เช้าตรู่ของวันใหม่ที่เขตอยู่อาศัยนอกเนินสูง
ชาวเมืองเต่าทมิฬเริ่มออกจากบ้านเดินไปตามท้องถนนเพื่อไปทำงาน
อวี๋จือกำลังเตรียมตัวให้ลูกสาวของเธอไปโรงเรียน
ระหว่างนั้นทั้งคู่ได้เห็นซูเอ๋อกำลังไปที่พื้นที่แปลงเพาะปลูกต้นอ่อน
อวี๋จือจึงทักขึ้นทันที
“อ่าวซูเอ๋อ อรุณสวัส”
“อรุณสวัสอวี๋จือ”
ซูเอ๋อตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
“บังเอิญจริง ไปร้านแลกเปลี่ยนกับฉันหน่อยสิ”
อวี๋จื่อพูดเบาๆ
“ไปร้านแลกเปลี่ยนงั้นหรอ?”
ซูเอ๋อกระพริบตาและตอบด้วยความสงสัย
“เอ้าลืมไปแล้วหรอ? ก็ฉันยืมแต้มสะสมเธอมาร้อยแต้มไงก่อนหน้านี้”
อวี๋จื่อเตือนความจำให้ซูเอ๋อ
ก่อนที่อวี๋จือจะยิ้มและพูดต่อ
“เมื่อวานเงินเดือนพึ่งจะออก”
เฉิงเหมาและครอบครัวเพิ่งจะย้ายเข้ามาในเมืองเต่าทมิฬได้ไม่นาน และลูกสาวดันมาป่วยอีก ทำให้พวกเขาใช้แต้มสะสมไปจำนวนมาก
แล้วสองสกุลเว่ยกับเฉิงเองก็เป็นมิตรที่ดีต่อกันทำให้มีการยืมกันเล็กน้อย
“ไม่ต้องรีบคืนก็ได้ เก็บเอาไว้ใช้ก่อนเถอะ”
ซูเอ๋อพูดอย่างเกรงใจ
“ไม่ได้ๆ ทุกคนก็ต้องกินต้องใช้ รับไปเถอะ”
อวี๋จือไม่ยอมพร้อมกับส่ายหัว
เธอไม่อยากเป็นหนี้ใคร เพราะการเป็นหนี้ทำให้เธอนอนหลับไม่สบายเท่าไหร่
“ตกลงๆ”
ซูเอ๋อหัวเราะและส่ายหน้าเบาๆ
ทั้งสามไปร้านแลกเปลี่ยนด้วยกัน
ตอนนี้แต้มสะสมสามารถเอามาใช้ได้ที่ร้านแลกเปลี่ยนเท่านั้น
ถ้าคนสองคนอยากจะซื้อขายกันเอง จะต้องให้เจ้าหน้าที่ร้านแลกเปลี่ยนเป็นคนเปลี่ยนแปลงแต้มบนบัตรแต้มสะสมให้
ภายในร้านมีลี่เยว่กับลี่ลี่ที่ล่องหนอยู่คอยดูแลความเรียบร้อยการซื้อขาย
“ลี่เยว่ อวี๋จือคนนี้ดูเป็นคนดีนะ”
ลี่ลี่พูดขึ้นอย่างแผ่วเบา
“ใช่”
ลี่เยว่พยักหน้าเห็นด้วย
เธอมองดูอวี๋จื่อภรรยาของเฉิงเหมากับซูเอ๋อภรรยาของเว่ยกัง ทำการแลกเปลี่ยนและดูสนิทสนมกันดี
ลี่เยว่จดจำทุพอย่าง และรวบรวมข้อมูลของผู้มีฐานะระดับกลางจนไปถึงระดับสูงของเมืองเต่าทมิฬเอาไว้ เพื่อที่จะได้เตรียมการเลื่อนตำแหน่งในอนาคต
โดยเฉพาะเว่ยกัง เยี่ยลี่ยี่ และเฉิงเหมา บุคคลเหล่านี้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตราบใดที่ทุกคนมีความสามารถมากพอ ก็จะได้รับตำแหน่งการงานที่ดีขึ้น
อย่างรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคนในครอบครัวเองก็เอามาประเมินผลได้
มู่เหลียงเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ เพราะต่อให้เก่งแค่ไหน แต่เป็นคนไม่ดี ก็อย่าได้คิดเรื่องเลื่อนตำแหน่ง
“อ่าา”
ลี่ลี่บิดตัวด้วยความรู้สึกขี้เกียจ
หญิงสาวทั้งสองจะต้องตื่นก่อนรุ่งสางเสมอ และออกไปทำภารกิจทุกวัน หากไม่ไปดูแลพื้นที่พิเศษ ก็ต้องเฝ้าดูบุคคลที่เป็นเป้าหมาย
ลี่ลี่พูดขึ้นต่อ
“แล้วต่อไปต้องไปสังเกตใครต่อ”
“ไม่มีแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”
ลี่เยว่เก็บดินสอและกระดาษเข้าชุดเกราะไป
“งั้นก็ดีฉันจะได้กลับไปแต่งเรื่องราวผจญภัยของฉันต่อ”
ลี่ลี่พูดอย่างรีบร้อน
เธอไม่ลืมว่ามีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้วที่จะเขียนเรื่องราวการผจญภัย
“งั้นกลับกัน”
ลี่เยว่เดินมุ่งหน้ากลับไปพื้นที่เนินสูงทันที
หญิงสาวทั้งสองอยู่ในสภาวะล่องหนกลับไปตลอดทาง และออกจากสถานะล่องหนตอนที่อยู่หน้าตำหนักเจ้าเมือง
ทั้งคู่กลับไปที่คลังแสง เพื่อถอดชุดเกราะ และใส่เสื้อผ้าตามปกติอีกคนมีผ้าคลุมปิดหน้าอีกคนสวมหน้ากาก
“ฉันไปก่อนนะ ฝากลี่เยว่ไปรายงานภารกิจให้มู่เหลียงด้วยนะ”
“อือ”
ลี่เยว่พยักหน้า
ก่อนที่เธอจะออกไปจากคลังแสง ก่อนจะออกไปเธอเหลือบไปเห็นแกะเขาแปดเหลี่ยมที่นอนอยู่มุมห้อง
แต่มันก็นอนแบบนี้เกือบทั้งวันถ้าไม่ได้ลุกขึ้นมากินอาหาร ทำให้เธอไม่สนใจอะไรมากนัก
ลี่เยว่เดินไปห้องทำงานของมู่เหลียงก่อนที่จะพยักหน้าให้เซียวมี่ที่ยืนอยู่หน้าประตู
เอี๊ยด
เสียงประตูเปิดออก หญิงสาวผมสีขาวเดินผ่านประตูเข้าไป และหยุดตรงหน้าโต๊ะทำงานมู่เหลียง
“เหนือยหน่อยนะวันนี้”
มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน
แววตาอขงลี่เยว่ดูอบอุ่นขึ้นมาทันที และส่ายหัวเล็กน้อย เธอหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจากเกราะแขน และยืนให้
“นี่คือข้อมูลจากการสังเกตการณ์เช้านี้”
“อือ”
ลี่เยว่ส่งให้เสร็จก็นั่งลงอย่างช้าๆ และมองดูมู่เหลียงพลิกอ่านบันทึกอย่างตั้งใจ
มู่เหลียงเปิดดูรายงานที่ละหน้าและอ่านเฉพาะคนที่สนใจ แม้จะน่าเบื่อแต่ก็ไม่สามารถปล่อยปะละเลยได้
เพราะเขานั้นอยู่แต่ในพื้นที่เนินสูง ทำให้ติดต่อกับคนที่อยู่นอกเนินสูงนั้นน้อยมาก นี้เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะทำให้เขาได้รู้จักผู้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเขาได้
“น่าสนใจ ดูเหมือนเว่ยกังกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ”
“แต่เกาเฉาดูเป็นคนตรงๆ และไม่ยืดหยุ่น อีกทั้งยังใช้อารมณ์เล็กน้อย”
“ช่วงนี้เยี่ยลี่ยี่เองก็ชอบไปสอนที่โรงเรียนมากกว่าที่ร้านหนังสือ สงสัยเธอคงชอบเป็นครูมากกว่า”
“โอ้! รายจ่ายของบ้านเฉิงเหมาเยอะมากเลย…..อ๋อ หมดไปกับพวกของตกแต่งห้องให้ลูกสาว แต่ไม่คิดเลยนะว่าบ้านนี้จะตามใจลูกสาวขนาดนี้”
มู่เหลียงส่ายหัวพร้อมกับยิ้มแห้งๆ จากนั้นก็เปิดไปถึงหน้าสุดท้าย
เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ และมองลี่เยว่
“.....”
หน้าของลี่เยว่แดงขึ้นมาเล็กน้อย เธอรู้สึกเขินเมื่อถูกมู่เหลียงจ้องมอง
“เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้งั้นหรอ?”
มู่เหลียงถามพร้อมกับมุมปากที่ยกสูงเล็กน้อย และชี้ไปบนสมุดบันทึก
“ขอฉันดูหน่อยว่าเรื่องไหน….”
ลี่เยว่พยายามปิดซ่อนความเขินอายและเขยิบเข้าไปหามู่เหลียงเพื่อดูสมุดบันทึก
เมื่ออ่านตรงจุดที่มู่เหลียงชี้เธอก็พยักหน้า
“ใช่มันพึ่งเกิดเมื่อเช้านี้ เขาเป็นคนซื่อๆ ดีนะ”
“ดูเหมือนว่าคงถึงเวลาเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราแล้ว”
มู่เหลียงไม่ได้ติดใจเรื่องการใช้หนี้ของอวี๋จือ
สิ่งที่เขาเห็นจากเหตุการณ์นี้คือความไม่สะดวกในระบบแต้มสะสม
คนสองคนอาจจะยืมแต้มกันได้ แต่การจะแลกเปลี่ยนให้กันนั้นจะต้องผ่านร้านแลกเปลี่ยนเท่านั้น
ซึ่งมันอยู่ที่ความเชื่อใจและข้อตกลงระหว่างทั้งสอง แต่แบบนี้มันก็เสี่ยงอยู่เหมือนกัน
“เปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา”
ลี่เยว่กระพริบตาด้วยความว่างเปล่า
“เป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากแต้มสะสมเป็นอย่างอื่นที่จะง่ายต่อการแลกเปลี่ยน”
มู่เหลียงพยายามอธิบายสั้นๆ
ประชาชนเมืองเต่าทมิฬมากขึ้นเรื่อยๆ จะสนใจการทำงานส่วนอื่นๆ จนไม่สนใจเรื่องการซื้อขายแลกเปลี่ยนไม่ได้
นอกจากนี้หากมีรูปแบบเงินใหม่ ก็สามารถเอาไปใช้บนถนนการค้าได้ด้วย
หากว่าสร้างสกุลเงินได้สำเร็จ แผนบางส่วนในอนาคตของมู่เหลียงก็จะรวบลัดขึ้น
“ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจ”
ลี่เยว่ส่ายหัว
“เอาไว้ฉันจะอธิบายให้เธอฟังที่หลังนะ”
มู่เหลียงยืนขึ้นและเดินออกไปจากห้องทำงาน
“จะไปไหนมู่เหลียง”
ลี่เยว่ลุกขึ้นและเดินตาม
“ฉันจะไปหาโหย่วเฟ่ยสักหน่อย”
มู่เหลียงต้องการความช่วยเหลือจากโหย่วเฟ่ยเล็กน้อย
การเปลี่ยนแปลงระบบการเงินเป็นเรื่องด่วนตอนนี้
เขาต้องทำให้มันเสร็จก่อนที่จะเปิดรับผู้คนอีกครั้ง ไม่งั้นจะเกิดความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเมื่อมีคนมากขึ้นเป็นพันสองพันคน
จากการคาดการณ์แล้วระบบแต้มสะสมนั้นยุ่งยากเกินไป
หากมีการแลกเปลี่ยนในจำนวนน้อยก็จะไม่ส่งผลกระทบเท่าไหร่ แต่หากจำนวนมากๆ เข้าอาจจะทำให้การจะแลกเปลี่ยนของสักอย่างต้องรอนานเป็นชั่วโมงกว่าจะได้ชำระแต้ม
“ฉันไปด้วย”
ลี่เยว่พูดเบาๆ
“อือ”
มู่เหลียงเพียงพยักหน้าและให้ลี่เยว่ตามมา
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved