ตอนที่ 87

มู่เหลียงเดินนำหน้าออกมา และพาหยู่เฟ่ยหยานลงไปจากเนินของที่อยู่อาศัย

บนท้องถนนในหมู่บ้านด้านล่าง เว่ยกังและพรรคพวกได้ยืนรออยู่แล้ว

“ท่านเจ้าเมือง!”

เว่ยกังทักก่อนเป็นคนแรก พร้อมกับโค้งคำนับ

“ท่านเจ้าเมือง”

และคนอื่นๆ ก็ทำตาม

“ไปกันเถอะ”

มู่เหลียงพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก และนำทุกคนออกจากแนวกำแพง และเตรียมลงจากหลังเต่าทมิฬ

ในเวลานี้ท้องฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว

มู่เหลียงถลกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เพื่อดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลา 16.30 น.

“สิ่งนี้คืออะไร?”

หยู่เฟ่ยหยานที่สังเกตเห็นก็ถามขึ้นทันทีด้วยความสงสัย

สิ่งที่เธอเห็นแค่แผ่นเล็กบางๆ ที่มันเงา และมีเข็มเล็กๆ สามเข็มหมุนอยู่ข้างใน

“สิ่งนี้เอาไว้บอกเวลา”

มู่เหลียงตอบ ก่อนที่จะปิดแขนเสื้อ

นี้คือหนึ่งสิ่งในบรรดาของทั้งหมดที่ติดตัวมา จากโลกเดิมของเขา

“บอกเวลา?”

หยู่เฟ่ยหยานแสดงสีหน้าที่สงสัย พร้อมกับกระพริบตาอย่างใสซื่อหลายครั้ง ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า

ไม่ใช่ว่าทุกคนรู้เวลาจากท้องฟ้างั้นหรอ?

“เอาล่ะ รีบไปกันเถอะ”

มู่เหลียงไม่อยากออกล่าจนดึกเกินไป

เพราะยิ่งตกดึกอากาศก็ยิ่งหนาวเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ

ตำแหน่งที่เต่าทมิฬอยู่นั้นห่างจากป่าที่ตายแล้วพอสำควร ไม่งั้นด้วยกลิ่นไอ และแรงกดดันของเต่าทมิฬน้อยคงไล่สัตว์ป่า และสัตว์อสูรไปหมด

มู่เหลียงเดินนำหน้ากลุ่มนี้ และออกไปยังพื้นที่รกร้าง ที่เต็มไปด้วยป่าไม้ที่แห้งตาย

การออกล่าในพื้นที่รกร้างแบบนี้ เป็นเรื่องยากมาก จำเป็นต้องกระจายตัวกันออกไป เพื่อค้นหาสัตว์ป่าหรือสัตว์อสูร

“แยกย้ายได้”

มู่เหลียงโบกมือออกคำสั่ง

นี้เป็นการออกล่าครั้งแรกของมู่เหลียง และเขาก็เตรียมแผนการไว้อย่างดิบดี อีกทั้งยังเรียนรู้วิธีการล่าของคนในโลกนี้มาแล้วด้วย

แล้วมู่เหลียงเองก็ปล่อยให้เซียวหงและเสี่ยวไกเข้าไปในป่าแห่งนี้ก่อนแล้ว

“ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งขรัด และระวังตัวอยู่เสมอ”

เว่ยกังตะโกนเตือนสติคนในกลุ่ม

“รับทราบ”

ก่อนที่ทีมนักล่าจะแยกกันออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน

เว่ยกังไปในทิศทางเดียวกับมู่เหลียง เพื่อเกิดอันตรายอะไรขึ้น เขาจะได้เข้าช่วยเหลือได้ทัน

“เราไปกันดีกว่า”

