ตอนที่ 190

ในห้องทำงานของมู่เหลียง

มู่เหลียงกำลังนั่งครุ่นคิดอยู่กับระบบการศึกษาของเมืองเต่าทมิฬ และคิดหาหนทางที่จะทำให้มันสมบูรณ์ที่สุด

คิดไปก็บ่นกับตัวเองไป

“งานนี้มันหนักหัวจริงๆ”

มู่เหลียงเอื้อมมือไปสัมผัสกับถ้วยชาที่อยู่ข้างๆ และก็รู้ว่าน้ำชานั้นหมดุถ้วยแล้ว อีกทั้งใบชาสำหรับทำน้ำชาก็หมดแล้วด้วย

มินโฮเองกำลังพามิอาเดินไปรอบๆ เมืองเต่าทมิฬ ซึ่งทำให้ไม่มีใครมาดูแลมู่เหลียงในช่วงเวลานี้

ก็อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“เข้ามา”

มู่เหลียงวางถ้วยชาลงและพูดขึ้น

เอี๊ยด

เว่ยหยูหลันเปิดประตูและเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ

เธอมองไปยังโต๊ะทำงานของมู่เหลียงและพูดขึ้น

“นายท่านมู่เหลียง ท่านเยี่ยลี่ยี่มารายงานผลประกอบการ”

“ให้เธอเข้ามา”

มู่เหลียงตอบอย่างสบายๆ

“เจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันเดินถอยออกไป ไม่นานเยี่ยลี่ยี่ก็เดินเข้ามา และคำนับให้

“ท่านมู่เหลียง”

มู่เหลียงวางปากกาลงและถามอย่างสุขุม

“ที่ร้านหนังสือเป็นเช่นไรบ้าง”

“เมื่อวานนี้หนังสือโกลาหลทั้งสามสิบเล่มถูกขายออกไปหมดแล้ว”

เยี่ยลี่ยี่กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูมีความสุข

เธอถือถุงผ้าใบใหญ่มาด้วย และนำไปวางบนโต๊ะทำงานของมู่เหลียง

“นี้คือผลึกสัตว์อสูรที่ได้จากการขายหนังสือ เป็นผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสูงสามพันก้อน”

“ขอบใจมากสำหรับความขยันของเธอ”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับแววตาที่เป็นประกาย

ผลึกสัตว์อสูรทั้งหมดนี้ตีเป็นแต้มวิวัฒนาการได้ถึงสามล้านแต้ม

“ท่านมู่เหลียง ในวันนี้จะมีหนังสือมาจัดวางใหม่ที่ร้านอีกสามสิบเล่ม”

เยี่ยลี่ยี่รายงานต่อ

“หลังจากนี้ลดจำนวนการตีพิมพ์หนังสือลง ไม่จำเป็นต้องพิมพ์หนังสือโกลาหลจำนวนมากอีก”

มู่เหลียงส่ายหัวและพูดต่อ

“ไม่นานกำลังซื้อจะลดลง และขายไม่ดีอีกเลย”

“เอ๋…แต่ทำไมล่ะ”

เยี่ยลียี่ถามด้วยแววตาที่สงสัย

หลังสือสามสิบเล่มเมื่อวานยังขายหมดในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน

“หนังสือเป็นสินค้าหรูหรา และใช่ว่าทุกคนจะซื้อได้”

มู่เหลียงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะและพูดด้วยน้ำเสียงที่เสียดาย

“ในไม่ช้าจะมีพวกลอกเลียนแบบขายเต็มไปหมด ซึ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยง”

แม้ว่ามู่เหลียงจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้ แต่เขาก็รู้ว่ามีพวกลูกค้าที่คิดจะใช้กำลังของตระกูลหรือครอบครัวตัวเองคัดลอกผลงานของเขา และนำออกขาย

ด้วยการซื้อครั้งเดียว พวกเขาก็สามารถสร้างสำเนาได้และขายได้ในราคาที่ถูกลง

“เข้าใจแล้ว”

เยี่ยลียี่พยักหน้าและเข้าใจสิ่งที่มู่เหลียงพูด

เพราะเมื่อวานคนที่เข้ามาซื้อหนังสือนั้นไม่ใช่คนธรรมดาสักคน เธอเองก็เห็นกับตา

“แล้วมีอะไรเพิ่มเติมอีกไหม”

