ตอนที่ 51

เช้าวันใหม่มาถึง

ลี่เยว่ตื่นขึ้นมาแต่หน้าตาของเธอเหมือนคนอดหลับอดนอน

เมื่อคืนเธอข่มตาหลับไม่ลงเลยจริงๆ

หลังจากที่ได้อยู่และใช้ชีวิตกับมู่เหลียงมาแปดวัน เป็นครั้งแรกที่เธอนอนไม่หลับ กลางคืนเธอได้แต่คิดถึงแต่เรื่องต่างๆ มากมายจนหน้าแดงไปหมด

“ฮาว ว ว…..”

ลี่เยว่หาวออกมาอย่างคนง่วงนอน ก่อนที่จะใช้มือทั้งสองข้างตบเข้าไปที่แก้มสองสามที

เพื่อพยายามจะปลุกตัวเอง ก่อนที่จะเดินอย่างกับร่างที่ไร้วิญญาณออกไปจากห้อง

“อรุณสวัสดิ์ ลี่เยว่”

มินโฮเงยหน้าขึ้นพร้อมกับทักทาย

“เธอ…กำลังทำอะไรอยู่น่ะ?”

ลี่เยว่ถามขึ้นด้วยสภาพที่ยังงัวเงียอยู่ และเห็นสิ่งผิดปกติเล็กน้อยบนโต๊ะมีกาน้ำ และมีถ้วยเล็กๆ สี่ใบเรียงอยู่บนโต๊ะ

“ไม่รู้สิ มู่เหลียงบอกให้ทำ”

มินโฮเองก็ส่ายหัวด้วยความไร้เดียงสา ก่อนที่จะพูดออกมา

“มู่เหลียงบอกว่าพวกนี้คือถ้วยชา มันสามารถทำให้ชามีราคาแพงขึ้น และให้ฉันฝึกวิธีการชงชา”

มินโฮค่อยๆ บรรจงเทน้ำในถ้วยลงในถ้วยใบเล็กๆ

“มันยังเพิ่มราคาได้มากกว่านี้อีกงั้นหรอ….แล้วมู่เหลียงไปไหนล่ะ”

ลี่เยว่พอจะได้สติก็ถามขึ้น ก่อนที่จะถามหาตัวมู่เหลียง เพราะเมื่อมองไปรอบๆ แล้วเธอไม่เห็นชายเจ้าปัญหาคนนั้นเลย

“มู่เหลียงไปที่สวน เขาบอกว่าจะสร้างที่กำบังเพื่อไม่ให้ใครเห็นต้นชา”

มินโฮตอบด้วยท่าทางสบายๆ พร้อมกับท่าทางรินน้ำชาที่ดูจริงจังอย่างมาก

“งั้นเดี๋ยวฉันไปดูสักหน่อย”

ลี่เยว่เดินออกไปโดยไม่พูดอะไรกับมินโฮอีกเลย

เธอเดินออกมายังลานกว้างหน้าบ้านและมองไปยังสวนก็เห็นว่าที่สวนมีกำแพงก้อนอิฐก่อตัวขึ้น

“เขาทำมันแล้วงั้นหรอ”

ลี่เยว่มองไปยังก้องอิฐที่ดูเหมือนก้อนหินวางซ้อนกันจนเหมือนเนินเขาเล็กๆ

และเธอก็สังเกตเห็นว่ามีช่องทางเข้าที่ดูจงใจสร้างเอาไว้

เมื่อเธอลองเดินเข้าไป ก็พบว่ามู่เหลียงกำลังขมักเขม้นทำอะไรสักอย่างอยู่

ลี่เยว่จึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“ทำอะไรอยู่นะ”

“กำลังผสมเกรสดอกไม้พวกนี้อยู่…”

มู่เหลียงเอาพู่กันเล็กๆ แตะๆ แต้มๆ ลงไปบนดอกไม้

“ผสมเกรส?”

