ตอนที่ 78

ตอนนี้ที่ทางเข้าค่ายกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์นั้นดูวุ่นวายอย่างมาก เพราะกำลังรอการมาของฑูตจากเผ่าพันพฤกษา

หยู่จูกับหยู่เฟ่ยหยานนั้นถูกคนรุมล้อมทุกทิศทาง แต่พวกเขาก็ทิ้งระยะห่างเอาไว้พอสมควร

ผู้อาวุโสใหญ่นั้นก็อยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย แต่อยู่ห่างออกไปยิ่งกว่าใคร เพราะกลัวว่าหยู่จูจะคิดอะไรแผลงๆ และลอบทำร้ายเขา

แล้วอยู่ๆ ผู้อาวุโสใหญ่ก็ก้าวออกมาด้านหน้า แต่ก็ไม่ได้เข้าไปใกล้จนเกินไป และตะโกนถามขึ้น

“นายท่านหยู่จู เหตุใดท่านถึงเปลี่ยนใจแบบนี้”

เขานั้นรู้สึกไม่สบายใจเลยกับการยอมจำนนของหยู่จู นั้นก็เพราะว่าที่ประตูทางออกของค่ายมีกลุ่มคนกว่า 50 ชีวิตรวมตัวกันอยู่

ทั้งหมดคือสมาชิกทีมนักล่าที่ต่อต้านเขา ทั้งหมดพาลูกเมียและแบกของสัมภาระเต็มไปหมด ราวกับพร้อมที่จะออกเดินทางไปสักแห่ง

“ฉันก็แค่อยากจะยึดเผ่าพันพฤกษามาเป็นของตัวเอง ท่านคิดว่าอย่างไร?”

“ท่าน…!!?”

ผู้อาวุโสใหญ่นั้นถึงกับกัดฟันด้วยความอดกลั้น และมองไปยังหยู่จูด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ และเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่หยู่จูพูดนั้นเป็นความจริงรึป่าว”

หากว่าหยู่จูสามารถควบคุมเผ่าพันพฤกษาได้จริงๆ ชีวิตของเขานั้นจะอยู่อย่างยากลำบากทันที และคงพบจุดจบที่น่าอเนจอนาถแน่นอน

และผู้อาวุโสใหญ่นั้น ก็รู้ว่าผู้นำคนใหม่ของเผ่าพันพฤกษามีลับลมคมในอย่างมาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่กล้าส่งฑูตมายังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ล่วงหน้าแบบนี้

“ดูเหมือนท่าน….กำลังกลัวอยู่เลยนะ”

หยู่จูฉีกยิ้มเล็กน้อย ราวกับว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้น มันน่าขบขัน

ก่อนที่เธอจะทัดผมสีฟ้าของเธอไปข้างหู และแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง

“จริงสิ…ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ฉันได้ยินมาว่าบ้านของท่านถูกขโมยขึ้น แล้วก็กวาดของมีค่าไปทั้งหมด”

“เพราะงั้นท่านเองก็รักษาสุขภาพด้วย อย่าได้โมโหมากเกินไป เดียวเลือดลมจะแตกได้”

ในขณะที่พูด หยู่จูนั้นก็แสดงสีหน้าที่เยาะเย้ย และสมเพชไปยังผู้อาวุโสใหญ่

“ก–แก…!”

หน้าอกของผู้อาวุโสใหญ่ยกสูงขึ้น และหายใจหนักผิดปกติ เลือดลมในร่างสูบฉีดอย่างมาก จนรู้สึกได้ถึงรสสนิมที่ขึ้นมาจากลำคอ ก่อนที่หน้าของเขาจะเริ่มแดงก่ำ

ผู้อาวุโสใหญ่เมื่อรู้ว่าบ้านถูกขโมยขึ้น และของในเรือนกระจกของเขาถูกขโมยไปจนหมด เขานั้นกระอักเลือดออกมาด้วยความเจ็บช้ำทันที และรู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งหัวใจเรากับถูกมือของยักษ์มาบีบเอาไว้

เมื่อถูกพูดจี้จุดแบบนี้อีกครั้ง ทำให้เลือดสูบฉีด และแทบจะเป็นลมด้วยความช้ำใจ

“.....”