มู่เหลียงพาหยู่เฟ่ยหยานเดินเข้าไปในป่าไร้ชีวิตแห่งนี้

แคร็กๆๆ

เสียงลมที่พัดผ่านกิ่งไม้ที่ตายแล้ว จนเกิดเสียงที่น่าสยดสยอง

หยู่เฟ่ยหยานหดคอด้วยความรู้สึกกลัว และเดินตามหลังมู่เหลียงไม่ห่าง

เธอคว้าชายเสื้อของมู่เหลียง และรู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก แต่เธอเองก็รู้สึกกลัวจนไม่กล้าปล่อยมือ

แล้วหยู่เฟ่ยหยานเองก็พยายามทำลายความเงียบลงด้วยการเปิดบทสนทนาขึ้น

“มู่เหลียง นายคิดว่าทำไมต้นไม้พวกนี้ถึงตายงั้นหรอ”

“ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

มู่เหลียงส่ายหัว

เขาเองก็ตั้งคำถามนี้มาตลอดทางที่เดินมาเหมือนกัน ว่าเหตุใดต้นไม้สูงใหญ่เหล่านี้ถึงตายได้

มีความเป็นไปได้หลายอย่างที่ทำให้ต้นไม้เหล่านี้ตาย อาจจะเป็นเพราะอากาศเป็นพิษจนทำให้ต้นไม้ตายหมด หรือเกิดภัยพิบัติทำลายล้างโลกขึ้น หรือเป็นเพราะน้ำมือของมนุษย์

หยู่เฟ่ยหยานมองดูทุกอย่างรอบๆ และพูดอย่างไร้เดียงสา

“มันคงจะดี…ถ้าต้นไม้พวกนี้มีชีวิตชีวาเหมือนกับต้นไม้ในเมืองเต่าทมิฬ”

“สักวันเมืองเต่าทมิฬของเราจะปลูกป่าขึ้น”

มู่เหลียงได้เป้าหมายใหม่ขึ้นมา นั้นคือการปลูกป่าบนหลังเต่าทมิฬซึ่งมันคงจะดีไม่น้อย

“ฉันเดาว่ามันคงใช้เวลานานมากๆ”

หยู่เฟ่ยหยานขมวดคิ้ว และจับคางของเธอด้วยสีหน้าครุ่นคิด

และหวังว่าเธอจะได้เห็นป่าที่มู่เหลียงพูดก่อนที่เธอจะแก่ตาย

“อย่าคิดมากเลย ช่วยกันมองหาเหยื่อดีกว่า”

มู่เหลียงเห็นท่าทางของหยู่เฟ่ยหยานก็พอจะรู้ว่า เธอกำลังคิดอะไรอยู่ และมันดูออกได้อย่างไม่ยากเย็น

สำหรับแผนการสร้างป่านั้น ตราบใดที่มีผลึกสัตว์อสูรที่มากพอ เขาก็สามารถสร้างป่าขึ้นมาได้ในเวลาปีสองปี

“อือ!”

หยู่เฟ่ยหยานเม้มปากเล็กน้อย

เธอพึ่งจะพบหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจ แต่มู่เหลียงกลับพูดตัดบทไปอย่างงั้น

การมองหาสัตว์ในป่าแบบนี้ น่าเบื่อมาก เพราะทุกอย่างมันดูเหมือนๆ กันไปหมด มีเพียงกิ่งไม้ที่สั่นไหวของต้นไม้ที่ตายแล้วเท่านั้น

ฟ้าเองก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ จนแสงใกล้จะลับขอบฟ้า

“ยังไม่เจออะไรสักตัวเลย!”

