ตกกลางคืน
ที่ใต้ดินของเมืองเซิงหยางในอุโมงค์ลับที่ทอดยาว
หนี่จี๋ชากับคนกลุ่มหนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างระมัดระวัง
ในกลุ่มนี้มีทั้งผู้ชายผู้หญิงรวมไปถึงเด็กๆ ด้วย ทุกคนล้วนถูกกัดกินโดยโรคผีมายา
รวมกับหนี่จี๋ชาด้วยจะมีทั้งหมด 25 คน
ทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่คิดต่อต้านเมืองเซิงหยาง และพรรคพวกของหนี่จี๋ชา ทุกคนพร้อมที่จะออกจากเมืองเซิงหยางไปเข้าร่วมกับมู่เหลียง
“เร่งความเร็วอีกหน่อย”
หนี่จี๋ชาพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความวิตก
สายลมพัดผ่านผมของเธอยิ่งเผยให้เห็นใบหน้าอันทรงเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ
“พี่หนี่จี๋ชา เจ้าเมืองเต่าทมิฬจะต้อนรับพวกเราจริงๆ งั้นหรอ?”
มีเสียงที่แผ่วเบาถามขึ้น
เป็นเสียงของเด็กน้อยที่ดูเด็กที่สุดในกลุ่ม
“แน่นอน เขาสัญญากับฉันแล้ว”
หนี่จี๋ชาตอบอย่างมั่นใจ
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่มั่นใจก็ตาม แต่เพื่อที่จะให้กำลังใจกลุ่มของเธอ เธอต้องไม่ทำให้เกิดความสับสนหรือตัดทอนกำลังใจพวกเขาเด็ดขาด
“ดีจัง ฉันได้ยินมาว่าเมืองเต่าทมิฬสะอาดมาก และไม่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวด้วย”
สีหน้าอันไร้เดียงสาของเด็กน้อยพูดขึ้น
เด็กน้อยคนนี้เด็กที่สุดในกลุ่มมีอายุเพียง 14 ปี มีรอยของโรคผีมายาตั้งแต่คอลามขึ้นมาถึงใบหน้า
มีคนที่ดูโตกว่าอีกคนถามขึ้น
“ได้ยินมาว่าถนนการค้าในเมืองเต่าทมิฬนั้นมีแต่ของอร่อยขายจริงไหม?”
“ใช่นั้นคือเรื่องจริง”
หนี่จี๋ชาลดเสียงลงและพูดต่อ
“ฉันเคยไปเดินอยู่ครั้งหนึ่งที่นั่นอาหารอร่อยมาก”
และพูดต่อท้ายว่า
“เธอจะต้องชอบที่นั่นอย่างแน่นอน”
“ว้าว ฉันอยากไปให้ถึงเมืองเต่าทมิฬเร็วๆ จังเลย”
คนอื่นเริ่มดูผ่อนคลายมากขึ้น
“มีอีกคำถาม ที่อยากถามพี่หนี่จี๋ชาอีก”
เด็กน้อยคนเดิมถาม
“ว่ามาสิ”
หนี่จี๋ชาพูดอย่างสบายๆ
“เราทุกคนล้วนติดเชื้อผีมายา แล้วพวกเราจะไม่ถูกขับไล่ออกจากเมืองงั้นหรอเมื่อไปถึง”
เสียงของเด็กน้อยแม้จะแผ่วเบา แต่คำถามนี้ดังกึกก้องไปทั่วอุโมงค์
หัวใจของทุกคนที่เคยเต้นเร็วด้วยความตื่นเต้น กลับนิ่งสงบลงทันที
ใบหน้าที่เคยร้อนฉาวไปด้วยเลือดที่สูบฉีดด้วยความดีใจก็เย็นลงราวกับคนละเรื่องกับเมื่อครู่
“ใช่ พวกเราจะถูกรังเกียจรึป่าว”
ทุกคนในกลุ่มล้วนประสบปัญหานี้กันทั้งนั้น
หนี่จี๋ชาเงียบไปก่อนที่เธอจะเสยผมไปทัดหลังหูของเธอ
พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างทรงเสน่ห์
“รู้ไหมว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬพูดว่ายังไง เขาบอกว่าเส้นรอยแดงบนหน้าของพวกเราดูสวย”
“ห่ะ จริงงั้นหรอ!”