แววตาของหยู่เฟ่ยหยานเป็นประกายทันที และจดจำทุกคำพูดและท่าทางของหยู่จูจนขึ้นใจ

นี้คือการใช้คำพูดทิ่มแทงคน โดยไม่ต้องใช้คำหยาบคายเลยแม้แต่นิดเดียว อีกทั้งยังเจ็บแสบไปถึงทรวง จนกระอักเลือด

“โอ้! ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ท่านเป็นอะไรไป? ทำไมใบหน้าของท่านถึงแดงขึ้นมาแบบนั้นเล่า? ท่านนึกเรื่องอะไรน่ายินดีขึ้นมาได้งั้นหรอ?”

หยู่จูนั้นพูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ พร้อมกับเอียงหัวไปฝั่งหนึ่งอย่างไร้เดียงสา

“มีเรื่องอะไรน่ายินดีก็โปรดเล่าสู่กันฟังบ้างเถอะ หรือว่าท่านจับหัวขโมยได้แล้ว”

“พรูด!!”

ผู้อาวุโสใหญ่ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขากระอักเลือดออกมาด้วยความเจ็บแค้น พร้อมกับเป็นลมล้มพับไป

“ผู้อาวุโส!!”

“ผู้อาวุโสใหญ่เป็นลมไปแล้ว!”

ฝูงชนเริ่มแตกตื่นขึ้นมาทันที

“จิ…น่าเบื่อชะมัด”

หยู่จูเม้มปากพร้อมกับแสดงสีหน้าที่หมดความสนใจ

สายตาของเธอมองไปยังรอบๆ และมองไปยังทีมนักล่า ด้วยแววตาที่มีเลศนัย

มีสิ่งหนึ่งที่หยู่จูนั้นคิดไม่ตก….ว่าใครกันที่สามารถยกเค้าบ้านผู้อาวุโสใหญ่ได้อย่างหมดจดแบบนี้

“ท่านแม่!! สุดยอดไปเลย”

หยู่เฟ่ยหยานพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น และรู้สึกภูมิใจในตัวแม่ของเธอมากขึ้นไปอีก แม่ของเธอสามารถพูดจนผู้อาวุโสใหญ่เป็นลมได้

“หือ? อะไร? แม่ทำอะไรน่าทึ่งอย่างงั้นหรอ?”

หยู่จูถามขึ้นพร้อมหันไปยิ้มให้กับลูกสาวของเธอ

“เออ…คือ…”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นรู้สึกเขินเกินไปที่จะพูดออกมาตรงๆ และรู้สึกเกรงเล็กน้อยภายใต้สายตาของหยู่จู

เธออยากจะเรียนรู้วิธีการพูดดูถูกจนอีกฝ่ายเป็นลม

“ถ้าลูกอยากจะทำแบบแม่ โดยใช้แค่คำพูดดูถูกก็ทำให้คนเป็นลมได้ ลูกต้องแข็งแกร่งกว่านี้”

หยู่จูพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ผสมแฝงไปด้วยน้ำเสียงเตือนนิดๆ

“ถ้าลูกไปยั่วยุใครเข้า โดยที่คนคนนั้นแข็งแกร่งกว่าลูก มีหวังลูกได้ถูกทุบตีจนปางตายแน่”

“ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ”

หยู่เฟ่ยหยานถามตาใส

“ก็ถ้าเป็นแม่ แม่ก็คงทำเหมือนกันไงล่ะ!”

หยู่จูนั้นหวนนึกถึงตัวเองในอดีต เธอก็ถึงกับเม้นปาก ก่อนที่จะหดตัวลงเล็กน้อย

“ถ้าหากว่าลูกพูดดูถูกใครหรือด่าใครแล้ว ยิ่งคนคนนั้นสู้ลูกไม่ได้ ลูกจะยิ่งสะใจเป็นสองเท่า”

“อือ เข้าใจแล้ว!”

หยู่เฟ่ยหยานพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง และทำให้เธอตัดสินใจที่จะแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่เธอจะได้ดูถูกคนอื่นได้ และทำให้อีกฝั่งเป็นลมจากคำพูดของเธอ

“นอกจากนี้ ลูกจะต้องรู้จักเรียนรู้การวางตัวให้สง่างามมากกว่านี้”

หยู่จูมองไปยังใบหน้าที่ตื่นเต้นของลูกสาวเธอ

เพราะอยู่ๆ เธอก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาว่าลูกสาวของเธอจะโตขึ้นมาอย่างผิดเพี้ยน

“สง่างาม? เพื่ออะไร”

หยู่เฟ่ยหยานถามขึ้นด้วยความสงสัย และสีหน้ามึนงง”

“หนูต้องทำตัวให้สง่างาม และงดงามเหมือนแม่งั้นหรอ?”

