามมู่เหลียง เธอพบว่าชายคนนี้ทั้งสร้างใยได้ เปลี่ยนรูปร่างหินได้ และที่ลืมไม่ได้เลยคือเขาสามารถสร้างน้ำตานางฟ้าได้ด้วย อีกทั้งไม่จำเป็นต้องพูดก็สื่อสารกับสัตว์อสูรได้

เขาเป็นผู้ตื่นที่มีพลังมากถึง 4 อย่างเลยงั้นหรอ?

ลี่เยว่นั้นรู้ตัวเลยว่าหากเล่าเรื่องนี้ออกไปคงไม่มีใครเชื่อเธอเด็ดขาด

เป็นไปได้ไหมว่าชายที่ชื่อมู่เหลียงคนนี้จะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า?!

“กลับกันเถอะ….มาดูกันว่าพวกมันจะเอาตัวรอดจากกับดักพวกนี้ได้ไหม หากว่าโดนไปขนาดนี้แล้วยังรอดอยู่อีก ก็ยอดคนแล้ว”

มู่เหลียงตบมือไปมาเพื่อปัดฝุ่นออก และมองไปยังหุบเขานี้

“เซียฮูท่าจะเจอของแข็งเข้าให้แล้ว”

ลี่เยว่นั้นพูดด้วยความรู้สึกสั่นกลัวแทนกลุ่มเคราโลหิต และไม่กล้าที่จะคิดเลยว่าชะตากรรมของพวกมันจะเป็นเช่นไร หากตกอยู่ในกับดักนี้

และลี่เยว่เองก็ได้ตั้งชื่อหุบเขานี้ในใจว่า หุบเขามรณา