ตอนที่ 237

ตกดึก สายลมที่บนภูเขาปักษาก็ยังรุนแรงเช่นเดิม

ในห้องกินเลี้ยงของตำหนักเจ้าเมืองปักษา ไม้กำลังลุกไหม้อยู่ใต้หม้อเหล็ก ทำให้แสงไฟในห้องนั้นดูริบหรี่มาก และแทบไม่เหมือนห้องกินเลี้ยง

ครอบตระกูลเจ้าเมืองปักษากำลังล้อมวงกินข้าวกันอยู่บนโต๊ะยาวทรงไข่ โดยมีเนื้อตากแห้ง และอาหารจานผักรสชาติชืดๆ เล็กๆ วางอยู่

พรึ้บ!

ประกายไฟกระเด็นไปทางชาหลัว

เธอใช้ปีกปัดประกายไฟออกไป

ที่บนโต๊ะ ชาเค่อฟูกระแอมเบาๆ เคราสีเทาของเขาสะเทือนเล็กน้อย และมองดูเนื้อตากแห้งบนโต๊ะ และรู้สึกไม่อยากกินอาหารตรงหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว

“พี่ใหญ่ ใครเป็นคนทำอาหารจานผักวันนี้”

ชาหลัวย่นจมูกด้วยความรู้สึกรังเกียจเล็กน้อย

เพราะเธอเคยกินอาหารจานผักที่อร่อยกว่านี้ และอาหารจานนี้กลับไม่อร่อยเลย

เธอทำแก้มพองขึ้นมา ก่อนที่จะตักผักเข้าปากไป ถึงจะไม่อร่อยแค่ไหนก็ตาม เธอก็ไม่สามารถกินทิ้งกินขว้างได้

“ไม่อร่อยงั้นหรอ?”

ชาหน่าถามพร้อมกับมองไปทางน้องสาว

ชาหลัวเม้มปาก และพูดอย่างเย็นชา

“แค่รู้สึกว่ารสชาติมันไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน”

ตั้งแต่เธอได้กินหมี่เปรี้ยวเผ็ดไป รสชาติของมันยังคงติดอยู่ที่ลิ้นของเธออยู่เลยด้วยซ้ำ

“อยากไปกินข้าวที่เมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ”

ชาหน่ามองออกว่าน้องสาวของเขาต้องการอะไร

“หมี่เปรี้ยวเผ็ด ยังมีอยู่อีกไหม?”

อยู่ๆ ชาเค่อฟูก็ถามขึ้น

เขาได้ลองกินหมี่เปรี้ยวเผ็ดตามคำแนะนำของลูกสาว ซึ่งมันเป็นอาหารที่เลิศรสที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมาเลยในชีวิต

“.....”

นัยน์ตาของชาเลาถึงกับสั่นไหว และหันควับไปมองพ่อของเขาทันที

ตอนนี้พ่อของเขาหลงไหลหมี่เปรี้ยวเผ็ดไปแล้วงั้นหรอ?

“หมดแล้ว หนูซื้อมาแค่สองชุดเท่านั้น”

ชาหลัวพูดพร้อมกับส่ายหัวไปมา แต่แล้วแววตาของเธอฉายออกถึงรอยยิ้ม

ชาหน่าเลยถามขึ้นทันที

“ท่านพ่อเองก็ชอบหมี่เปรี้ยวเผ็ดเหมือนกันงั้นหรอ?”

“ก็คงปฏิเสธได้ยาก รสชาติของมันดีมาก”

ชาเค่อฟูพูดด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ

“ฮิๆๆ งั้นพรุ่งนี้หนูจะไปซื้อมาอีก”

ชาหลัวพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก

“ได้”

ชาเค่อฟูตอบพร้อมกับพยักหน้า

“ถ้าอย่างนั้น ท่านพ่อขอผลึกสัตว์อสูรหน่อย”

ชาหลัวเข้าไปใกล้ๆ พ่อของเธอและแบมือออกมา

ชาเค่อฟูยิ้มก่อนที่จะถามขึ้น

“อยากได้เท่าไหร่”

เขารู้สึกมีความสุขมากที่ครั้งก่อนลูกสาวของเขาไปเมืองเต่าทมิฬ และซื้อต้นอ่อนกับเมล็ดพืชกลับมาให้เขาจำนวนหนึ่ง

“เอามากเท่าที่ท่านพ่อจะให้ได้”

ชาหลัวยิ้มอย่างร่าเริง

ชาเค่อฟูเองก็ยิ้มอย่างเอ็นดูและถามต่อ

“ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด 500 ก้อนพอไหม?”

“แน่นอนว่าพอค่ะ”

ชาหลัวพยักหน้างึกๆ อย่างรวดเร็ว

เธอคิดคำนวณภายในใจทันทีว่าจะใช้ผลึกสัตว์อสูรทั้ง 500 ก้อนยังไง

“ท่านพ่อ ท่านคิดเช่นไรเกี่ยวกับกำแพงผลึกในเมืองเต่าทมิฬ”

อยู่ๆ ชาหน่าก็ถามขึ้น

“สิ่งนั้นดีมาก”

ชาเค่อฟูเลิกคิ้วและตอบ

แม้ว่าเขาจะไม่เคยไปเมืองเต่าทมิฬมาก่อน แต่เขาก็เห็นประโยชน์ของกำแพงผลึกแก้ว เพราะมันกันลมกับฝุ่นทรายได้ดีมาก

ชาหน่าวางส้อมกับมีดลง และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ท่านพ่อ ลูกคิดว่าเมืองปักษาเองก็มีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข”

“ลูกจะบอกว่าเมืองปักษาควรมีกำแพงกันลมสินะ”

ชาเค่อฟูพูดขึ้นและคิดตาม

“ท่านพ่อ…ท่านพ่อว่าความคิดนี้เป็นเช่นไร”

ชาหลัวกระพือปีกเบาๆ ให้เห็นว่ามีทรายแทรกอยู่ตามขนปีกของเธอ

เธอต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงทำความสะอาดปีกของเธอทุกวัน และเธอก็ชอบให้มันสะอาดอยู่เสมอ

“เป็นความคิดที่ดี แต่เป็นเรื่องยากที่จะทำ”

ชาเค่อฟูพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม

“ถ้างั้นหากว่าเราหาลือกับเจ้าเมืองเต่าทมิฬได้ มีข้อแลกเปลี่ยนที่ลงตัวเขาน่าจะยอมช่วยเรา”

ชาหน่าพูดแนะนำขึ้น

ชาเค่อฟูพยักหน้าเบาๆ

“เราน่าจะพอจ่ายได้ในราคาที่สมควร”

“ท่านพ่อเห็นด้วยงั้นหรอ?”

แววตาของชาหน่าเป็นประกายขึ้นมาทันที

“เอาหล่ะในเมื่อเราเป็นเจ้าบ้าน เราก็ต้องแสดงความจริงใจของฝั่งเรา พรุ่งนี้เเชิญเจ้าเมืองเต่าทมิฬมากินเลี้ยงที่นี่เถอะ”

ชาเค่อฟูใช้นิ้วชี้เคาะไปที่โต๊ะหนึ่งที

“ได้เดี๋ยวหนูจะไปเอง”

ชาหลัวยกมือ เสนอตัวทันที

“อย่าทำตัวไร้มารยาทสิ”

ชาเค่อฟูดุลูกสาว ก่อนที่จะชายตามองไปที่ลูกชายคนรองของเขา

ในบรรดาลูกทั้งสามคนของเขา ชาเลาเป็นคนที่อารมณ์ร้อนและอาจจะก่อเรื่องขึ้น

“....”

นัยน์ตาของชาเลาถึงกับกระตุก

“ผมกับน้องๆ จะช่วยจัดการเรื่องนี้เองท่านพ่อ”

ชาหน่ายิ้มและพูดแทรกขึ้น

“ตามนั้น”

ชาเค่อฟูพูดจบก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ ตัวของเขาสั่นเล็กน้อยเหมือนกับกำลังยืดเส้นยืดสาย

“ท่านพ่อไม่กินแล้วหรอ?”

ชาหลัวหัวเราะเบาๆ และถามขึ้น

“ไม่แล้ว วันนี้พ่อไม่อยากอาหาร”

ชาเค่อฟูโบกมือ พร้อมกับหันหลังเดินจากไป

“งั้นพวกเรากินให้หมดเถอะ”

สามพี่น้องมองหน้ากัน และยักไหล่ให้กันราวกับเข้าใจสถานการณ์ ก่อนที่จะช่วยกันกินอาหารให้หมด

แต่ทุกคนที่เคยกินหมี่เปรี้ยวเผ็ดไปแล้ว ไม่มีทางลืมรสชาติที่เข้มข้นนั้นได้ ทำให้ความอยากอาหารปกตินั้นน้อยลง

และคืนนี้ของพวกเขาก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษอีกแล้ว ทุกคนต่างเฝ้ารอเช้าวันใหม่ที่จะมาถึง

เมื่อเช้าวันใหม่มาถึง ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาเช่นเดิม และมีกระแสลมที่พัดรุนแรงตลอดเวลา

ครืน!

ที่ใต้เมืองเต่าทมิฬ ประตูของป้อมเทียนเหมินเปิดออกอย่างช้าๆ

ชาวเมืองปักษาที่มารออยู่แล้ว ก็เริ่มรายงานตัวและขึ้นไปบนเมืองเต่าทมิฬ

“ทุกคนเข้าแถวด้วย”

เกาเฉาตะโกนเสียงดัง

บนป้อมเทียนเหมินนั้นทหารทุกคนถือหน้าไม้ และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

“หัวหน้า…มีเงาคนบินอยู่บนท้องฟ้ากำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ครับ”

ทหารคนหนึ่งได้เข้ามากระซิบข้างหูเกาเฉา

เมื่อเกาเฉาเงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นร่างของคนบินมาจากทางเมืองปักษา

“เตรียมตัว”

เกาเฉาตะโกนเตือนทุกคน

“รับทราบ”

ลูกดอกถูกติดตั้งบนหน้าไม้ และทหารทุกคนก็เล็งไปยังทิศทางที่มีเงาคนบินเข้ามา

เกาเฉาเงยหน้าขึ้นกระชันกับเป้าหมายที่อยู่บนท้องฟ้า ที่เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงหน้าป้อมเทียนเหมิน

“โอ้ว ท่านเทพธิดา ท่านเทพบุตร”

ชาวเมืองปักษาต่างร้องทักทายและทำความเคารพทันที

“สวัสดีทุกคน”

ชาหลัวโบกมือให้กับชาวเมืองอย่างเป็นมิตร

“พวกท่านกำลังจะไปเมืองเต่าทมิฬเหมือนกันหรอ”

มีชายคนหนึ่งตะโกนถามขึ้น

“ใช่แล้ว”

ชาหลัวยิ้มและพยักหน้าตอบ

“หลีกทางให้ท่านเทพบุตรและธิดาเร็ว”

เมื่อเกาเฉาเห็นว่าเงาที่บินมาถึงนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายและผู้คนที่หน้าป้อมเทียนเหมินดูเคารพคนเหล่านี้เขาจึงสั่งลดหน้าไม้ลง

ชาวเมืองเริ่มหลีกทางให้อย่างรีบร้อน โดยหวังว่าเทพบุตรและธิดาจะเข้าเมืองได้เร็วขึ้น

ชาเลาแสดงกิริยาที่ไม่สบอารมณ์เท่าไร ครั้งนี้เขามาเพราะพ่อของเขาบอกให้มาด้วย ทำให้เขาต้องออกมาแต่เช้าเพื่อมาเชิญเจ้าเมืองเต่าทมิฬ

แล้วชาหน่าก็หันมาสบตากับชาเลา และเข้าไปประกบข้างน้องสาว และขึ้นไปบนป้อมเทียนเหมิน

เค่อม่ากับคนของเขาก็ตามไปด้วย

พวกเขาต้องขึ้นผ่านทางบันไดอย่างไม่มีข้อยกเว้น และยังต้องจ่ายผลึกสัตว์อสูรเพื่อรับบัตรผ่านเข้าเมืองอีกด้วย

“ยุ่งยากชะมัด”

ชาเลาพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ

“อดทนไว้”

ชาหน่าเหลือบมองน้องรองของเขา

“ครับ”

ชาเลาได้แต่ขมวดคิ้วและพ่นลมหายใจที่ไม่ชอบใจออกมา

ชาหลัวทำหน้ามุ่ยก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูล้อเล่น

“พี่รอง ทำไมพี่ไม่กลับไปเลยล่ะ”

“...”

ชาเลาเมื่อได้ยินก็ถึงกับนิ่งสงบไป

พวกเขาเดินขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงป้อมเฉือนคง แต่พวกเขาไม่ได้พกอาวุธมาด้วยเลยผ่านได้อย่างง่ายดาย

“ถึงแล้ว!!”

