ตอนที่ 179

สองวันต่อมา

วันนี้เฉิงเหมากำลังทำเนื้อย่างกินที่บ้าน

พ่อแม่ลูกนั่งอยู่ในห้องโถงที่ว่างเปล่า และล้อมวงข้างกองไฟ ค่อยๆ ย่างเนื้อตากแห้งที่ละแผ่น

เฉิงเหมาเองเริ่มเป็นกังวลเล็กน้อยในตอนนี้ หลังจากได้รับบ้านใหม่มา แต่ก็ยังมีเรื่องงานที่เขายังคิดไม่ตก

เขาไม่รู้ว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬจะจัดหางานให้แบบไหน ยิ่งเขาได้เห็นเจ้านายเก่าของเขามีงานทำไปแล้วแบบนี้ด้วย

เฉิงเหมายิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งคิดมาก และหากเป็นแบบนี้ต่อไป เขาก็จะไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้

อาหารในช่วงสองวันที่ผ่านมา เขาได้ใช้แต้มสะสมที่ได้มาล่วงหน้าไปแลกเปลี่ยน แต่ยังไงเขาก็ต้องจ่ายคืนภายหลัง

“เดี๋ยวฉันจะออกไปถามพวกผู้ใหญ่ในเมืองเต่าทมิฬ และหางานทำที่โรงงาน”

อวี๋จือพูดขณะย่างเนื้อ

เธอสังเกตเห็นสีหน้าของสามีที่ดูอมทุกข์ และพูดขึ้นเบาๆ

“ฉันจะช่วยทำงานด้วยเพื่อหารายได้ให้กับครอบครัว”

“อืม”

เฉิงเหมาเม้มปากเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้า

เฉิงเซียวเองก็ยกมือขึ้น พร้อมกับพูดเสียงดัง

“หนูก็จะช่วยด้วย”

“ไม่ต้องเลย แค่ช่วยดูแลบ้านก็พอ”

อวี๋จือส่ายหัว ก่อนที่จะยื่นเนื้อย่างให้ลูกสาว

“เนื้อสุกแล้วลูก”

“โอ้!!”

เฉิงเซียวรับไม้เนื้อย่างมาอย่างเชื่อฟัง

“ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานพี่คงได้งาน”

เฉิงเหมาแกล้งทำเป็นยิ้มอย่างมั่นใจ

เขาไม่สามารถปล่อยให้ลูกและภรรยาทุกข์ใจเพราะตัวเขา มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำครอบครัวควรทำ

“ฉันเชื่อในตัวพี่”

อวี๋จือยิ้มก่อนที่จะยื่นเนื้อย่างให้

เฉิงเหมาหันไปทางลูกสาวและพูดอย่างเอ็นดู

“กินเยอะๆ นะลูกพ่อจะได้โตไวๆ”

“ค่ะ!”

เฉิงเซียวพยักหน้าอย่างจริงจัง

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

ก่อนที่จะมีเสียงที่เย็นชาตามมา

“เฉิงเหมา ท่านเจ้าเมืองต้องการพบ”

“นี้…”

เฉิงเหมาถึงกับตื่นเต้สุดๆ

เขารีบไปเปิดประตูอย่างรวดเร็ว และเห็นคนในชุดเกราะอยู่หน้าประตู

“ไปที่ตำหนักเจ้าเมืองเพื่อพบนายท่าน”

หยางปิงเหลือบไปเห็นไม้เนื้อย่างในมือของเฉิงเหมา

ก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมกับเปิดใช้งานชุดภูติผี

“ครับ!”

เฉิงเหมาถือไม้ย่างเนื้อตามไปติดๆ

“เอ๋? ไปไหนแล้ว”

แต่เมื่อเขาเดินตามออกมาและมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นคนในชุดเกราะแล้ว

หยางปิงยืนอยู่ไม่ไกล

เธอสังเกตทุกกิริยาบทของเฉิงเหมา และจดจำเอาไว้เพื่อจะนำไปเขียนลงในข้อมูลบุคคลของเฉิงเหมา

ตอนนี้หยางปิงยุ่งมากกับการทำงานนี้ และใช้เวลาที่เหลือไปกับการฝึกทหาร

“เห้อ”

เฉิงเหมาถอนหายใจ พร้อมกับเดินลงจากอาคารด้วยความรู้สึกที่เป็นกังวลมากขึ้น

เขาคิดมากเกี่ยวกับงานว่าจะได้รับงานแบบไหน และไม่รู้ว่าจะทำงานนั้นได้ดีรึป่าว

แต่ขอแค่มีงานทำก็ดีแล้ว อย่างน้อยก็มีงานทำแลกอาหาร ไม่ให้ลำบากใจ

เขาเดินทางมาถึงตำหนักเจ้าเมืองโดยที่ภายนอกนั้นไม่มีใครเฝ้าอยู่เลย

“ต้องเข้าไปรายงานตัวข้างในใช่ไหม??”

เฉิงเหมาหันมองซ้ายขวา แต่ไม่เห็นมีใครรอประจำการสักคน เพื่อติดต่อประสานงาน

เขาเลยตัดสินใจลองดู และเดินเข้าไปในตำหนักเจ้าเมือง แต่ก็ไม่มีใครสนใจเขาอยู่ดี

“การป้องกันและการเฝ้าระวังตำหนักเจ้าเมืองไม่แย่เกินไปงั้นหรอ?”

เฉิงเหมาบ่นกับตัวเอง

“นายควรจัดการไม้เนื้อย่างในมือก่อน”

ร่างของหยางปิงปรากฏขึ้นมาทันที

เธอยังเห็นว่าเฉิงเหมาไม่ได้ทิ้งไม้เนื้อย่าง และชายคนนี้ถือไม้ย่างเนื้อจากบ้านจนมาถึงตำหนักเจ้าเมือง

“อุ้ย!”

เฉิงเหมาดูตกใจกับการปรากฏตัวของหยางปิง และพึ่งรู้ตัวว่าเขาถือไม้ย่างเนื้อติดมือมาด้วยตลอดทาง

เขานั้นคิดแต่เรื่อนงานตลอดเวลา จนลืมสนใจสิ่งรอบข้างไปหมด

“เดี๋ยวผมจัดการเอง”

เฉิงเหมาอ้าปากกว้างแล้วกินเนื้อย่างอย่างรวดเร็ว และเก็บไม้ไว้ในเสื้อ

“ตามมา”

หยางปิงได้เดินนำทางให้กับเฉิงเหมาไป

เธอไม่จำเป็นต้องล่องหนในตำหนักเจ้าเมือง เพราะหากคนที่มาถึงตำหนักเจ้าเมืองได้ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องหน่วยภูติผี

กล่าวอีกนัยหนึ่งมันคือการข่มขู่อีกแบบว่าภายในตำหนักเจ้าเมืองมีคนที่มองไม่เห็นเฝ้าระวังอยู่

“ครับ”

เฉิงเหมาเดินตามไปติดๆ

ก๊อกๆ

หยางปิงมาถึงห้องทำงานของมู่เหลียงและเคาะประตู

หลังจากได้ยินเสียงอนุญาตแล้ว เธอก็นำเฉิงเหมาเข้าไป

“นั่งก่อน”

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นและมองไปทางเก้าอี้ เพื่อบงบอกให้เฉิงเหมานั่ง

“ครับ!”

เฉิงเหมาตอบอย่างเคารพ

มู่เหลียงเท้าคางและพูดเข้าประเด็นทันที

“ที่วันนี้เรียกมาพบเพราะต้องการจะมอบหมายงานให้”

“บอกมาได้เลยครับ”

เฉิงเหมายืดตัวหลังตรง

“ฉันมีแผนที่จะตั้งหน่วยงานที่ควบคุมและบังคับใช้กฏในเมือง”

มู่เหลียงมองดูเฉิงเหมาที่แสดงออกถึงความกังวล

เขาขอให้หยางปิงรวบรวมข้อมูลและนิสัยของเฉิงเหมามาให้ และได้ผลลัพธิ์ที่ดีมาก

“หน่วยควบคุมบังคับกฏ?”

เฉิงเหมารู้สึกไม่เข้าใจเล็กน้อย

“หรือจะเรียกว่าหน่วยดูแลความสงบก็ได้”

ก่อนที่มู่เหลี่ยงจะเริ่มแนะนำอย่างสั้นๆ

“มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดเป็นหัวหน้าผู้พิทักษ์ ระดับรองลงมาคือหัวหน้าหมู่ และระดับทั่วไปจะเรียกว่าเป็นสายตรวจ”

เขาได้คัดลอกระบบตำรวจในโลกเดิมของเขามาใช้เป็นหน่วยควบคุมและบังคับกฏ ให้กับเมืองเต่าทมิฬ

“ท่านเจ้าเมืองต้องการให้ผมทำหน้าที่นี้หรอครับ”

เฉิงเหมาเริ่มคาดเดาอะไรได้

“นายคือคนที่ฉันจะให้ตำแหน่งหัวหน้าหมู่สายตรวจ”

มู่เหลียงพูดอย่างเรียบเฉย

“รับผิดชอบดูแลความสงบของบ้านเมือง และจัดการเรื่องทะเลาะวิวาทภายใน”

พื้นที่อยู่อาศัยเริ่มมีประชากรจำนวนมาก และรวมไปถึงพื้นที่รอบนอกด้วย การมีเจ้าหน้าที่สายตรวจดูแลจะเป็นเรื่องที่ดี

กองทัพปกป้องเมืองจากภายนอก

สายตรวจทำหน้าที่ดูแลความสงบภายใน

“ให้ผมรับผิดชอบดูแลเรื่องการทะเลาะวิวาทงั้นหรอครับ”

เฉิงเหมาดูยังไม่เข้าใจเท่าไร

“แค่ทำตามคำสั่งจากเบื้องบน และทำตามหน้าที่ที่ระบุให้”

มู่เหลียงยื่นหนังสือเล่มเล็กให้

มันเป็นหนังสือที่บันทึกกฏและข้อบังคับภายในเมืองเต่าทมิฬเอาไว้ และรวมไปถึงบทลงโทษด้วย

“กฏหมายและข้อบังคับแห่งเมืองเต่าทมิฬ….”

เฉิงเหมารับหนังสือมาและอ่านที่หน้าปก

เขาเปิดดูและอ่านเนื้อหาภายในและพูดกับตัวเอง

“การลงมือฆ่าผู้อื่นโดยมีความตั้งใจ โทษถึงตาย”

“คนที่ลักขโมยจะถูกลงโทษเป็นการจำคุก ระยะเวลาขึ้นอยู่กับสิ่งที่ขโมยไป”

“ผู้ที่ทำร้ายผู้อื่นหรือก่อเรื่องทะเลาะวิวาทขึ้นจะต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับคู่กรณี และต้องรับโทษไปใช้แรงงานตามโทษที่ตัดสิน”

ยิ่งเฉิงเหมาอ่านสีหน้าของเขาก็ดูแปลกขึ้นเรื่อยๆ เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไป

แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็ยังถูกกำหนดเอาไว้ และมีโทษด้วย

เพราะหากเเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นและถึงขั้นลงไม้ลงมือ จะมีใครบาดเจ็บแค่ฟันหน้าหัก?

