ตอนที่ 235

เมืองเต่าทมิฬ

บนถนนหลักของเมืองที่เคยดูร้างผู้คนเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“หัวหน้าเมืองเต่าทมิฬหยุดแล้ว”

ตาซื่อพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา

ตาซื่อและหวาเอ่อกังนั้นเพิ่งกลับมาจากป้อมเว่ยฉาย และนำกรงที่เต็มไปด้วยแมลงเต่าทองแสงมากมายติดตัวมาด้วย

แมลงเต่าทองทั้งหมดถูกซื้อมาด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มีของพวกเขา และเหลือผลึกสัตว์อสูรเล็กน้อยไว้สำหรับเดินทางด้วยนก

“กลับไปห้องของเราก่อน หลังจากเก็บของแล้ว ค่อยไปเมืองปักษา”

หวาเอ่อกังดูกรงที่ใส่แมลงเต่าทองอย่างระมัดระวัง และเดินอย่างรวดเร็วไปยังหอสามดวงดาว

ตาซื่อเดินตามาอย่างรวดเร็ว

เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า และพูดขึ้น

“หัวหน้า…คิดว่าที่กำแพงผลึกแก้วนี้เกิดขึ้นมาอย่างกระทันหันนั้นจะเกี่ยวข้องกับอสูรไป่หลิวรึป่าว”

ทั้งคู่อยู่ในห้องพักของหอสามดวงดาวมาหลายวัน และไม่เคยเห็นกำแพงผลึกแก้วนี้มาก่อนเลย

มันเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาเอาอสูรไป่หลิวไปแลกกับแมลงเต่าทอง หลังจากนั้นไม่นานกำแพงแก้วก็เกิดขึ้น เรื่องนี้มันช่างบังเอิญเกินไป

“อืม..”

หวาเอ่อกังเพียงนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร

ห้านาทีต่อมา ทั้งสองก็กลับไปถึงหอสามดวงดาว

แม่มดพันหน้าเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงที่ดังขึ้นภายในโถงต้อนรับ

“ตอนนี้พวกเราถึงเมืองปักษาแล้ว ลูกค้ายังต้องการค้างคืนต่อหรือไม่”

“ไม่ พวกเราจะขึ้นไปเก็บของแล้วคืนห้องเลย”

หวาเอ่อกังพูดพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย

ราคาที่พักมันแพงเกินไปสำหรับเขา ต่อให้ครั้งหน้ามาเมืองเต่าทมิฬอีกพวกเขาก็ไม่ขอเลือกที่จะพักในหอสามดวงดาว

“ได้เลยค่ะ”

แม่มดพันหน้าตอบอย่างสุภาพ

ก่อนที่เธอจะแอบถอนหายใจ เมื่อคิดว่าวันนี้เธอจะได้รับแต้มสะสมน้อยลง

“ไปเถอะอย่าเสียเวลาเลย”

ตาซื่อพูดขึ้นเบาๆ และเดินขึ้นไปชั้นบน

หวาเอ่อกังหยักไหล่ และรีบเดินตามขึ้นไปติดๆ เพื่อเก็บของและสัมภาระทั้งหมด

ภายในกระเป๋าของเขาทั้งหนังและกระดูกสัตว์อสูรถูกแลกเปลี่ยนไปจนหมด เหลือเพียงเนื้อตากแห้งเท่านั้น และสิ่งของอื่นๆ ที่ไม่ได้น่าสนใจ

“ไปกันเถอะ”

หวาเอ่อกังยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นบนไหล่ และเดินออกจากห้อง

เขากำลังกังวลว่าหากแมลงเต่าทองขายไม่ได้ ต่อจากนี้ชีวิตของเขาจะเป็นเช่นไร

ตาซื่อมองไปรอบๆ ห้องก่อนที่จะออกไป

ความจริงแล้วเขานั้นไม่อยากจะไปจากห้องแห่งนี้เลย เพราะมันสะดวกสบายมากๆ และไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำอีกด้วย

“เร็วเข้า….ไว้เรามีผลึกสัตว์อสูรมากพอ เราค่อยมาตั้งรกรากที่นี่ก็ได้”

หวาเอ่อกังพูดขึ้นอย่างสุขุม

ตาซื่อมองหวาเอ่อกังด้วยสีหน้าตกใจ

“ตั้งรกรากที่นี่งั้นหรอ”

“ใช่สิ ชีวิตที่นี่ดีจะตาย”

หวาเอ่อกังหัวเราะเบาๆ

ขณะที่เขากำลังจะเดินไป ก็พูดขึ้น

“อยากเป็นพ่อค้าเร่ไปตลอดชีวิตงั้นหรอ?”

