ตอนที่ 279

เช้าตรู่ของวันใหม่ที่เขตอยู่อาศัยนอกเนินสูง

ชาวเมืองเต่าทมิฬเริ่มออกจากบ้านเดินไปตามท้องถนนเพื่อไปทำงาน

อวี๋จือกำลังเตรียมตัวให้ลูกสาวของเธอไปโรงเรียน

ระหว่างนั้นทั้งคู่ได้เห็นซูเอ๋อกำลังไปที่พื้นที่แปลงเพาะปลูกต้นอ่อน

อวี๋จือจึงทักขึ้นทันที

“อ่าวซูเอ๋อ อรุณสวัส”

“อรุณสวัสอวี๋จือ”

ซูเอ๋อตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

“บังเอิญจริง ไปร้านแลกเปลี่ยนกับฉันหน่อยสิ”

อวี๋จื่อพูดเบาๆ

“ไปร้านแลกเปลี่ยนงั้นหรอ?”

ซูเอ๋อกระพริบตาและตอบด้วยความสงสัย

“เอ้าลืมไปแล้วหรอ? ก็ฉันยืมแต้มสะสมเธอมาร้อยแต้มไงก่อนหน้านี้”

อวี๋จื่อเตือนความจำให้ซูเอ๋อ

ก่อนที่อวี๋จือจะยิ้มและพูดต่อ

“เมื่อวานเงินเดือนพึ่งจะออก”

เฉิงเหมาและครอบครัวเพิ่งจะย้ายเข้ามาในเมืองเต่าทมิฬได้ไม่นาน และลูกสาวดันมาป่วยอีก ทำให้พวกเขาใช้แต้มสะสมไปจำนวนมาก

แล้วสองสกุลเว่ยกับเฉิงเองก็เป็นมิตรที่ดีต่อกันทำให้มีการยืมกันเล็กน้อย

“ไม่ต้องรีบคืนก็ได้ เก็บเอาไว้ใช้ก่อนเถอะ”

ซูเอ๋อพูดอย่างเกรงใจ

“ไม่ได้ๆ ทุกคนก็ต้องกินต้องใช้ รับไปเถอะ”

อวี๋จือไม่ยอมพร้อมกับส่ายหัว

เธอไม่อยากเป็นหนี้ใคร เพราะการเป็นหนี้ทำให้เธอนอนหลับไม่สบายเท่าไหร่

“ตกลงๆ”

ซูเอ๋อหัวเราะและส่ายหน้าเบาๆ

ทั้งสามไปร้านแลกเปลี่ยนด้วยกัน

ตอนนี้แต้มสะสมสามารถเอามาใช้ได้ที่ร้านแลกเปลี่ยนเท่านั้น

ถ้าคนสองคนอยากจะซื้อขายกันเอง จะต้องให้เจ้าหน้าที่ร้านแลกเปลี่ยนเป็นคนเปลี่ยนแปลงแต้มบนบัตรแต้มสะสมให้

ภายในร้านมีลี่เยว่กับลี่ลี่ที่ล่องหนอยู่คอยดูแลความเรียบร้อยการซื้อขาย

“ลี่เยว่ อวี๋จือคนนี้ดูเป็นคนดีนะ”

ลี่ลี่พูดขึ้นอย่างแผ่วเบา

“ใช่”

ลี่เยว่พยักหน้าเห็นด้วย

เธอมองดูอวี๋จื่อภรรยาของเฉิงเหมากับซูเอ๋อภรรยาของเว่ยกัง ทำการแลกเปลี่ยนและดูสนิทสนมกันดี

ลี่เยว่จดจำทุพอย่าง และรวบรวมข้อมูลของผู้มีฐานะระดับกลางจนไปถึงระดับสูงของเมืองเต่าทมิฬเอาไว้ เพื่อที่จะได้เตรียมการเลื่อนตำแหน่งในอนาคต

โดยเฉพาะเว่ยกัง เยี่ยลี่ยี่ และเฉิงเหมา บุคคลเหล่านี้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตราบใดที่ทุกคนมีความสามารถมากพอ ก็จะได้รับตำแหน่งการงานที่ดีขึ้น

อย่างรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคนในครอบครัวเองก็เอามาประเมินผลได้