เกิดเสียงพูดดังขึ้น และอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
“เขาไม่คิดว่าสิ่งที่อยู่บนร่างกายและใบหน้าของพวกเราน่ารังเกียจ แต่กลับบอกว่ามันดูดีมากกว่า”
หนี่จี๋ชาจำตอนที่คุยกับมู่เหลียงในห้องนั้นได้ และพูดอย่างแผ่วเบา
“มันคือคำพูดของเขาจริงๆ”
“จริงหรอเนี้ย”
แววตาสีน้ำตาลของเด็กน้อยที่ชื่ออามันเบิกกว้าง ก่อนที่จะดูขุ่นมัวจากน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา
“สวย….”
เด็กสาวยกมือขึ้นลูบไปตามรอยแดงบนใบหน้า
หัวใจของเธอสั่นสะท้าน นี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคำพูดเช่นนี้จากคนที่รู้จักโรคผีมายา
“มันคือความจริง เจ้าเมืองเต่าทมิฬไม่รังเกียจพวกเรา”
“ตราบใจที่เขาไม่รังเกียจพวกเรา พวกเราก็พร้อมที่จะช่วยเขา”
“ใช่ หากที่นั่นช่วยทำให้พวกเราไม่ต้องกลายเป็นปีศาจน่ารังเกียจนั้น ฉันก็ไม่กลัวสิ่งใดอีกแล้ว”
บางคนในกลุ่มเริ่มมีท่าทางและคำพูดที่เปลี่ยนไป หลังจากได้ยินคำพูดก่อนหน้านี้
หากว่ามู่เหลียงได้ยินเข้า เขาจะยินดีรึป่าวนะ?
“พวกเราจะไม่กลายเป็นพวกผีมายา!!! หนี่จี๋ชาบอกแล้วว่าที่นั้นมีดอกปีกนางฟ้า มันรักษาเราได้ แต่จริงงั้นหรอ?”
“ใช่ เริ่มอดทนรอไม่ไหวแล้วสิ”
“เอาล่ะงั้นเร่งฝีเท้ากันหน่อย เพื่อผ่านคืนนี้ไปสู่ความฝันของพวกเรา”
หนี่จี๋ชาเอามือทัดผมอีกครั้ง
ตอนนี้เธอดูนิ่งสงบมากขึ้น แม้การวางตัวแบบนี้จะลดเสน่ห์ในตัวเธอลงเล็กน้อย แต่มันกลับเพิ่มภาพลักษณ์ของผู้นำมากขึ้น
“เข้าใจแล้ว”
ทุกคนขานรับ และรีบเดินให้เร็วขึ้นอย่างระมัดระวัง
เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งกองไฟ ก็มีสายลมแรงๆ พัดปะทะกลุ่มนี้มากขึ้น
“เราน่าจะเกือบถึงทางออกแล้ว”
หนี่จี๋ชาพูดอย่างมีความสุข
“ดีเลย!! ในที่สุดเราจะได้ไปจากที่นี่แล้ว”
อามันพูดอย่างตื่นเต้น
หลังจากนั้นไม่นานทั้งหมดก็มาถึงทางออกจากอุโมงค์
“ออกมาได้สักที”
หนี่จี๋ชาพาทุกคนออกมาจากอุโมงค์ ที่มีอากาศหายใจมากขึ้น จนรู้สึกหายใจเต็มปอด
“ดึกดื่นปานี้ พวกแกจะไปไหน”
ทันใดนั้นก็มีเสียงที่แหบและแห้งดังขึ้น
“หัวหน้า!”
