ตอนที่ 152

“คราวนี้ใครอยากแสดงฝีมือ?”

หลี่เอ๋อกู่กอดอกพร้อมกับพูดออกมา

ครั้งล่าสุดเขาเป็นคนปราบสัตว์อสูรที่บุกเข้ามา จนทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วทั้งเมือง

“ไม่ละ ฉันไม่สนใจ”

เฟ่ยฉี๋พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหลมเหมือนกับเหล็กเสียดสีกัน

“งั้นฉันเอง”

ฉือชูพูดขึ้น

หากว่าเฟ่ยฉี๋ไม่เคลื่อนไหว เขาเองก็คงปล่อยให้หลี่เอ๋อกู่ออกหน้าคนเดียวไม่ได้

ครั้งก่อนหลี่เอ๋อกู่สังหารสัตว์อสูรได้อย่างง่ายดาย ทำให้เขาได้รับความดีความชอบอย่างมากจนหยุดงานได้ครึ่งปี

เพราะแบบนั้นเขาจึงต้องแสดงฝีมือและหาผลงานบ้าง

“ได้งั้น ฉันจะหลีกให้ท่านจัดการตามสบายเลย”

หลี่เอ๋อกู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เกียจคร้าน

“มันมาถึงแล้ว”

เฟ่ยฉี๋พูดอย่างไม่ใส่ใจ

“หือ?”

ทั้งหลี่เอ๋อกู่และฉือชูหันกลับไปมอง

ที่พวกเขาเห็นคือจุดสีดำเล็กๆ กำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อได้เห็นมันชัดขึ้นทั้งสองก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

มันไม่ต่างจากภูเขาที่กำลังเคลื่อนที่ได้

“ดูเหมือนว่า….งานนี้จะลำบากขึ้นเล็กน้อยเสียแล้ว”

เฟ่ยฉี๋พูดขึ้น ในขณะที่ฉือชูอ้าปากค้าง และพูดออกมาด้วยความหนักใจ

“ไม่คิดว่าสัตว์อสูรรอบนี้จะตัวใหญ่ขนาดนี้ นี้มันใหญ่กว่าครั้งก่อนสามสี่เท่าได้เลยไม่ใช่หรอ”

เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าจะหยุดสัตว์อสูรโบราณตัวนี้ได้ไหม เพราะขนาดตัวของมันใหญ่เกินไป และคงจะถึกทนอย่างมาก

“ต้องร่วมมือกัน ไม่งั้นเมืองเซิงหยางได้ถึงจุดจบแน่”

หลี่เอ๋อกู่ลดมือลงก่อนที่กระดูกสีขาวจะงอกออกมาจากฝ่ามือ

พลังผู้ตื่นของเขาคือการควบคุมกระดูก ซึ่งงอกหรือลดกระดูกได้ตามที่ต้องการ

“หากจัดการสัตว์อสูรโบราณนี้ได้ เมืองเซิงหยางเองคงไม่ต้องกังวลเรื่องเนื้อไปถึงปีหน้า”

เฟ่ยฉี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แห้งๆ เหมือนเดิม

เศษผ้าตามร่างกายของเขาปลิวไสวไปทั่ว และมีบางจุดผ้าก็ไม่ได้พันไว้จนมิดชิด จนเห็นเนื้อหนังที่ดูเน่าเปื่อยใต้ผ้า อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นอันน่าขยะแขยงลอยออกมาเป็นบางครั้ง

พลังผู้ตื่นของเขาคือพิษเน่าเปื่อย พลังนี้ต่างจากพิษทั่วไป เพราะมันดูดซับพิษชนิดอื่นได้ และยังย่อยสลายทุกอย่างให้เน่าเปื่อยอีกด้วย

เฟ่ยฉี๋มักจะออกไปนอกเมืองเซิงหยางบ่อยๆ เพื่อตามหาสมุนไพรมาทำพิษ

“ระวังพิษของท่านหน่อย”

หลี่เอ๋อกู่เขยิบไปข้างๆ หนึ่งก้าวเพื่อสร้างระยะห่างจากเฟ่ยฉี๋

“ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้ง ก็รู้สึกแย่ทุกครั้ง”

ฉือชูนั้นโดดหนีไปอยู่ห่างๆ ทันที

สีหน้าของหนี่จี๋ชาและคนในกลุ่มของเธอดูเปลี่ยนไป พวกเธอรีบถอยห่าง เพราะกลัวพิษของเฟ่ยฉี๋

ด้วยพลังขั้น 4 กับ 5 หากโดนพิษพวกนี้เข้าไปคงอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งวัน

“พร้อมรึยัง…”

เฟ่ยฉี๋พูดอย่างไม่สนใจใครทั้งสิ้น

สัตว์อสูรโบราณกำลังใกล้เข้ามา และอยู่ห่างจากเมืองเซิงหยางไปแค่ 1 กิโลเมตร

“ลงมือเถอะ”

ฉือชูพูดขึ้นและพร้อมที่จะลงมือเป็นคนแรก

ก่อนที่ผมของฉือชูจะยืดออกไปและเคลื่อนไหวไปมาราวกับหนวดปลาหมึก ความยาวของเส้นผมมากขึ้นเป็นสิบเมตร ก่อนที่จะมัดกันเป็นเกลียวหนาทั้งหมด 9 เส้น โดยมีฉือชูเป็นจุดศูนย์กลาง

ฉือชูนั้นเคลื่อนที่ด้วยมัดผมทั้ง 9 เส้นของเขา พุ่งเข้าไปหาสัตว์อสูรโบราณ

มัดเส้นผมที่หนาและยาวถึงสิบเมตรพุ่งฟาดเข้าไปที่หน้าขาของสัตว์อสูรโบราณอย่างต่อเนื่อง เขาต้องการที่จะทำให้มันหยุดการเคลื่อนไหว

เปรี้ยง!

เสียงของแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ก่อนที่จะมีกำแพงพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินรับมัดเส้นผมพวกนี้เอาไว้

ตูม!!

กำแพงหินแตกเป็นเสี่ยงๆ หลังจากถูกฟาดอยู่หลายครั้ง แต่กำแพงหินผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่หยุด

“นี้มันเรื่องบ้าอะไร!?”

ฉือชูกระโดดถอยหลังหนีด้วยความตกใจ

การโจมตีของเขาไปไม่ถึงตัวของสัตว์อสูรเลยด้วยซ้ำ

“นี้มันเป็นสัตว์อสูรโบราณที่กลายพันธ์”

สีหน้าของหลี่เอ๋อกู่ดูจริงจังขึ้นมาทันที

เขาไม่ได้คิดว่าสัตว์อสูรโบราณตัวนี้จะมีพลังควบคุมพื้นดินได้ หากเป็นแบบนี้เมืองเซิงหยางยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น

“ถ้าหากว่านี้เป็นเพียงแค่ผู้กลายพันธ์ เราก็พอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของมันได้”

เฟ่ยฉี๋นั้นกระโดดเข้าไปหาสัตว์อสูรโบราณแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้มาก เพราะกลัวว่าจะถูกหินถล่มใส่

“ต้องรีบกำจัดมันก่อน”

หลี่เอ๋อกู่แทงหอกกระดูกลงพื้นพร้อมกับร้องตะโกนขึ้น

“จงงอกเงย ป่าพันกระดูก!”

พื้นดินสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับกระดูกสีขาวสูงสิบเมตรพุ่งออกมาจากพื้นดิน หลายพันแท่งกินพื้นที่ไปหลายร้อยเมตร ทำให้บริเวณนั้นไม่ต่างจากป่าที่ทำมาจากกระดูก

ตูม!!

แล้วตอนนั้นเองที่ทั้งพื้นแผ่นดินของป่ากระดูกทั้งหมดถูกยกขึ้นและพลิกลง ทำให้ทั้งป่ากระดูกจมหายไปในดิน

“?!?!”

หลี่เอ๋อกู่ถึงกับตกใจ ไม่คิดว่ากระบวนท่าของเขาจะถูกทำลายได้ง่ายดายแบบนี้

ไม่เพียงแค่เขาที่ตกใจ ทั้งเฟ่ยฉี๋และฉือชูเองก็ตกใจไม่แพ้กัน นี่มันเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้เสียอีก

ทำไมมันถึงไม่ก้าวเหยียบลงมาเหมือนกับสัตว์อสูรทั่วไป? ทำไมสัตว์อสูรโบราณตัวนี้ดูฉลาดยิ่งนัก

“วิธีการต้อนรับของทุกท่านน่าสนใจจริงๆ!!”

เสียงของผู้ชายดังมาจากหลังของสัตว์อสูรโบราณ

ที่บนหลังของเต่าทมิฬน้อยนั้นมีอีกหนึ่งป้อมปราการที่อยู่ในตำแหน่งที่เด่นชัดที่สุดของเมือง

มู่เหลียงยืนอยู่บนกำแพงของป้อมปราการที่ชื่อว่า ป้อมนับดาว

หากมองย้อนกลับไปจุดที่เด่นชัดที่สุด และเป็นสถานที่ดีที่สุดในการนั่งชมดาว และดูแสงจากต้นชาเขียวประกาย รวมไปถึงเป็นจุดที่มีภาพวิวทิวทัศน์ที่กว้างที่สุดนั้นคือบนหัวของเต่าทมิฬ

“.....”

เยี่ยลี่ยี่ถึงกับเอามือขึ้นมาปิดปากด้วยความตกใจ เพราะเธอจำเสียงของผู้ชายคนนี้ได้

นั้นคือเจ้าเมืองเต่าทมิฬ และเขายังสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนเช่นเดิม

ภาพนี้มันช่างเป็นสิ่งที่เฉิงเหมานั้นรู้สึกคุ้นหูคุ้นตาอย่างมาก เพราะเขาพึ่งจะเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาเมื่อไม่กี่วันก่อน

เมื่อมองดูอีกครั้ง เขาเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสัตว์อสูรยักษ์ตัวนี้ และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

การเปลี่ยนแปลงของสัตว์อสูรตัวนี้มันมากเกินไป และใหญ่กว่าเดิมจากครั้งก่อน

ทั้งสองไม่คิดว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬจะมายังเมืองเซิงหยางด้วย ทำให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความรู้สึกเดิมที่เคยเกิดขึ้นตอนที่อยู่เมืองสิบขั้น

…..

“ใครกัน!!!”

หลี่เอ่อกู่ถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว และเงยหหน้านขึ้นมองไปด้านบนของสัตว์อสูรยักษ์

“มีคนสั่งการสัตว์อสูรโบราณตัวนี้อยู่ ไม่น่ามันถึงเคลื่อนไหวและตอบโต้ได้อย่างแปลกประหลาด”

ร่างของฉือชูถอยไปอยู่ข้างๆ หลี่เอ๋อกูj

“ดูลาดเลาไปก่อน อย่าพึ่งทำอะไร”

เฟ่ยฉี๋พูดขึ้นอย่างระมัดระวัง

“เมืองเต่าทมิฬของเรา!! มิได้มีเจตนาร้ายต่อเมืองเซิงหยางแต่อย่างใด!”

หยู่ฉินหลานที่ยืนอยู่บนแท่น ตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่าฟังและไพเราะ

“พวกเราไม่ได้ตั้งใจทำให้ทุกคนหวาดกลัว”

ราชาก็ควรจะคุยกับราชา แม่ทัพก็ควรคุยกับแม่ทัพไม่ข้ามหัวกัน

เพราะงั้นเธอถึงได้ตะโกนออกไปแบบนี้

“....”

แววตาของมู่เหลียงกระตุกเล็กน้อย

ดูเหมือนว่าหญิงสาวคนนี้กำลังจะยั่วยุทุกคน

“???”

สีหน้าและแววตาของทุกคนในเมืองเซิงหยางถึงกับบิดเบี้ยวทันที

และคิดว่านี้พวกเขากลัวกันไปเองงั้นหรอ?

“มิอา ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นจะเก่งเรื่องทำให้คนอื่นโมโหพอๆ กับเธอเลยนะ”

ซิไป่ฉีพูดขึ้น

“ฉันไม่ได้ยั่วโมโหใคร”

มิอาเงียบก่อนที่จะพูดต่อ

“แค่พูดความจริงเท่านั้น”

“เธอนี้มัน….”

ซิไป่ฉี่เอามือขึ้นมากุมขมับด้วยความหนักใจ

นังแมวตัวนี้ไม่รู้ภาษาคนเลยรึไง หรือไม่สนใจเลยว่าตัวเองจะพูดอะไรออกไป

“...”

หัวสิงโตก็เงียบนิ่งฟัง และรู้สึกว่าการโมโหมิอาก่อนหน้านี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

แต่กลับกันหัวหมาป่ากับหัวหมีกับหัวเราะด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง

……

แล้วตอนนั้นหลี่เอ๋อกู่ ฉือชู และเฟ่ยฉี๋ ก็ถอนตัวออกมาและกลับไปยังกำแพงเมือง

พวกเขามองขึ้นไปบนหลังของสัตว์อสูรโบราณ ด้วยสายตาที่คมกริบ และเห็นคนสองคนยืนอยู่บนป้อมปราการบนหลังสัตว์อสูรยักษ์อย่างชัดเจน

“เอายังไงต่อ”

ฉือชูถาม

“ลองพูดคุยกันก่อน แล้วค่อยหาทางกันต่อไป”

หลี่เอ๋อกู่ทบทวนทุกอย่าง และคิดว่านี้เป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้วที่จะไม่เริ่มก่อสงคราม

สัตว์อสูรโบราณขั้น 7 แบบนี้เป็นเรื่องยากที่จะรับมืออย่างน้อยก็ต้องใช้ผู้มีพลังขั้น 7 สองคนในการรับมือ

และสัตว์อสูรโบราณที่กลายพันธ์อีกทั้งยังถูกสั่งการโดยคนอีก พวกเขาแทบไม่มีทางชนะได้เลย และเมืองเซิงหยางอาจจะย่อยยับได้

ไม่ต้องพูดถึงว่ามีโอกาสชนะมากแค่ไหนหากสู้กัน เพราะโอกาสแพ้นั้นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เว้นแต่ว่าจะเรียกให้เจ้าเมืองเซิงหยางออกมารับมือกับสัตว์อสูรนี้ ไม่งั้นไม่มีทางเลยที่จะรับมือได้

“เห็นด้วย”

เฟ่ยฉี๋พยักหน้า

สัตว์อสูรยักษ์ตัวนี้ พิษก็คงไม่ส่งผลกับมัน และต้องใช้พิษจำนวนมาก เพราะภูมิต้านทานของสัตว์อสูรเองก็คงจะสูง และมีพลังชีวิตที่เหลือล้น

“เห็นด้วยเหมือนกัน”

ฉือชูนั้นไม่อยากสู้กับตัวแบบนี้

“แล้วใครจะเป็นคนไปเจรจา”

หลี่เอ่อกู๋ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ลึกซึ้ง

“ก็ท่านไง”

ฉือชูพูดขึ้นโดยไม่คิดแม้แต่น้อย

“ฉันงั้นหรอ?”

หลี่เอ๋อกู่ตกใจ

เขาหันหน้าไปทางเฟ่ยฉี๋ และสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบเท่านั้น

“ก็ได้ ฉันไปเอง”

มุมปากของหลี่เอ๋อกู่กระตุกเล็กน้อย และคิดด่าสองคนนี้ในใจว่าพวกจิ้งจอก รวมหัวกันกลั่นแกล้งเขาที่อายุน้อยที่สุด