มู่เหลียงถามต่อ

“หมดแล้วค่ะ”

เยี่ยลียี่ส่ายหัวและพูดเบาๆ

“ถ้างั้นขอตัวกลับไปทำงานต่อแล้ว”

“ตามสบายเลย”

มู่เหลียงพูดอย่างเป็นกันเอง และหยิบปากกาขึ้นมาขีดเขียนต่อ

เยี่ยลี่ยี่เหลือบมองมู่เหลียงก่อนที่จะเดินถอยออกไปจากห้องอย่างเงียบๆ

เว่ยหยูหลันเดินกลับเข้ามา พร้อมกับกาน้ำชาที่ชงมาใหม่ และรินใส่ถ้วยชาให้มู่เหลียง

หลังจากเติมน้ำชาแล้ว เธอก็ถอยเดินออกไป และปิดประตูห้องอย่างเบามือ

“เธอมีไหวพริบดีจริงๆ”

มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

เขาหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนที่ความรู้สึกเย็นซาบซ่านจะแผ่ไปถึงหัวของมู่เหลียง ทำให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้น

และมู่เหลียงก็ยื่นมือไปหยิบถุงผลึกสัตว์อสูรมา และเปลี่ยนทั้งหมดให้กลายเป็นแต้มวิวัฒนาการ

“แต้มขนาดนี้สามารถเปลี่ยนสัตว์อสูรเลี้ยงเป็นระดับ 7 ได้สามตัวแล้ว..”

มู่เหลียงรู้สึกลังเลไม่น้อย เพราะเขากำลังคิดว่าจะเก็บแต้มเอาไว้ให้ครบสิบล้านแล้วเพิ่มระดับให้กับเต่าทมิฬน้อยก่อนดีหรือไม่

หากว่าพื้นที่บนหลังของเต่าทมิฬน้อยขยายใหญ่ขึ้นก็จะยิ่งสามารถรองรับคนได้มากขึ้นด้วย

แล้วทันใดนั้นอยู่ๆ มู่เหลียงก็ยิ้มออกมาที่มุมปาก

และพูดลอยๆ ออกมา

“กลับมาจนได้สินะ”

……

ที่ด้านล่างประตูเทียนเหมิน

ผู้คนจำนวนมากจากเมืองเซิงหยางกำลังรวมตัวกันเข้าแถว และส่วนใหญ่ก็กำลังเจรจาลังเลที่จะซื้อบัตรผ่านขึ้นเมืองดีหรือไม่

แต่ก็มีคนที่ไม่คิดจะขึ้นและรอซื้อของต่อจากคนที่ขึ้นไปบนถนนการค้า ทำให้หน้าประตูเทียนเหมินนั้นครึกครื้นอย่างมาก

“สหาย วันนี้มีมันเผามาขายอีกไหม ฉันขอซื้อในราคาดั้งเดิมนะ”

มีคนเดินเข้ามาทักชายหัวล้านที่พึ่งออกมาจากป้อมประตูเทียนเหมิน แต่ชายหัวล้านนั้นกลับพูดอย่างไม่ใยดี

“ไปเลยไป ฉันยืนรอเข้าแถวต้องนานกว่าจะได้ซื้อ หากอยากได้ก็ต้องจ่ายเพิ่มไม่มีขายราคาเดิมหรอก”

ชายที่เข้าไปขอซื้อมันเผาถึงกับร้องออกมา

“เพิ่มราคางั้นหรอ? แบบนี้ฉันคงต้องขึ้นไปซื้อด้วยตัวเองแล้วสิ”

ชายคนนั้นเม้มปากด้วยความรู้สึกเสียดายก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งดังขึ้น

และทุกคนก็ได้แต่ตกตะลึงกับภาพที่เห็น ใบหน้าของพวกเขาแสดงออกถึงความหวาดกลัวสุดๆ

“แย่แล้ว!! มีฝูงสัตว์อสูรมาทางนี้ รีบหนีเร็ว!!”

“นั้นมันฝูงหมาป่าจันทรา!! มันกำลังมาทางนี้!”

“หนีเร็วเข้า!! ในฝูงมีราชาหมาป่ามาด้วย!”

ที่นอกป้อมเทียนเหมินตอนนี้ทุกคนต่างหนีกันจ้าละหวั่น และรีบกลับเข้าไปในเมืองเซิงหยาง

มีสองสามคนที่พยายามจะหนีเข้าไปในป้อมเทียนเหมินโดยยอมที่จะจ่ายค่าบัตรผ่านขึ้นมาทันที เพื่อหนีขึ้นไปบนเมืองเต่าทมิฬ

บรู๊ว!!!

ไม่ไกลจากเต่าทมิฬ หมาป่าจันทราตัวใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับฝูงของมัน การเคลื่อนตัวของฝูงหมาป่าจันทรานั้นเหมือนกับคลื่นที่กำลังถาโถมเข้าฝั่ง มันเป็นภาพที่ดูแล้วน่าเกรงขามอย่างมาก

ราชาหมาป่าวิ่งไปด้านหน้า ด้วยขนาดตัวที่สูงใหญ่ถึง 3 เมตร และลำตัวยาว 5 เมตรขนตามร่างนั้นขาวดุจหิมะ และพริ้วไหวไปตามแรงลม มันมีรัศมีของราชาอย่างมาก

หมาป่าตัวอื่นๆ ก็ต่างหวาดกลัวต่อราชาหมาป่าตัวนี้ และส่งเสียงร้องเห่าหอนที่ดูเคารพยำเกรงต่อราชาหมาป่า

บรู๊วว!

นัยน์ตาของราชาหมาป่านั้นแสดงถึงความคิดบางอย่างก่อนที่มันจะเริ่มชะลอตัวช้าลงเมื่อเข้าใกล้กับเต่าทมิฬ

“ดูเหมือนว่าพวกมันจะหยุดแล้ว”

ในเมืองเซิงหยางนั้น หลี่เอ๋อกู่เฝ้ามองทุกอย่างอยู่บนกำแพงเมืองด้วยความระมัดระวัง

หากว่าหมาป่าจันทราฝูงนี้โจมตีเมืองเซิงหยางจริงๆ เขาก็พร้อมที่จะเข้าสกัดทั้งฝูง

แต่หากว่าหมาป่าฝูงนี้โจมตีเมืองเซิงหยางเขาจะแค่เฝ้าดูเฉยๆ

“ดูนั้นพวกหมาป่านิ่งไปแล้ว ทำไมพวกมันถึงเป็นแบบนั้น?”

เหล่าชาวบ้านที่หนีตายเข้าเมืองก็ต่างชะเง้อหน้าขึ้นมามองดูเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้และหวาดกลัว

แต่สิ่งที่เห็นคือฝูงหมาป่าหยุดลงที่หน้าป้อมเทียนเหมิน และมองดูสัตว์อสูรยักษ์ใหญ่ราวกับกำลังรออะไรบางสิ่ง

“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“หรือมันกลัวสัตว์อสูรโบราณ?”

….

ฟิ้วว!!

มู่เหลียงร่อนลงมาจากท้องฟ้าปรากฏตัวต่อหน้าราชาหมาป่าจันทรา ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า

เขามองไปยังหมาป่าจันทราที่เขาช่วยชีวิตเอาไว้ ตอนนี้มันได้เป็นราชาของฝูงแล้ว

มู่เหลียงหัวเราะอย่างชอบใจและพูดขึ้น

“เก่งมากที่รู้วิธีกลับมา”

บรู๊ว!

ราชาหมาป่าหอนรับ

มู่เหลียงลูบไปที่หัวของราชาหมาป่าอย่างเอ็นดู ราชาหมาป่าเองก็ทำเสียงออดอ้อนออกมา ด้วยความรู้สึกดี

“ฮ่าๆๆ เด็กดี”

มู่เหลียงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ และใช้มือเล่นหัวของราชาหมาป่าอย่างมันมือ

“นั้นใครกัน ทำไมเขาถึงดูคุ้นเคยกับราชาหมาป่าแบบนั้น”

“หรือว่าราชาหมาป่าจันทราจะเป็นสัตว์เลี้ยงของเขา?”

ฝูงชนเริ่มมุงดูมากขึ้นด้วยความประหลาดใจและเริ่มพูดกันไปต่างๆ นาๆ

มู่เหลียงเกาไปที่คางของราชาหมาป่า และเขาต้องพยายามห้ามใจไม่ให้เกาหรือลูบตัวมัน ไม่งั้นเขาคงไม่ได้ไปไหนแน่

“แกจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วสินะ”

มู่เหลียงถามพร้อมกับตบไปบนตัวของราชาหมาป่า

โฮ่ง!