หยู่เฟ่ยหยานจุดลูกไฟขึ้นในมือ และส่องไปรอบๆ

“ก็ไม่แปลกล่ะ ที่เราจะหาอะไรไม่เจอเลย”

มู่เหลียงเองก็ลองติดต่อหาสัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวของเขาตลอด แต่พวกมันก็ไม่พบอะไรเหมือนกัน

“เอ้า? ทำไมหล่ะ”

หยู่เฟ่ยหยานเจอบทสนทนาที่น่าสนใจ และเธอจะไม่ยอมให้มู่เหลียงตัดบทอีกแน่

“ห่วงโซ่อาหารยังไงละ”

มู่เหลียงพูดอย่างแผ่วเบา

ทั้งสัตว์กินเนื้อ และสัตว์กินพืชต่างเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร และหากว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งขาดหายไป มันจะส่งผลกระทบกับสิ่งอื่นที่อยู่ในห่วงโซ่ทั้งหมด

ถ้าไม่มีพืช ก็ไม่มีสัตว์กินพืช ไม่มีสัตว์กินพืชก็ไม่มีสัตว์กินเนื้อ

สิ่งเดียวที่จะอยู่รอดได้แค่แมลงหรือสัตว์ตัวเล็กๆ เท่านั้น

หรือว่าอาจจะมีสัตว์บางตัวที่กลายพันธ์ไปแล้วก็ได้

“นายพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เห็นเข้าใจเลย”

หยู่เฟ่ยหยานส่ายหัวด้วยความมึนงง

“หากมีโอกาส ฉันจะอธิบายให้เธอฟังอีกครั้ง แต่ตอนนี้เงียบก่อน”

มู่เหลียงวางนิ้วชี้ที่ริมฝีปาก และเปลี่ยนท่าทีไป

“.....”

หยู่เฟ่ยหยานพยักหน้าและไม่พูดอะไรอีก ก่อนที่ลูกไฟในมือของเธอจะเล็กลงจนแสงนั้นน้อยมาก

มู่เหลียงหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนที่หูของเขาจะขยับ เขาสัมผัสถึงอะไรได้สักอย่าง

เขารู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งแอบซุ่มอยู่ และจับตาดูพวกเขามาซักพักแล้ว

“เอื้อก!!”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นตื่นเต้นจนน้ำลายเต็มปาก เธอพยายามที่จะกลืนมาลงไปจนเกิดเสียงขึ้น

แกร็ก!

“ระวัง!!”

สีหน้าของมู่เหลียงเปลี่ยนไปทันที และคว้าเอวของหยู่เฟ่ยหยานเอาไว้ ก่อนที่จะกระโดดสูงขึ้นไปถึง 5 เมตร

ตูม!!

แล้วตอนนั้นเองก็มีบางสิ่งปรากฏตัวขึ้นจากใต้ดิน

เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ พุ่งขึ้นมาจากดิน ปากของพวกมันเป็นสีกลีบเหมือนดอกไม้ เมื่อมันอ้าปาก จะเห็นฟันซี่ๆ อันแหลมคมหลายซี่เหมือนกับหนาม และมีลินที่ตวัดไปมาเหมือนกับแส้

“พวกมันอยู่ใต้ดิน!”

ระหว่างที่อยู่บนอากาศ มู่เหลียงได้เห็นรูปร่างของสัตว์อสูรที่ซุ่มโจมตีเขา

มู่เหลียงกอดตัวของหยู่เฟ่ยหยานไว้แน่น ก่อนที่จะโบกมือออกไป พร้อมกับยิงใยแมงมุม ไปเกาะกับต้นไม้ที่ตายแล้ว

ด้วยความเหนียวของใยและแรงของมู่เหลียงด้วยเพียงกระตุกครั้งเดียว มู่เหลียงก็โหนตัวเองไปอยู่บนยอดต้นไม้ได้แล้ว

“อะ–อะ–อสูรหนอนเก้าส่วน”

หยู่เฟ่ยหยานอุทานออกมาด้วยความตกใจ

เธอกอดมู่เหลียงไว้แน่นด้วยความกลัว แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก และจ้องมองไปยังสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดตัวนี้

“อสูรหนอนเก้าส่วน?”