ลี่เยว่เมื่อได้ยินก็ถึงกับเอียงหัวด้วยความสงสัยนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคำนี้

“ดอกไม้ ต้องได้รับการผสมเกรสก่อนถึงจะออกผล ออกดอกได้”

มู่เหลียงเห็นว่าลี่เยว่นิ่งอยู่นานจึงอธิบายอย่างอ่อนโยน

เขามีเมล็ดพืชน้อยเกินไป และไม่มีแมลงพวกผีเสื้อหรือผึ้งที่จะช่วยในการผสมเกรสดอกไม้พวกนี้ ดังนั้นเขาจึงต้องทำมันด้วยตัวเอง

“งั้นหรอ แบบนี้นี่เอง”

ลี่เยว่เมื่อได้ฟังก็เหมือนว่าเธอได้รับความรู้มากขึ้น

เธอมองไปยังต้นชาที่กำลังเปล่งแสงออกมา ก่อนที่จะถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“เก็บต้นชากับดอกปีกนางฟ้าไว้ในที่แบบนี้จะดีงั้นหรอ”

“ไม่เป็นไร ทำที่ระบายอากาศไว้แล้ว”

มู่เหลียงชี้ไปยังด้านบนของกำแพงหิน

แล้วลี่เยว่ก็มองขึ้นไปด้านบน ก็เห็นว่ามีช่องเล็กๆ หลายรูอยู่

“เราจะไปกันแค่วันเดียว และเราจะกลับมาในวันพรุ่งนี้”

มู่เหลียงไม่คิดจะอยู่ที่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์นานอยู๋แล้ว เขาแค่ต้องการแลกผลึกสัตว์อสูรเพื่อเอามาวิวัฒนาการสัตว์อสูรของเขา

ยิ่งไปกว่านั้นก็ผ่านมาหกวันแล้วที่เขาไม่ได้รับสิ่งมีชีวิตใดมาฝึกฝนเพิ่มเลย เพราะงั้นจึงเป็นเวลาที่ดีที่เขาจะเริ่มหาสิ่งมีชีวิตใหม่มาฝึกเพิ่มได้แล้ว

“ทำไมเร็วจัง พรุ่งนี้ก็กลับแล้วงั้นหรอ?”

ลี่เยว่ถึงกับตกใจกับคำตอบนี้

“ใช่ ของที่จะเอาไปขายมันน่าจะออกในทันทีที่วางสู่ท้องตลาด”

มู่เหลียงคิดว่าคงไม่ดีหากเข้าไปพักอยู่ในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ และเขาเองก็คงรู้สึกไม่สบายใจสักเท่าไร

“แล้วงั้นเพื่อนของฉัน…”

ลี่เย่วพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง

“มู่เหลียงไม่อยากจะเจอเพื่อนของฉันแล้วหรอ”

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น ฉันแค่ไม่ได้พักอยู่ในทะเลสาบพระจันทร์เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไปจากที่นี่เลย”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูแปลกๆ

เขาไม่คิดจะไปจากกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ทันที แต่เขากลับมีแผนจะเก็บเกี่ยวผลึกสัตว์อสูรจากกลุ่มนี้อยู่

“งั้นก็ดีเลย!”

ลี่เย่วถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เธอยังต้องการให้หยู่เฟ่ยได้ศึกษาน้ำตานางฟ้า และดูว่ามันจะสามารถรักษาโรคผีมายาของเธอได้หรือไม่

“หากว่าถึงเวลานั้น ค่อยพาเพื่อนของลี่เยว่มาที่บ้านก็ได้”

มู่เหลี่ยงลุกขึ้นก่อนที่จะยืดเส้นยืดสาย

“พามาที่….บ้าน….งั้นหรอ?”

ลี่เยว่เมื่อได้ยินคำนี้ก็รู้สึกใจสั่นเล็กน้อย นัยน์ตาสีน้ำเงินของเธอเปล่งประกายด้วยความหวัง และหวั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ใช่สิ! ทำไมล่ะ….ลี่เยว่ไม่อยากจะพาเพื่อนมาที่บ้านงั้นหรอ”

มู่เหลียงถามขึ้นพร้อมกับหันไปมองด้วยห่างคิ้วที่ยกสูง

ลี่เยว่นั้นสงสัยว่าเธอฟังผิดรึป่าว ก่อนที่จะถามขึ้นอย่างเขินอาย

“บ้าน…..มู่เหลียงนายจะบอกว่าที่นี่เป็นบ้านของฉันด้วยงั้นหรอ”

“ถามบ้าๆ อะไรของเธอลี่เยว่ อยู่มาต้องกี่วันแล้ว? มันก็ต้องเป็นบ้านของเธอด้วยสิ”

มู่เหลียงเอามือไปลูบหัวของลี่เยว่ก่อนจะขยี้มันอย่างเอ็นดู

และใช้มือสางผมของหญิงสาวให้เรียบร้อยอีกครั้ง และพูดอย่างอ่อนโยน

“บ้านหลังนี้มีที่ของเธออยู่ อยากจะอยู่นานเท่าไรก็ตามต้องการเลย”

หลังจากได้ใช้ชีวิตร่วมกันสองสามวัน มู่เหลียงก็รู้ว่าลี่เยว่นั้นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง และเป็นคนที่ใช้เหตุและผล

“ฉะ—ฉัน..ฉัน….นะ–นาย….นาย”

ลี่เยว่เม้มริมฝีปากแน่น จมูกของเธอเหมือนมีอะไรขึ้นมาอุดตันจนหายใจลำบาก เบ้าตาเริ่มที่จะแดงเล็กน้อย ก่อนที่จะเต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลรินออกมา

ลี่เยว่ได้แต่ฝันว่าเธอจะมีชีวิตแบบมินโฮได้หรือไม่ โดยมีมู่เหลียงพาเธอไปในทุกที่ และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่นี่

แต่ลี่เยว่นั้นติดอยู่กับคำว่า ตัวน่ารังเกียจ ปีศาจร้าย และเพราะโรคที่เธอเป็นทำให้เธอไม่กล้าคิดหรือหวังให้ฝันนี้เป็นจริง

แต่ตอนนี้ความหวังและฝันของเธอเป็นจริงแล้ว

มันทำให้ลี่เยว่รู้สึกราวกับว่านี้ไม่ใช่เรื่องจริงและเป็นแค่ความฝัน เธอได้สูญเสียความนิ่งสงบและท่าทางเย็นชาของเธอไปทันที

“ไม่อยากจะเชื่อเลย….”

มู่เหลียงพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะเอามือลูบไปบนหัวของลี่เยว่อย่างแผ่วเบา และเช็ดน้ำตาที่แก้มของลี่เยว่

“ฉัน…ให้คนอย่างฉันอยู่ได้จริงๆ งั้นหรอ?”

ลี่เยว่เงยหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาขึ้น และถามอย่างสะอึกสะอื้น

เธอเอามือทั้งสองข้างกุมชายเสื้อตัวเองจนยับไปหมด และไม่กล้าปล่อยราวกับว่าหากปล่อยมือแล้วทุกอย่างจะเลือนหายไป

“ทำไมล่ะ? ฉันว่าลี่เยว่ก็เป็นคนดี และฉันชอบคนอย่างลี่เยว่ด้วย”

มู่เหลียงใช้มือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้ง

“นาย…นายชอบคนอย่างฉันจริงๆ งั้นหรอ? ไม่ได้โกหกกันใช่ไหม?”

แก้มที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของลี่เยว่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง เธอสูดจมูกสองสามครั้ง ก่อนที่จะมองมู่เหลียงด้วยแววตาที่ใสซื่อ และเด็ดเดี่ยว

ในขณะที่หัวใจของเธอกำลังเต้นโครมครามราวกับสัตว์อสูรร้ายกำลังคำราม

“ที่พูดมาคือความจริงทั้งหมด”

มู่เหลียงดีใจที่ลี่เยว่แสดงอารมณ์ที่เก็บซ่อนเอาไว้ออกมา

ใครมันจะไม่ชอบหญิงสาวที่สุขุม และมีความรับผิดชอบแบบนี้ล่ะ!

“ถ้าอย่างงั้น….ฉัน..”

ลี่เยว่หน้าแดงขึ้นมาอีก

“ลี่เยว่….ฉันไม่รู้หรอกนะว่าที่ผ่านมาเธอเจออะไรมาบ้าง”

มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนโยน มันทำให้ดูมีเสน่ห์อย่างมาก

“แต่ฉันบอกเลยว่าต่อจากนี้ชีวิตของเธอจะดีขึ้น และมีความสุข”

คำง่ายๆ แม้ไม่สวยหรูอะไร และดูไม่มีน้ำหนัก แต่มันกลับทำให้ลี่เยว่สบายใจ

แล้วรอยยิ้มอันสดใสของลี่เยว่ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ก่อนที่จะตะโกนออกมาสุดเสียง

“ฉันอยากอยู่ที่นี่!”