ราชาหมาป่าเห่าออกมาพร้อมกับพยักหน้า

“ดี…ดี ทั้งหมดนี้เป็นฝูงของแกเลยรึป่าว”

มู่เหลียงถามพร้อมกับมองไปที่ด้านหลังของราชาหมาป่า

โฮ่ง!

ราชาหมาป่าจันทราเห่าตอบกลับมาก่อนที่จะหอนขึ้น

แล้วตอนนั้นเองหมาป่าจันทราทั้งหมดก็เริ่มหอนตาม และหมอบลงกับพื้นราวกับกำลังคำนับให้กับมู่เหลียง

บรู๊ว!!!

ราชาหมาป่าจันทราเห่าหอนอีกสองสามครั้ง เป็นการสื่อสารกับฝูงของมัน และบอกให้เชื่อฟังคำพูดของมู่เหลียงไม่ต่างจากที่เชื่อในตัวมัน

“ดีมาก”

มู่เหลียงรู้สึกพึงพอใจ

ตอนนี้เขาได้กองกำลังไว้ปกป้องเมืองแล้ว

มู่เหลียงมองไปยังฝูงหมาป่าจันทราที่ด้านหลังของราชาหมาป่า มีหมาป่าจันทราธรรมดาสามสิบตัว และหมาป่าจันทราตัวน้อยอีกแปดตัว

“ลำบากแย่เลยแบบนี้”

หลังจากตรวจดูอย่างละเอียดแล้ว มู่เหลียงก็รู้สึกได้เลยว่าเขามีปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว

เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะสื่อสารผ่านกระแสจิตกับราชาหมาป่า

“ฉันจะแบ่งพื้นที่ให้พวกแกอยู่อาศัย พวกแกมีอิสระที่จะออกล่า แต่ฝูงของแกยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเมืองชั้นใน มันอาจจะสร้างความลำบากให้กับผู้อื่น”

โฮ่ง!

ราชาหมาป่าจันทราเห่าตอบสองครั้ง

“เต่าทมิฬน้อย เอาหางลงมาหน่อย”

มู่เหลียงสื่อสารไปหาเต่าทมิฬ

และเต่าทมิฬน้อยเองก็รับรู้ได้ในทันที ก่อนที่หางอันใหญ่โตของมันจะลดระดับลงมาถึงพื้นดิน

“ขึ้นไปอยู่บนหางของเต่าทมิฬน้อยก่อน”

มู่เหลียงส่งกระแสจิตไปบอกราชาหมาป่า

บรู๊ว!

ราชาหมาป่าจันทราหอนก่อนที่จะนำฝูงของมันขึ้นไปบนหางเต่าทมิฬ

มู่เหลียงเองโดดขึ้นไปขี่บนหลังของราชาหมาป่าจันทรา และซึมซับประสบการณ์ขี่หมาป่าครั้งแรก

ภายใต้การนำของมู่เหลียงราชาหมาป่าจันทราก็ได้รับพื้นที่อยู่อาศัยที่รอบนอกของเมือง เพื่อไม่ให้ชาวเมืองแตกตื่นกับฝูงหมาป่า

มู่เหลียงเองสร้างป้อมปราการไว้ที่ส่วนหางของเต่าทมิฬเหมือนกันแต่ยังไม่ได้ส่งใครมาประจำการ ทำให้มันกลายเป็นที่อยู่อาศัยของหมาป่าจันทรา

พวกมันสามารถลงไปจากหางของเต่าทมิฬได้ตามทางที่สร้างขึ้นทำให้พวกมันออกไปล่าอาหารเองได้

มู่เหลียงลูบหัวของราชาหมาป่าและพูดกับมัน

“พวกแกอาจจะต้องอยู่อย่างลำบากไปพักหนึ่ง แต่เมื่อไรที่เต่าทมิฬน้อยโตขึ้น ที่อยู่ของพวกแกจะใหญ่ขึ้นด้วย”

บรู๊ว!

ราชาหมาป่าเห่าหอน และเชื่อฟังมู่เหลียงอย่างมาก