“ไม่ล่ะ”

ตาซื่อส่ายหัว

เขาอยากมีภรรยาและลูกน้อย พร้อมกับมีชีวิตสงบสุขโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำอีก

“งั้นก็รีบไปเมืองหมื่นอสูรเพื่อทำเงินก้อนมหาศาลกันเถอะ หลังจากนั้นเราค่อยมาเปิดร้านขายของที่นี่”

หวาเอ่อกังได้วางแผนทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว

แววตาของตาซื่อเป็นประกายและถามด้วยความสงสัย

“มันดูดีไปหมดเลย แต่พวกเราจะเปิดร้านขายอะไรดีล่ะ?”

“เรื่องนั้น….ฉันก็ยังไม่ได้คิดเลย”

หวาเอ่อกังพูดอย่างเขินอายเล็กน้อย

“......”

ตาซื่อได้แต่ประหลาดใจและส่ายหัวเล็กน้อย

ทั้งสองกลับมาที่เคาเตอร์ต้อนรับ

“ขอคืนห้อง”

หวาเอ่อกังพูดกับแม่มดพันหน้าพร้อมกับยื่นกุญแจคืนให้

“ค่ะ ไว้โอกาศหน้ากลับมาพักผ่อนที่หอสามดวงดาวอีกนะคะ”

แม่มดพันหน้ารับกุญแจมาพร้อมกับโบกมือและยิ้มให้

กลับมาอีกครั้ง?

ทั้งหวาเอ่อกังและตาซื่อมองหน้ากัน ก่อนที่จะเดินออกไปอย่างเงียบๆ

สิบนาทีต่อมา ทั้งสองก็เดินลงมาถึงป้อมเฉือนคง และไปยังป้อมเทียนเหมินอย่างราบรื่น

“ไปเมืองปักษากันเถอะ”

หวาเอ่อกังเงยหน้าขึ้น มองไปยังขุนเขาปักษาที่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร เขาไม่ได้มาที่นี่กว่าครึ่งปีได้แล้ว

…..

ที่เมืองเต่าทมิฬ ในตำหนักเจ้าเมือง

มิอากับซิไป่ฉีกำลังเก็บข้าวของกันอยู่

“พี่…ไม่อยากอยู่ต่ออีกสองสามวันหรอ”

มินโฮเดินเข้ามาจับมือของพี่สาว และมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

ซิไป่ฉีเม้มริมฝีปากด้วยความอดกลั้น เพราะเธอเองก็อยากอยู่ที่นี่ต่อเหมือนกัน

เธอมักจะแอบไปมองมู่เหลียงเป็นระยะๆ อย่างเงียบๆ เธออยากได้เลือดของมู่เหลียงอีก แต่ตอนนี้เธอยังย่อยเลือดของมู่เหลียงไม่หมดเลยด้วยซ้ำ

“ไม่มีเวลาแล้ว พี่ต้องรีบไปทำภารกิจของพี่ให้เรียบร้อยก่อน”

มิอาพูดอย่างแผ่วเบา

“เข้าใจแล้ว”

มินโฮก้มหน้าลงพร้อมกับหูกระต่ายที่ตกลง แสดงออกว่าเธอกำลังเศร้าอยู่

“การจากลามีไว้ให้เกิดการพบเจออีกครั้ง”

มู่เหลียงเข้ามาพร้อมกับลูบหัวของมินโฮ

“การจากลา…มีไว้ให้เกิดการพบเจออีกครั้ง”

มินโฮพูดตามมู่เหลียงและคิดตาม

“ใช่จริงอย่างที่พูด”

แววตาของซิไป่ฉีเป็นประกาย พร้อมกับยิ้มแยกเขี้ยวเล็กๆ ของเธอ

มิอายื่นมือออกไปเพื่อกอดน้องสาวของเธอ และพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักใจ

“รอพี่อยู่ที่นี่นะ”

“ได้ เพราะงั้นพี่เองก็ต้องระวังตัวมากๆ นะ”