“ถ้าลูกไม่รู้จักแต่งตัวให้ดูดี และรู้จักกริยาที่สมกับเป็นสตรีที่ทรงเสน่ห์ คงไม่มีใครคิดจะแต่งงานกับลูกแน่”

หยู่จูจ้องเขม็งไปทางลูกสาวทันที

ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่มากไปด้วยประสบการณ์ของเธอ

“ถ้าหากว่ายังทำตัวกระโดกกระเดกแบบนี้ คงไม่มีใครกล้าเอาลูกทำเมียหรอก!”

“แต่งงง แต่งงานอะไรกันล่ะแม่!! หนูยังเด็กอยู่”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นส่ายหัวพร้อมกับกุมชายเสื้อของเธอ

“แต่ลูกอายุ 17 แล้ว”

หยู่จูเหลือบมองไปยังลูกสาวของเธอ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

“ลูกอายุมากแล้ว อีกสองปีก็คงไม่มีใครอยากจะได้ลูกเป็นภรรยาแล้ว”

“ถ้าอย่างหนูอายุเยอะ แล้วแม่จะเรียกว่า….”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นเถียงขึ้นก่อนที่จะลดเสียงลง

“ว่าอะไร….”

หยู่จูหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง และเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มที่สุดแสนอันตราย

“เรียกว่า…มีเสน่ห์มากๆ”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นกลืนคำว่า ยายแก่ ลงคอไปทันที

“ลูกยังต้องเรียนรู้อีกมาก”

หยู่จูนั้นพูดขึ้นพร้อมกับดวงตาที่เบิกขึ้นอย่างช้าๆ

“แต่ท่านแม่ หนูสงสัยอะไรบางอย่าง”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นก็ไม่ได้งี่เง่า เธอหัวไวและเรียนรู้วิธีการพูดจากแม่ของเธอเหมือนกัน

“สงสัยเรื่องอะไร?”

หยู่จูเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนที่จะเหลือบมองไปยังผู้อาวุโสใหญ่ที่กำลังถูกรักษาอยู่

“งั้นตอนนี้….ท่านแม่ยังสง่างามเหมือนกับเมื่อก่อนรึป่าว”

หยู่เฟ่ยหยานถามอย่างไร้เดียงสา และกระพริบตาแป๋ว

“......”

เส้นเลือดได้ผุดขึ้นบนใบหน้าของหยู่จูทันที พร้อมที่เธอจะกำหมัดแน่น ก่อนที่จะปล่อย และกำหมัดขึ้นแน่นอีกครั้ง

เธออยากจะซัดหน้าลูกสาวของเธอจริงๆ แต่ก็ทำไม่ได้ สมัยก่อนหยู่จูนั้นถือว่าเป็นดาวเด่นที่สุดในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์แล้วด้วยซ้ำ

ทั้งเธอและพี่สาวนั้นงดงามราวกับปีศาจน้อย ทั้งคู่ต่างล่อลวงผู้คนมากมาย ผู้ชายมากหน้าหลายตาพยายามที่จะชนะใจสองพี่น้องให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ

และอุบัติเหตุครั้งล่าสุดทำให้เธอนั้นต้องปิดซ่อนด้านความเป็นปีศาจสาวพราวเสน่ห์ของเธอ และกลายเป็นสตรีที่สูงส่งและสง่างามแทน

“ท่านแม่…ช่วยลืมๆ และคิดว่าหนูไม่เคยถามคำถามนี้แล้วกันนะ”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นถอยห่างแม่ของเธอเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียด

“ฮึ่ม!!”

หยู่จูถอนหายใจด้วยท่าทางที่น่ามองออกมา

“มู่เหลียง…..เมื่อไรนายจะมาถึงสักที”

เมื่อเห็นท่าทางของหยู่จู ทำให้หยู่เฟ่ยหยานนั้นเปลี่ยนเรื่องทันที

“นี้มันก็นานมากแล้ว และจะเลยช่วงรุ่งสางไปแล้ว”

“คงมีบางสิ่งที่ทำให้พวกเขาล่าช้า”

หยู่จูพูดออกมาแต่ในแววตาของเธอนั้นกลับมีร่องรอยของความกังวลเกิดขึ้น

ถ้าเกิดว่าคนของเผ่าพันพฤกษามาถึงก่อนมู่เหลียง ทุกอย่างมันจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