แต่ในหนังสือก็ระบุเอาไว้ด้วยว่ามีโทษเช่นไร ต้องชดเชยค่าเสียหายเช่นไร

หลังจากอ่านไปเล็กน้อยเฉิงเหมารู้สึกหัวบวมขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

“ติดปัญหาอะไรรึป่าว”

มู่เหลียงถามด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น

“ท่านเจ้าเมือง ท่านต้องการกำหนดและสร้างกฏเหล่านี้ที่ภายนอกจริงๆ งั้นหรอ”

เฉิงเหมาถามด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลง

กฏและข้อบังคับพวกนี้ ละเอียดและมีโทษรุนแรงกว่าเมืองสิบขั้นเสียอีก

“แน่นอน มันคือกฏหมายบ้านเมือง และทุกคนต้องรักษากฏ”

มู่เหลียงยืนยัน

ตอนนี้เมืองเต่าทมิฬนั้นดูงดงามและเงียบสงบ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะเป็นแบบนี้ตลอดไป

จิตใจของมนุษย์นั้นไม่แน่นอน และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

-มู่เหลียงอยากจะเริ่มประกาศและเริ่มใช้กฏหมายและข้อบังคับให้กับทุกคนเข้าใจและปฏิบัติตามแต่เนินๆ

ที่เหลือก็แค่เรื่องศีลธรรมที่เขาเองจะสอดแทรกเข้าไปในระบบการศึกษาของเมือง

“ข–เข้าใจแล้วครับ”

เฉิงเหมาลังเลก่อนที่จะตอบอย่างมั่นใจ

“เมื่อไหร่ที่จำเนื้อหาทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้ได้แล้ว นายสามารถออกเดินตรวจตราดูแลความสงบได้”

มู่เหลียงพูดอย่างสุขุม

“ทั้งหมดนี้เลยหรอครับ?”

เฉิงเหมาจ้องมองเจ้าเมืองด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ

“ใช่ และทุกคนที่เข้ากลุ่มสายตรวจก็ต้องจำมันได้ขึ้นใจ”

มู่เหลียงพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้

“...”

เฉิงเหมาถึงกับพูดไม่ออก มีคำพูดมากมายจุกอยู่ในลำคอ แต่ก็พูดออกมาไม่ได้

“มีปัญหารึป่าว”

มู่เหลียงถามพร้อมกับตีสีหน้าจริงจัง

สายตรวจจะต้องเด็ดขาด และหากว่าไม่สามารถจำกฏระเบียบได้ เขาจะเป็นผู้ถือกฏหมายและบังคับใช้ได้ยังไง

“ไม่…ไม่มีปัญหาครับ!!”

เฉิงเหมาตอบอย่างอดกลั้น

ถ้าเขามีปัญหา เขาเองก็จะต้องทนใช้ชีวิตอย่างลำบากไปจนตาย

“ไปได้แล้ว….ไว้กลับมาหาฉันใหม่เมื่อจำมันได้หมดแล้ว”

มู่เหลียงโบกมือ

“ครับ!”

เฉิงเหมาเดินออกมาจากห้องด้วยควาามรู้สึกที่หนักอึ้ง

“นี่มันจะเกินไปรึป่าวที่ทำแบบนั้นกับเขา”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นพร้อมกับกลั้นขำ

“ไม่….เรื่องแค่นี้ต้องทำให้ได้”

มู่เหลียงส่ายหัว

เขาจะเป็นผู้บังคับใช้กฏหมาย แต่ยังต้องเปิดหนังสือกฏทุกครั้งที่จะใช้ในที่เกิดเหตุได้ยังไง

แบบนั้นคงน่าขายหน้ายิ่งกว่า เพราะผู้ใช้กฏหมายไม่รู้กฏหมายเสียเอง

“แล้วการคัดเลือกสายตรวจล่ะ”

หยู่ฉินหลานถามด้วยความสงสัย

“ให้ทุกคนมีความรู้ในการอ่านเขียนทั้งหมดก่อน”

มู่เหลียงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

หลังจากที่เขาเริ่มบังคับให้ทุกคนในกองทัพอ่านเขียน เขาก็จะเปิดสิทธิ์ให้กับผู้ที่อ่านออกเขียนได้สมัครมาเป็นสายตรวจ