มินโฮใช้หูไปแตะที่แก้มของมิอาเบาๆ

“พี่สัญญา”

มิอาพยักหน้า

-“เตรียมทุกพร้อมแล้วใช่ไหม”

มู่เหลียงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“ทุกอย่างพร้อมแล้ว”

มิอาไม่กล้าที่จะตบตากับมู่เหลียงตรงๆ

เธอรู้สึกอายทุกครั้งเมื่อมองไปยังไปกระเป๋าหนังที่เต็มไปด้วยต้นอ่อนและเมล็ดพืช ที่มู่เหลียงให้ติดไว้ก่อน

มู่เหลียงเหลือบมอง และดีดไปที่หน้าผากของมินโฮเบาๆ

“ไม่คิดจะหาอะไรให้พี่สาวกินหน่อยหรอ”

“อะ อ่อ ฉันลืมไป”

มินโฮหน้าแดงขึ้นมาทันที

เพราะสัมภาระของมิอานั้นมีแต่ต้นอ่อนกับเมล็ดพืชเท่านั้น

“ไปเอามะเขือเทศตากแห้งมา”

มู่เหลียงดึงหูของมินโฮเบาๆ

“อือ”

มินโฮรีบก้มหน้ากลับไปยังห้องครัวทันที

“คือไม่ต้องก็ได้”

มิอาเม้มริมฝีปากและพูดออกมาอย่างเกรงใจ

“ไม่หรอก สิ่งนี้จะทำให้มินโฮสบายใจขึ้น”

มู่เหลียงตอบเบาๆ

หลังจากนั้นไม่นาน มินโฮก็กลับมาพร้อมถังไม้ในมือ

ข้างในนั้นเต็มไปด้วยมะเขือเทศ มันเทศ กะหล่ำปลี รวมไปถึงเนื้อตากแห้งอีกด้วย

“พี่ ทั้งหมดนี้สำหรับพี่”

มินโฮวางถังไม้ต่อหน้ามิอา

และจัดแจงของให้พี่สาวของเธอ

“มันเทศพวกนี้ต้องเก็บเอาไว้ที่แห้ง แล้วก็มันตากแห้งก็ต้องเก็บไว้ดีๆ จะได้กินนานๆ”

มินโฮยังเอาหม้อถ้วยดินเผาเล็กๆ ที่มีเครื่องเทศส่งให้พี่สาวกับมืออีกด้วย

“พี่เข้าใจแล้ว”

มิอาเปิดพื้นที่เก็บของจากเงา และเก็บทุกอย่างเข้าไป

มู่เหลียงถามขึ้นอีกครั้ง

“แล้วได้เอาใบชาประกายแสงให้ไปด้วยแล้วรึยัง”

“ไม่เป็นไรงั้นหรอ”

มินโฮถามด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้างและรู้สึกดีใจ

“แน่นอน”

มู่เหลียงยิ้มให้และพยักหน้าเบาๆ

“นั้นพี่สาวมินโฮ ไม่ใช่คนอื่นคนไกล”

“มู่เหลียงใจดีที่สุด”

มินโฮเข้าไปกอดมู่เหลียงทันที

“ฮะๆ”

มู่เหลียงยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างมีความสุข

มิอาได้แต่อ้าปากค้างเล็กน้อย เขายอมให้ใบชาล้ำค่ากับเธอด้วยงั้นหรอ?

เธอยังจำได้ว่าราคาใบชาที่มู่เหลียงขายนั้นแพงขนาดไหน แต่เขากลับมอบให้เธอราวกับของทั่วไป

“เรารับไว้ไม่ได้จริงๆ”

มิอาพูดอย่างหนักใจ พร้อมกับจิตใจที่สั่นไหว

ซิไป่ฉีได้แต่ขบเขี้ยวน้อยๆ ของเธอ และถูมือไปมาเป็นจังหวะ แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา

“มู่เหลียง….”