มู่เหลียงเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ เพราะต่อให้เก่งแค่ไหน แต่เป็นคนไม่ดี ก็อย่าได้คิดเรื่องเลื่อนตำแหน่ง

“อ่าา”

ลี่ลี่บิดตัวด้วยความรู้สึกขี้เกียจ

หญิงสาวทั้งสองจะต้องตื่นก่อนรุ่งสางเสมอ และออกไปทำภารกิจทุกวัน หากไม่ไปดูแลพื้นที่พิเศษ ก็ต้องเฝ้าดูบุคคลที่เป็นเป้าหมาย

ลี่ลี่พูดขึ้นต่อ

“แล้วต่อไปต้องไปสังเกตใครต่อ”

“ไม่มีแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”

ลี่เยว่เก็บดินสอและกระดาษเข้าชุดเกราะไป

“งั้นก็ดีฉันจะได้กลับไปแต่งเรื่องราวผจญภัยของฉันต่อ”

ลี่ลี่พูดอย่างรีบร้อน

เธอไม่ลืมว่ามีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้วที่จะเขียนเรื่องราวการผจญภัย

“งั้นกลับกัน”

ลี่เยว่เดินมุ่งหน้ากลับไปพื้นที่เนินสูงทันที

หญิงสาวทั้งสองอยู่ในสภาวะล่องหนกลับไปตลอดทาง และออกจากสถานะล่องหนตอนที่อยู่หน้าตำหนักเจ้าเมือง

ทั้งคู่กลับไปที่คลังแสง เพื่อถอดชุดเกราะ และใส่เสื้อผ้าตามปกติอีกคนมีผ้าคลุมปิดหน้าอีกคนสวมหน้ากาก

“ฉันไปก่อนนะ ฝากลี่เยว่ไปรายงานภารกิจให้มู่เหลียงด้วยนะ”

“อือ”

ลี่เยว่พยักหน้า

ก่อนที่เธอจะออกไปจากคลังแสง ก่อนจะออกไปเธอเหลือบไปเห็นแกะเขาแปดเหลี่ยมที่นอนอยู่มุมห้อง

แต่มันก็นอนแบบนี้เกือบทั้งวันถ้าไม่ได้ลุกขึ้นมากินอาหาร ทำให้เธอไม่สนใจอะไรมากนัก

ลี่เยว่เดินไปห้องทำงานของมู่เหลียงก่อนที่จะพยักหน้าให้เซียวมี่ที่ยืนอยู่หน้าประตู

เอี๊ยด

เสียงประตูเปิดออก หญิงสาวผมสีขาวเดินผ่านประตูเข้าไป และหยุดตรงหน้าโต๊ะทำงานมู่เหลียง

“เหนือยหน่อยนะวันนี้”

มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน

แววตาอขงลี่เยว่ดูอบอุ่นขึ้นมาทันที และส่ายหัวเล็กน้อย เธอหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจากเกราะแขน และยืนให้

“นี่คือข้อมูลจากการสังเกตการณ์เช้านี้”

“อือ”

ลี่เยว่ส่งให้เสร็จก็นั่งลงอย่างช้าๆ และมองดูมู่เหลียงพลิกอ่านบันทึกอย่างตั้งใจ

มู่เหลียงเปิดดูรายงานที่ละหน้าและอ่านเฉพาะคนที่สนใจ แม้จะน่าเบื่อแต่ก็ไม่สามารถปล่อยปะละเลยได้

เพราะเขานั้นอยู่แต่ในพื้นที่เนินสูง ทำให้ติดต่อกับคนที่อยู่นอกเนินสูงนั้นน้อยมาก นี้เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะทำให้เขาได้รู้จักผู้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเขาได้

“น่าสนใจ ดูเหมือนเว่ยกังกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ”

“แต่เกาเฉาดูเป็นคนตรงๆ และไม่ยืดหยุ่น อีกทั้งยังใช้อารมณ์เล็กน้อย”

“ช่วงนี้เยี่ยลี่ยี่เองก็ชอบไปสอนที่โรงเรียนมากกว่าที่ร้านหนังสือ สงสัยเธอคงชอบเป็นครูมากกว่า”

“โอ้! รายจ่ายของบ้านเฉิงเหมาเยอะมากเลย…..อ๋อ หมดไปกับพวกของตกแต่งห้องให้ลูกสาว แต่ไม่คิดเลยนะว่าบ้านนี้จะตามใจลูกสาวขนาดนี้”

มู่เหลียงส่ายหัวพร้อมกับยิ้มแห้งๆ จากนั้นก็เปิดไปถึงหน้าสุดท้าย

เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ และมองลี่เยว่

“.....”

หน้าของลี่เยว่แดงขึ้นมาเล็กน้อย เธอรู้สึกเขินเมื่อถูกมู่เหลียงจ้องมอง

“เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้งั้นหรอ?”

มู่เหลียงถามพร้อมกับมุมปากที่ยกสูงเล็กน้อย และชี้ไปบนสมุดบันทึก

“ขอฉันดูหน่อยว่าเรื่องไหน….”

ลี่เยว่พยายามปิดซ่อนความเขินอายและเขยิบเข้าไปหามู่เหลียงเพื่อดูสมุดบันทึก

เมื่ออ่านตรงจุดที่มู่เหลียงชี้เธอก็พยักหน้า

“ใช่มันพึ่งเกิดเมื่อเช้านี้ เขาเป็นคนซื่อๆ ดีนะ”

“ดูเหมือนว่าคงถึงเวลาเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราแล้ว”

มู่เหลียงไม่ได้ติดใจเรื่องการใช้หนี้ของอวี๋จือ

สิ่งที่เขาเห็นจากเหตุการณ์นี้คือความไม่สะดวกในระบบแต้มสะสม

คนสองคนอาจจะยืมแต้มกันได้ แต่การจะแลกเปลี่ยนให้กันนั้นจะต้องผ่านร้านแลกเปลี่ยนเท่านั้น

ซึ่งมันอยู่ที่ความเชื่อใจและข้อตกลงระหว่างทั้งสอง แต่แบบนี้มันก็เสี่ยงอยู่เหมือนกัน

“เปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา”

ลี่เยว่กระพริบตาด้วยความว่างเปล่า

“เป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากแต้มสะสมเป็นอย่างอื่นที่จะง่ายต่อการแลกเปลี่ยน”

มู่เหลียงพยายามอธิบายสั้นๆ

ประชาชนเมืองเต่าทมิฬมากขึ้นเรื่อยๆ จะสนใจการทำงานส่วนอื่นๆ จนไม่สนใจเรื่องการซื้อขายแลกเปลี่ยนไม่ได้

นอกจากนี้หากมีรูปแบบเงินใหม่ ก็สามารถเอาไปใช้บนถนนการค้าได้ด้วย

หากว่าสร้างสกุลเงินได้สำเร็จ แผนบางส่วนในอนาคตของมู่เหลียงก็จะรวบลัดขึ้น

“ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจ”

ลี่เยว่ส่ายหัว

“เอาไว้ฉันจะอธิบายให้เธอฟังที่หลังนะ”

มู่เหลียงยืนขึ้นและเดินออกไปจากห้องทำงาน

“จะไปไหนมู่เหลียง”

ลี่เยว่ลุกขึ้นและเดินตาม

“ฉันจะไปหาโหย่วเฟ่ยสักหน่อย”

มู่เหลียงต้องการความช่วยเหลือจากโหย่วเฟ่ยเล็กน้อย

การเปลี่ยนแปลงระบบการเงินเป็นเรื่องด่วนตอนนี้

เขาต้องทำให้มันเสร็จก่อนที่จะเปิดรับผู้คนอีกครั้ง ไม่งั้นจะเกิดความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเมื่อมีคนมากขึ้นเป็นพันสองพันคน

จากการคาดการณ์แล้วระบบแต้มสะสมนั้นยุ่งยากเกินไป

หากมีการแลกเปลี่ยนในจำนวนน้อยก็จะไม่ส่งผลกระทบเท่าไหร่ แต่หากจำนวนมากๆ เข้าอาจจะทำให้การจะแลกเปลี่ยนของสักอย่างต้องรอนานเป็นชั่วโมงกว่าจะได้ชำระแต้ม

“ฉันไปด้วย”

ลี่เยว่พูดเบาๆ

“อือ”

มู่เหลียงเพียงพยักหน้าและให้ลี่เยว่ตามมา