ชาหลัวเงยหน้ามองแผ่นป้ายที่เขียนว่า ซานไห่ ที่ติดอยู่บนกำแพงของป้อมปราการ

“ไปกันเถอะ”

ชาหน่าเดินนำและพาทุกคนเข้าไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากผ่านประตูซานไห่ไปได้แปบเดี๋ยว กระแสลมที่รุนแรงก็ได้ถูกกำแพงผลึกกั้นเอาไว้ ทำให้ภายในเมืองนั้นไม่มีกระแสลมที่รุนแรง และไม่มีฝุ่นทรายเลอะเทอะ

ในสายตาของทั้งสามได้เห็นแค่ถนนการค้าที่สะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบ

“นี่หรอ….ถนนการค้าเมืองเต่าทมิฬ”

ชาเลาถึงกับอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

ชาหลัวชี้ไปยังร้านที่อยู่ไม่ไกลออกไปอย่างตื่นเต้น

“นั้นคือร้านบะหมี่ที่ขายหมี่เปรี้ยวเผ็ด”

“ชาหลัว เราต้องไปพบเจ้าเมืองเต่าทมิฬก่อน”

ชาหน่าพูดขึ้นเพื่อเตือนสติน้องสาว

“อะ…ใช่ๆ ไว้หลังจากพบเจ้าเมืองเต่าทมิฬแล้ว ค่อยกลับมาซื้อ”

ชาหลัวหัวเราะแก้เขินเล็กน้อย เพราะเกือบลืมงานที่พ่อของเธอมอบหมายให้

จมูกของชาหลัวฟุตฟิตไปมา เพราะได้กลิ่นที่ชวนหลงใหลมากมาย

เธอเม้มปาก และมองทุกอย่างด้วยความอดกลั้น และเดินตามพี่ชายไป

ห้านาทีต่อมา

ทั้งหมดก็มาถึงป้อมประตูเว่ยฉาย

“หยุดตรงนั้น”

ทหารประจำป้อมยกมือขึ้นห้ามทุกคนที่จะเดินเข้าไป

“โปรดแจ้งกับท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬด้วยว่า พวกเรามาขอเข้าพบ”

ชาหน่าพูดอย่างสุภาพ

“พวกท่านคือใคร”

ทหารคนนั้นถามอย่างระมัดระวัง

“เทพบุตรและธิดาแห่งเมืองปักษา”

ชาหน่าตอบ

“งั้นโปรดรอสักครู่”

ทหารคนนั้นได้วิ่งไปบอกทหารอีกคนให้ไปรายงานเรื่องนี้ที่เนินสูง

ไม่นานหลังจากนั้น

“ท่านเจ้าเมืองให้พวกท่านเข้าพบ”

ทหารคนที่วิ่งไปรายงานวิ่งกลับมาและพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง

ภายใต้การนำของทหารของป้อมเว่ยฉาย ทั้งหมดก็ผ่านเข้ามายังพื้นที่อยู่อาศัยชั้นใน และมาถึงทางขึ้นเนินสูง

“มากับฉัน”

อามันมารับช่วงต่อและพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

“อาวุธวิญญาณระดับกลาง…”

ชาเลาหรี่ตาลงและถึงกับตกใจเมื่อเห็นเสื้อคลุมที่อามันสวมอยู่

ทุกครั้งที่เด็กสาวเดินก้าวออกไปด้านหน้า เสื้อคลุมสีขาวจะโบกพริ้วไสวกับสายลม

อามันได้พาทุกคนขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของเนินสูง และตรงไปยังหน้าตำหนักเจ้าเมือง

ชาเลาหันมองไปรอบๆ และรู้สึกตกตะลึงกับทุกอย่างที่เห็น มีทั้งต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวเต็มไปหมด อีกทั้งยังมีอสูรจิตอัสนีนอนอยู่ในสวนอีกด้วย

เขาได้แค่คิดว่านั้นเป็นอสูรผู้พิทักษ์ของตำหนักเจ้าเมืองรึป่าว

“เชิญทุกคน ตอนนี้ท่านเจ้าเมืองกำลังกินมื้อเช้าอยู่ เพราะงั้นฉันจะเข้าไปแจ้งกับท่านก่อน”

อามันให้สามพี่น้องนั่งรอในห้องรับรองก่อน

“เข้าใจแล้ว”

ชาหน่าพยักหน้ารับและรออย่างใจเย็น