มินโฮทำหน้าเศร้า พร้อมกับหูที่ตกลง ราวกับว่าเธอรู้สึกแย่เหมือนกัน

มู่เหลียงเพียงดีดหน้าผากมินโฮเบาๆ

และพูดอย่างมีชั้นเชิง

“ราคาของชาประกายแสงนั้นจะตัดออกจากเงินเดือนของเธอเดือนนี้ ถือว่าน้องสาวซื้อให้พี่สาวไม่เป็นไรหรอก”

“ใช่ๆ อย่างงี้นี้เอง”

มินโฮสีหน้าดูดีขึ้น และพูดอย่างเข้าใจ

“ถ้างั้นพี่ก็ไม่ต้องเกรงใจแล้ว”

“รับไปเถอะ”

มู่เหลียงหัวเราะอย่างอดไม่ได้

เขารู้สึกขอบคุณมิอาอยู่เล็กน้อยในใจ

เพราะหากว่ามิอาเด็ดขาดกว่านี้ มินโฮอาจจะต้องไปจากเขา และเขาเองก็คงเสียใจเหมือนกัน

……

“.....”

มุมปากของมิอากระตุก

ตอนนี้น้องสาวของเธอเชื่อฟังผู้ชายคนนี้แค่ไหนกัน?

หลังจากนั้นไม่นาน

มินโฮก็กลับมาพร้อมกับขวดโหลที่ใส่ใบชาไว้ครึ่งกิโลกรัม

“พี่สาว เอานี้ไปด้วย”

มินโฮยื่นโหลชาให้

สีหน้าของมิอาดูซับซ้อนเล็กน้อย และดูลำบากใจ

“พี่?”

มินโฮพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงสัย

“อือ”

มิอาไม่มีทางเลือกนอกจากรับมา และสัญญากับตัวเองว่าจะจ่ายคืนให้ภายหลัง

เธอเอาโหลชาใส่เข้าไปในพื้นที่เงาของเธอ และกอดน้องสาวอีกครั้ง

มิอามองไปที่มู่เหลียงและพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท่านมู่เหลียง โปรดดูแลน้องสาวฉันด้วย”

“ไม่ต้องห่วง เธอจะปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นี่กับฉัน”

มู่เหลียงเองก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ขอบคุณ”

มิอาพยักหน้า ก่อนที่จะยกของและสัมภาระอื่นขึ้นมา

“ท่านมู่เหลียง ขอตัวก่อน”

ซิไป่ฉีโบกมือลาอย่างไม่เต็มใจเท่าไร

และเธอก็ดูกังวลใจที่จะก้าวเดินทุกครั้ง

“ครั้งหน้า…..ที่เจอกันฉันจะให้เลือดเธออีกหยด”

มู่เหลียงพูดไล่หลังซิไป่ฉีมาเบาๆ พร้อมกับหัวเราะ

เขายังมีความคิดที่จะดึงตัวซิไป่ฉีให้มาอยู่กับเขาอยู่ และครั้งนี้เขาก็ลองที่จะซื้อใจเธออีก

“จริงงั้นหรอ?!”

ซิไป่ฉีหันมาพร้อมกับแววตาที่เป็นประกาย

“แน่นอนฉันไม่โกหกอยู่แล้ว”

มู่เหลียงยักไหล่เล็กน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดแบบนี้

ซิไป่ฉีถึงกับพูดออกมาด้วยความดีใจ

“ดีเลย ฉันจะรีบกลับมา”

“ได้เลย”

มู่เหลียงยิ้มอย่างออกหน้าออกตา เพราะสนใจในตัวของหญิงสาวคนนี้

ตาของมินโฮเริ่มจะแดงขึ้นมาเล็กน้อย และพูดกับออกมา

“พี่ เดินทางดีๆ รักษาตัวด้วยนะ”

ซิไป่ฉีกางปีกออก ก่อนที่นัยน์ตาของเธอจะเปลี่ยนเป็นสีแดงโลหิต

มิอาหันกลับไปโบกมือลาให้กับทุกคนอีกครั้ง ก่อนที่ซิไป่ฉีจะเข้ามากอดเธอและบินขึ้นไปบนท้องฟ้า

“รีบกลับมานะ!!”

มินโฮตะโกนไล่ตามหลังไป

ที่บนท้องฟ้ามิอาเพียงโบกมือให้อย่างเงียบๆ เท่านั้น

ซิไป่ฉีกระพือปีกของเธอ และผ่านรูกลมตรงกลางโดม ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองปักษา

“อย่าเศร้าไปเลย”

-มู่เหลียงใช้มือโอบไหล่ของมินโฮเอาไว้

มินโฮพยักหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา

“ฉันเข้าใจดี การจากลามีไว้ให้เกิดการพบเจออีกครั้ง”