สีหน้าของหนี่จี๋ชาและคนในกลุ่มเปลี่ยนไปทันที เสียงนี้เป็นเสียงที่ทุกคนคุ้นเคยและหวาดกลัว
ภายใต้ค่ำคืน มีร่างสีขาวปรากฏออกมาขวางทางทุกคน
ร่างที่ถูกห่อไปด้วยผ้าพันแผลที่เหมือนกับศพ เฟ่ยฉี๋หนึ่งในสามแม่ทัพแห่งเมืองเซิงหยางได้ปรากฏตัวขึ้น
“ฉัน…ฉัน”
สีหน้าของอามันดูซีดขาวลงทันที
เธอรีบเข้าไปหลบอยู่หลังหนี่จี๋ชาและไม่กล้าที่จะส่งเสียงอีกต่อไป
“หัวหน้า ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
สีหน้าของหนี่จี๋ชาดูบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด
“ถ้าฉันไม่ได้ยินข่าวลือมาก่อนหน้านี้ ฉันคงปล่อยให้พวกแกหนีไป”
เฟ่ยฉี๋พูดอย่างเฉยชา
หนี่จี๋ชาถึงกับสีหน้ามืดครึ้มลง ใครกันที่ทำเรื่องนี้รั่วไหล
“หนี่จี๋ชาไม่คิดจะอธิบายเรื่องนี้หน่อยเลยงั้นหรอ?”
เฟ่ยฉี๋ถามด้วยน้ำเสียงที่ดูแหบแห้ง
คำพูดของเขาดูไร้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึกใดๆ มันยิ่งทำให้ทุกคนหวาดกลัวมากขึ้น
และไม่กล้าที่จะขัดขืน
“แกก็รู้คำตอบอยู่แก่ใจแล้ว ทำไมฉันจะต้องพูดมันออกมาอีก?”
ก่อนที่เฟ่ยฉี๋จะกวาดสายตามองไปยังทุกคนในกลุ่ม และหัวเราะออกมาอย่างน่ากลัว
“พวกแกคิดจะกบฏงั้นหรอ”
“เรา…เราไม่ได้อยากเป็นพวกกบฏ แค่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อ”
อามันพูดขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ใช่ พวกเราอยากมีชีวิตอยู่ แบบที่ไม่ต้องกลายเป็นปีศาจ”
ตอนนี้พวกเขาถูกจับได้แล้ว และไม่มีทางให้หันหลังกลับอีก เพราะเส้นทางกบฏมีแต่ความตายที่ปลายทาง
“ฉันเปลี่ยนให้พวกแกกลายเป็นศพมายาได้”
เฟ่ยฉี๋พูดขึ้นและถามต่ออย่างไม่แยแส
“ด้วยวิธีการนี้ จะไม่มีใครเจ็บป่วยอีก ไม่มีความกลัว และไม่ต้องเผชิญหน้ากับความหิวโหยและหนาวเหน็บอีกต่อไป”
“ทำไมไม่พูดถึงข้อเสียของมันล่ะ!!!”
หนี่จี๋ชาตะโกนออกมาด้วยความเกลียดชัง
“หากไม่ได้เป็นมนุษย์อีกแล้ว อะไรล่ะคือความต่างระหว่างศพมายากับผีมายา”
หนี่จี๋ชานั้นโกรธอย่างมาก เส้นเลือดตามลำคอของเธอปูดโปนขึ้นมา และแววตาก็ฉายออกถึงความดุร้าย
“เพื่อเมืองเซิงหยางแล้ว ฉันเองก็ยอมทำทุกอย่าง”
เฟ่ยฉี๋ตอบอย่างไม่แยแส
“เพราะงั้นแกถึงฆ่าพ่อแม่ของพวกเราสินะ”
หนี่จี๋ชาคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด
ความโกรธแค้นที่เธอมีอยู่ภายในใจนั้นอัดแน่น และเค้นออกมาเป็นเสียง ใบหน้าของเธอแสดงออกถึงความกระหายเลือดอย่างชัดเจน
“โอ้ว…รู้ด้วยงั้นหรอ?”
เฟ่ยฉี๋ยังคงนิ่งเฉย ราวกับว่าสิ่งที่หนี่จี๋ชาพูดเป็นเรื่องปกติไม่มีความหมายอะไรเลย
สำหรับเขาแล้ว กบฏต้องตายเท่านั้น
“แก!!! แกนั้นเอง!!”