“ไม่รู้เลยว่าเมืองเต่าทมิฬจะมีหน้าตาเป็นยังไง…..”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นพูดด้วยความหวัง และเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมืองแรกที่เธอจะได้ไป

“หวังว่ามันคงไม่ใช่สถานที่ที่เลวร้ายแล้วกัน”

หยู่จูพูดขึ้นอย่างไม่คาดหวังมากนัก

เธอแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น และได้ทำอะไรเพื่อตัวเองสักครั้ง

“เดี๋ยวก่อนนะ แม่แล้วเราจะออกไปหามู่เหลียงได้ยังไงกัน”

หยู่เฟ่ยหยานถามขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆ

“ตราบใดที่แม่ยังอยู่ตรงนี้ แม่จะทำทุกวิถีทางเอง”

หยู่จูกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ และสีหน้าก็แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราด

แค่ยืนเฉยๆ เธอยังลำบาก แต่ถ้าต้องลงมือจริงๆ เธอคงฝืนใช้พลังได้สักครั้งก่อนที่จะล้มลง

หยู่จูหวังว่ามู่เหลียงนั้นจะเชื่อใจได้ และแข็งแกร่งพอที่จะพาทั้งคู่ออกไปจากวงล้อมนี้ได้ ไม่งั้นเธอก็คงต้องสู้อย่างถวายชีวิตเพื่อเปิดทางออกไป

“อือ”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นก้มหน้าลง พร้อมกับใบหน้าที่วิตก

เหตุผลที่เธอนั้นหาเรื่องคุยกับแม่เธอ ก็เพื่อที่จะเบี่ยงประเด็นความสนใจ ไม่ให้แม่ของเธอรู้สึกเจ็บแผล

“ท่าน!! ท่านผู้อาวุโสฟื้นแล้ว!”

เสียงร้องของความดีใจดังขึ้นจากทีมนักล่า

“เฮ้อ!! ไม่ตายๆ ไปสักทีไอ้แก่หนังเหนียวเอ๊ย!”

หยู่จูนั้นสถบออกมาอย่างเย้ยยัน และมองดูด้วยสายตาที่อาฆาต

เธอไม่ได้สนใจผู้อาวุโสใหญ่อีกแล้ว เพราะถึงไม่ตาย มันก็เหมือนตายทั้งเป็นตั้งแต่บ้านถูกขโมยของไปจนหมด

“มีคนกำลังมา!!”

เสียงร้องดังขึ้น

“ช่วยข้าก่อน พยุงให้ข้าลุกขึ้น!”

ผู้อาวุโสใหญ่นั้นรีบเช็ดเลือดออกจากมุมปาก และขอให้คนช่วยพยุงตัวเขาขึ้นมา

เมื่อลุกขึ้นมาแล้วเขาพยายามมองออกไปยันสุดสายตา

หยู่จูเองก็เงยหน้าขึ้นและมองออกไป เธอเห็นคนกลุ่มหนึ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

สิ่งต่อไปที่เธอเห็นคือธงที่ปลิวไสว และมีรูปของต้นไม้อยู่บนธงผืนนั้น และนั้นคือสัญลักษณ์ของเผ่าพันพฤกษา!

“ไอ้พวกเผ่าพันพฤกษา….”

สีหน้าของหยู่จูเปลี่ยนไปทันที

“ท่านแม่…ทำยังไงดี”

หยู่เฟ่ยหยานถามขึ้นด้วยสีหน้าวิตกกังวลสุดๆ

เธอไม่ต้องการไปยังเผ่าพันพฤกษา และไม่อยากแต่งงานกับผู้นำของเผ่า

“ไม่ต้องกลัว มู่เหลียงจะมา”

หยู่จูนั้นได้แต่ปลอบขวัญลูกสาวตัวเอง ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่ก็แฝงไปด้วยความกังวล

ฑูตจากเผ่าพันพฤกษามาเร็วกว่าที่คาดคิดเอาไว้

แล้วหากว่ามู่เหลียงมาถึง แล้วเขาไม่สามารถจัดการกับฑูตของเผ่าพันพฤกษาได้ล่ะ แล้วที่นี่เธอจะเอายังไงต่อ?

(ประกาศวันที่ 24 25 26 ผู้แปลจะต้องไป ตจว. เลยไม่มีเวลาแปลงานจึงจะไม่ได้ลงในช่วงวันดังกล่าว)