มู่เหลียงมองดูสิ่งมีชีวิตนี้ด้วยความสงสัย และตรวจสอบมันอย่างละเอียด

เขาพบว่าลำตัวของมันเป็นปล้องๆ เหมือนกับหนอน

“อสูรหนอนเก้าส่วน เป็นสัตว์อสูรชั้นกลาง”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นรู้จักรูปลักษณ์ของสัตว์อสูรตัวนี้ได้ จากทีมนักล่าที่เคยเล่าให้เธอฟัง

สมัยก่อนเธอเคยขอให้พวกนักล่าเล่าสิ่งที่เจอข้างนอกให้เธอฟังอยู่บ่อยๆ จึงทำให้เธอมีความรู้เรื่องสัตว์อสูรอยู่บ้าง และทำให้เธอฝันที่อยากจะเข้าร่วมกับทีมนักล่า

“อ๋อ…นี้หรอ สัตว์อสูรชั้นกลาง”

แววตาของมู่เหลียงเป็นประกายขึ้นมาทันที

แม้ว่ามันจะไม่ใช่สัตว์ที่น่าเอามาฝึกเลี้ยงสักเท่าไร แต่ผลึกที่ได้จากมันก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าพันแต้ม

แผล่บ!!

อสูรหนอนเก้าส่วนมันได้ตวัดลิ้นไปมาสองสามครั้ง มันเองก็สัมผัสได้ถึงเหยื่อของมัน และรอโอกาสอีกครั้ง

“อย่าดิ้น หรือวิ่ง แล้วจะปลอดภัย”

มู่เหลียงปล่อยตัวของหยู่เฟ่ยหยาน และพยายามให้เธอยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง

เมื่อเห็นว่าเธอยังกลัวอยู่ มู่เหลียงเลยตีไปที่หลังมือของหยู่เฟ่ยหยานเบาๆ

“ยืนนิ่งๆ ไม่งั้นมันออกมางับหัวเธอแน่!”

“เข้าใจแล้ว!!”

หยู่เฟ่ยหยานตอบอย่างหวาดกลัว ก่อนที่เธอจะปล่อยมือจากตัวของมู่เหลียง และพยายามประคองตัวอยู่บนต้นไม้นี้

ฟิ้วๆๆๆ

ใยแมงมุมมากกว่าหนึ่งโหลมัดร่างของอสูรหนอนเก้าส่วนเอาไว้ และขึงมันกับต้นไม้ที่อยู่รอบๆ

อสูรหนอนพยายามที่จะมุดลงดิน แต่มันติดกับใยอันเหนียวหนึบของมู่เหลียง

ทำให้มันดิ้นไปดิ้นมา แต่แรงดิ้นเพียงอย่างเดียวก็ทำให้เปลื้องต้นไม้ที่ผูกติดกับมันแตกได้

“พลังของมันมหาศาลจริงๆ”

มู่เหลียงตัดสินใจโดดลงมาบนพื้น และมองไปยังอสูรหนอนเก้าส่วน รูปร่างของมันน่าเกลียดมากอีกทั้งยังมีกลิ่นสาบที่แรง แม้อยู่ไกลๆ ก็ยังได้กลิ่น

ทำให้เขาลังเลใจว่าจะเอามันมาฝึกเลี้ยงดีไหม

เพราะต่อไปสัตว์เลี้ยงของเขาจะมีมากขึ้น และการฝึกเลี้ยงอะไรซี้ซั้วจะสิ้นเปลืองผลึกสัตว์อสูรอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะจำเป็นต้องเอาแต้มไปแลกเป็นอาหารทำให้พวกมันอิ่มท้อง

เต่าทมิฬน้อยกินแต้มฝึกฝนถึงวันละ 60 แต้มต่อวัน เพื่อที่จะมีแรงเดินทาง

แล้วอีกอย่างหนึ่งสัตว์อสูรที่เขาจะรับเลี้ยงมันต้องสอดคล้องกับแผนการของเขาในอนาคตด้วย