หนี่จี๋ชาคิ้วกระตุก
เธอไม่สามารถทนได้อีกต่อไป และยกขาอันเรียวยาวของเธอ ตวัดใส่เฟ่ยฉี๋เหมือนกับแส้
เฟ่ยฉี๋เพียงยกมือขึ้นมารับเท้าของหนี่จี๋ชาอย่างสบายๆ
“โอ้ย!”
หนี่จี๋ชาร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
ข้อเท้าของเธอถูกพิษเน่าเปื่อยเข้า ทำให้รู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกไฟเผาตลอดเวลา
หนี่จี๋ชาพยายามที่่จะดึงเท้ากลับมา เธอพลิกตัวหมุนเพื่อสลัดตัวให้หลุด แต่ก็ถูกจับโยนลงกับพื้นข้างตัวเฟ่ยฉี๋
สีหน้าของความสิ้นหวังปรากฏอยู่บนใบหน้าของหนี่จี๋ชา
“บ้าเอ๊ย!!....ทำไมถึงได้ต่างกันขนาดนี้”
เมืองเต่าทมิฬอยู่อีกไม่ไกลแท้ๆ แต่ระยะทางเพียงเท่านี้เธอไม่สามารถข้ามไปได้
“พวกแกเลือกที่จะเป็นกบฏ เพราะงั้นพวกแกก็ต้องตายทั้งหมด”
น้ำเสียงของเฟ่ยฉี๋ไร้ซึ่งความรู้สึก
เศษผ้าตามตัวของเขาเริ่มม้วนออก เผยให้เห็นผิวหนังที่เน่าเปื่อย และส่งกลิ่นเหม็นที่ทำให้คนสิ้นสติได้ทันทีเมื่อได้กลิ่น
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนดูสิ้นหวังอย่างมาก
ด้วยพลังของผู้ตื่นขั้น 7 อย่างเฟ่ยฉี๋เพียงสูดดมพิษเข้าไปเล็กน้อยก็ทำให้ถึงกับอ่อนกำลังลงได้
“ถ้าขืนเราสู้กับมัน เราจะตายอย่างไม่ต้องสงสัย”
แต่มีชายหนุ่มในกลุ่มตะโกนขึ้นมา
“ต่อให้ต้องตายฉันก็จะฉีกกระชากเนื้อของมันออกมา”
เส้นลายแดงตามใบหน้าของเด็กหนุ่มเรืองแสงขึ้น เขากำลังจะใช้พลังของโรคผีมายา
“ใช่พวกเราจะสู้ตายไปด้วยกัน”
แล้วลวดลายเส้นแดงก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคน
พวกเขาทั้งหมดพร้อมแล้วที่จะสู้ตาย ดังนั้นพวกเขาไม่จำเป็นต้องออมพลังอะไรอีก และรีดเร้นพลังทุกอย่างออกมา
“ก็แค่แสงของแมลงตัวน้อย”
เฟ่ยฉี๋หัวเราะเยาะ
กระแสพลังที่น่ากลัวแผ่ขยายออกมาจากร่างของเขา ก่อนที่จะปกคลุมไปทั่วอากาศ
“อ้าากกก”
เสียงกรีดร้องของผู้ที่อ่อนแอดังขึ้น
พลังขั้น 2 และ 3 ไม่สามารถทนต่อกระแสพลังของเฟ่ยฉี๋ได้
“แบบนี้ เราจะทำอะไรได้อีก”
หนี่จี๋ชาหมดหวังไปแล้ว
ทุกคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฟ่ยฉี๋ หรือแม้แต่จะต้านทานได้เลย
ทุกคนจะต้องมาตายแบบนี้จริงๆ งั้นหรอ
หนี่จี๋ชาได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างอดสู เธอไม่สามารถแก้แค้นได้อีกแล้ว เพราะงั้นเธอขอเลือกที่จะตายดีกว่า
“ฮ่าๆๆ บอกคนอื่นเป็นแมลงตัวน้อย แกเป็นพระจันทร์ที่งดงามรึไง?
ตอนนั้นเองก็มีเสียงที่ดูชอบใจพูดขึ้นอยู่เหนือหัวของทุกคน
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved