เปรี้ยง!!!
เสียงประตูห้องทำงานของมู่เหลียงถูกเปิดอย่างแรง พร้อมกับร่างของโหย่วเฟ่ยที่พุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าดูมีความสุข
เธอตะโกนอย่างดีใจ
“มู่เหลียง!! ฉันทำได้แล้ว ฉันทำยารักษาได้แล้ว!!”
มู่เหลียงที่กำลังยุ่งๆ กับการจัดการและวางแผนพัฒนาเมืองอยู่ก็ถึงกับตกใจเสียงจนเขียนตัวหนังสือผิด
เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นโหย่วเฟ่ยที่ดูมีความสุขอย่างมาก
มู่เหลียงจึงถามขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
“ผลของมันดีแค่ไหน แล้วเธอทำได้ยังไง”
“ใช้หยดน้ำตานางฟ้าเป็นพื้นในการสร้าง!”
โหย่วเฟ่ยตอบอย่างตื่นเต้น
“ตัวยามีพื้นฐานจากสมุนไพรสามอย่าง และเสริมอีกห้าอย่างเป็นตัวกระตุ้น”
“ถ้างั้นจำเป็นต้องใช้น้ำตานางฟ้าด้วยงั้นหรอ”
มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย
น้ำตานางฟ้านั้นมีฤทธิ์ในการรักษาบาดแผลอยู่แล้ว แต่การทำแบบนี้ก็เหมือนเอาเกวียนไปวางไว้หน้าม้ามันดูแปลกๆ
“ใช่ แต่ด้วยสูตรยานี้น้ำตานางฟ้าหนึ่งหยดจะสามารถสร้างยารักษาสำหรับ 5 คนได้สบายๆ เลย”
“เพียงแค่ตัวยาที่ไม่ผสมน้ำตานางฟ้าก็มีผลใกล้เคียงกันแล้ว”
“จริงหรอ!”
มู่เหลียงเลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ และจ้องมองโหย่วเฟ่ยด้วยความตกตะลึง
ผลของการทดลองดีมากๆ เพราะทำให้หยดน้ำตานางฟ้าหนึ่งหยดรักษาคนได้ถึง 5 คน
โหย่วเฟ่ยใบหน้าดูแดงก่ำขึ้นมา และรู้สึกดีใจที่มู่เหลียงชอบมัน
เธอหันหน้าหลบสายตาของมู่เหลียง และพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่จะพูดต่อ
“ใช่ แล้ววัตถุดิบสามอย่างที่เป็นพื้นฐานของยานั้นก็หาเก็บได้ในสวนทั้งหมด”
“ยอดเยี่ยม แบบนี้เราก็สามารถสร้างโรงพยาบาลได้แล้ว”
ในแววตาของมู่เหลียงฉายออกถึงร่องรอยของความหวังขึ้น
ถึงแม้ว่าผลของน้ำตานางฟ้าจะลดลงหน่อย แต่มันก็เหมาะที่จะเอาไว้ทำเป็นยารักษาประจำบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้นตัวหยดน้ำตานางฟ้าตอนนี้เพียงหยดเดียวก็สามารถรักษาบาดแผลเล็กน้อยได้ และทำให้แผลไม่เน่า
มู่เหลียงอยากจะเปิดโรงพยาบาลให้กับเมืองเต่าทมิฬมานานแล้ว
ตอนนี้เขาได้สูตรยารักษาพิเศษที่สามารถผลิตได้จำนวนมาก ทั้งบาดแผลทั่วไป และโรคภัยไข้เจ็บจะถูกรักษาให้หายได้ ทำให้ประชาชนเมืองเต่าทมิฬอยู่ดีมากขึ้น
“หากผลิตยาตัวนี้ออกมาในช่วงเวลาสั้นๆ จะได้กี่ชุด”
มู่เหลียงถามต่ออย่างรวดเร็ว
“สัก 100 ชุด มันขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำตานางฟ้าด้วย”
เมื่อโหย่วเฟ่ยคิดคำนวนดีๆ แล้วก็ถอนหายใจออกมาอีก
“แล้วสมุนไพรในสวนเองก็มีจำกัดเหมือนกัน ทำให้ผลิตได้ไม่เยอะตอนนี้”
“เข้าใจแล้ว จะรีบเตรียมขยายพื้นที่สวนให้เร็วที่สุด”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ยารักษานั้นเป็นเรื่องสำคัญต้นๆ แล้วในตอนนี้
เพราะยิ่งเมื่อเต่าทมิฬเติบโตมากขึ้นเท่าไร จำนวนศัตรูก็โตตามไปด้วยในอนาคต
ยาพวกนี้จะช่วยให้กลยุทธ์ในการสู้รบดีขึ้น และรักษาชีวิตทหารในสนามรบ
แล้วตัวโรงพยาบาลเองก็ยังเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนซื้อขายยาได้อีก
มู่เหลียงเพียงแค่คิดก็เห็นช่องทางต่างๆ มากมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากยารักษานี้
เขาคิดไปถึงว่าจะคัดเลือกคนที่ไว้ใจได้มารับหน้าที่ดูแลยาพวกนี้ และเป็นคนผสมยาขึ้นมาโดยที่คนคนนั้นจะไม่เอาสูตรออกไปเปิดเผยที่ไหน
การที่คนทั่วไปเข้ามารู้สูตรทำยาแบบนี้ได้ต้องได้รับความไว้วางใจอย่างสูงมาก
แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับมู่เหลียงเพราะเขามีคำสั่งนางพญาอยู่
“เปิดโรงพยาบาล และขยายสวนสมุนไพร…..”
หลังจากคิดเรื่องนี้ได้มู่เหลียงก็รู้ทันทีว่ามีอะไรอีกหลายอย่างให้ทำ
“มู่เหลียง เป็นอะไรไป?”
โหย่วเฟ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทางที่ดูลึกลับของมู่เหลียง
“เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก”
มู่เหลียงเพียงโบกมือไปมาเท่านั้น
“งั้นฉันกลับแล้วนะ ต้องไปเตรียมทำยาเพิ่ม”
โหย่วเฟ่ยพูดขึ้น
“ตามสบายวันนี้ก็ดึกมากแล้ว เธอไปพักผ่อนเถอะ”
มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง
“โหย่วเฟ่ยเธอควรดูแลตัวเองบ้างนะ อย่าทำอะไรเกินตัว มันจะทำให้คนที่เป็นห่วงเธอเสียใจ”
“ก็ได้”
โหย่วเฟ่ยหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย และเงยหน้ามองมู่เหลียงก่อนที่จะรีบหันหลังพร้อมจะจากไป
แต่เธอก็ไม่สามารถอดความอยากรู้ของตัวเองได้จึงถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“หาก….หากว่าฉันไม่สบายนายจะเสียใจด้วยไหม?”
“แน่นอน”
มู่เหลียงตอบอย่างไม่ลังเล
“ฉั–ฉันไปล่ะ…”
ใบหน้าของโหย่วเฟ่ยแดงขึ้นอย่างชัดเจนและรีบวิ่งหนีออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
เธอรู้สึกอายเป็นอย่างมาก ที่มู่เหลียงสนใจและให้ความสำคัญกับเธอ
เว่ยหยูหลันเดินมาและปิดประตูห้องทำงานให้มู่เหลียง และตัวเธอก็ยืนรออยู่ด้านนอกรอให้มู่เหลียงเรียกใช้งาน
“คาดเดายากจริงๆ คนคนนี้”
มู่เหลียงได้แต่ยิ้มมุมปาก
“แต่ยารักษานั้น….หากแบ่งสัก 50 ชุดไปขายในถนนการค้า….จะดีไหมนะ”
มู่เหลียงได้แค่คิดเกี่ยวกับมันพร้อมกับใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ เขาเองก็มีแต้มวิวัฒนาการไม่พอ ยังต้องการผลึกสัตว์อสูรเพิ่มอีก
แตะๆ
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่นอกประตู
ก็อกๆ
แล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา”
มู่เหลียงขานรับอย่างสบายๆ
ลี่เยว่เปิดประตูห้องทำงานเข้ามา เธอก้าวเดินอย่างช้าๆ ไปหามู่เหลียง และเอื้อมมือถอดหมวกชุดเกราะออก เผยให้เห็นผมสีขาวของเธอ
“มู่เหลียง นี้คือสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน…..”
ลี่เยว่พูดเข้าประเด็นทันที
“มินโฮพูดแบบนั้นจริงๆงั้นหรอ? ว่าเธอไม่อยากไปกับพี่สาว”
มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยแววตาที่ประหลาดใจสุดๆ
“ใช่”
ลี่เยว่ตอบพร้อมกับพยักหน้า
“เด็กน้อยคนนี้ ความรักเอ็นดูที่ฉันมีให้ไม่สูญเปล่าเลยจริงๆ”
มู่เหลียงยิ้มมุมปากและแววตาก็ดูอบอุ่นขึ้นมาทันที
หากว่ามินโฮต้องการจะไปจากเขาจริงๆ เขาก็จะไม่รั้งเธอไว้ เพราะนั้นคือพี่สาวแท้ๆ ของเธอที่ต้องการพาน้องสาวไปอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
แต่มินโฮเองก็เป็นคนแรกที่เขารู้จักเมื่อมาถึงโลกนี้ ทำให้เขานั้นรู้สึกผูกพัน และก่อเกิดเป็นความรักต่อเด็กสาว
หากมินโฮไปจริงๆ เขาคงเสียใจมาก
“เป็นไปได้ไหมที่จะทำให้มิอาอยู่ที่นี่ด้วย”
มู่เหลียงคิดถึงสิ่งที่พอจะเป็นไปได้
แต่เขาไม่สามารถหาเหตุผลใดมารั้งตัวของมินโฮเอาไว้ได้ นอกจากความเชื่อใจที่มี
แต่ตอนนี้เขาพอมีสิ่งหนึ่งที่จะดึงดูดใจมิอาได้
มู่เหลียงยืนขึ้นและเดินไปหาไข่อสูรจิตอัสนีที่วางอยู่ใกล้ๆ โต๊ะทำงานของเขา และเคาะไปที่เปลือกของไข่
ปั๊กๆ
“แข็งเอาเรื่องเหมือนกันนะ”
มู่เหลียงถือไข่ขึ้นมาแล้วหมุนไปรอบๆ และพูดกับตัวเอง
“ไข่อสูรจิตอัสนี…”
ดูจากชื่อของมันแล้วเหมือนจะเป็นสัตว์อสูรพิเศษที่มีพลังของสายฟ้าในตัว
เขาเริ่มคิดที่จะคืนสิ่งนี้ให้กับมิอาเพื่อซื้อใจเธอ
แต่เมื่อคิดดูแล้ว ตอนนี้ของมันอยู่กับเขาแล้วคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องคืน
“ลี่เยว่….เมื่อกี้เธอบอกว่าอะไรเกี่ยวกับเมืองหมื่นอสูรด้วยใช่ใหม”
มู่เหลียงถามขึ้นพร้อมกับวางไข่ลง
เขามีลางสังหรณ์ว่าในไม่ช้านี้ไข่จะฟักตัวออกมา และเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะฝึกมันให้กลายเป็นสัตว์อสูรเลี้ยงของเขา
โดยที่หวังว่าจะได้พลังของสายฟ้ามา
“ได้ยินจากปากของซิไป่ฉี แต่ก็ได้ยินแค่ชื่อเท่านั้น ฉันเองไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเมืองนี้เลย”
ลี่เยว่ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูเรียบเฉย
“เป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจที่เรายังไม่รู้จัก”
มู่เหลียงพูดพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ลองถามซิไป่ฉีโดยตรง คงจะรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมืองนี้มากขึ้น”
ลี่เยว่ให้คำแนะนำ
ข้อมูลที่ได้ฟังมาจากการพูดคุยระหว่างมิอากับซิไป่ฉีนั้นน้อยเกินไป แต่พวกเธอทั้งสองน่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับเมืองนี้ดีกว่าทุกคน
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เข้าใจแล้ว ฉันจะไปถามเองเมื่อเริ่มสนิทกับพวกเธอแล้ว”
เขายังไม่คุ้นเคยกับทั้งสองคนมากนัก ทำให้การจะเดินเข้าไปถามตรงๆ เกรงว่าจะเป็นการกระทำที่หุนหันพลันแล่นไป
แม้ว่าจะถามออกไปตอนนี้แต่ทั้งคู่อาจจะยังปิดบังอะไรไว้อีกก็ได้ เพราะยังไงไข่อสูรจิตอัสนีก็เคยเป็นของพวกเธอมาก่อน
แทนที่จะเข้าไปถามตอนนี้สู้ตีสนิทกับพวกเธอไปเรื่อยๆ ก่อน ยังไงก็มีเวลาจนกว่าจะถึงเมืองปักษา
“ฉันจะไปหาข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มที่เมืองเซิงหยาง”
ลี่เยว่พูดขึ้น
“งั้นต้องรบกวนเธอแล้ว ขอบใจนะลี่เยว่ที่ช่วยงานฉันเสมอ”
มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“ไม่เป็นไร เดียวฉันจะกลับเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ลี่เยว่ยิ้มพร้อมกับส่ายหัว
ก่อนที่เธอจะสวมหมวกชุดเกราะ เพื่อปกปิดใบหน้าอันแดงก่ำของเธอ
ไม่มีอะไรเป็นการรบกวนเลยหากว่ามันเป็นความต้องการของนาย
ลี่เยว่นึกขึ้นในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา
ประตูห้องทำงานเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับลี่เยว่ที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ปึง
ประตูห้องทำงานปิดลง มู่เหลียงเลยก้มหน้าเขียนแผนพัฒนาเมืองเต่าทมิฬในอนาคตต่อ
“มู่เหลียง….ฉันเข้าไปได้ไหม”
ครั้งนี้มีเสียงของมินโฮดังขึ้นที่นอกประตูห้องทำงานแทน ก่อนที่ประตูจะเปิดขึ้นมาอีกครั้งและมินโฮก็เดินเข้ามา
มินโฮมาพร้อมกับน้ำชาและเนื้อทอด และพูดขึ้น
“นี้ก็ดึกแล้ว ฉันคิดว่ามู่เหลียงคงจะหิวเลยทำอะไรมาให้กินรองท้อง”
หลังจากที่มินโฮออกเดินทางมากับมู่เหลียง เธอก็คิดแต่จะหาของกินให้เขากินตลอด
“นี้มู่เหลียง กินของว่างนี้แล้วก็ไปพักผ่อนได้แล้วนะ”
มินโฮเดินเข้ามาวางถาดน้ำชากับของว่าง และเก็บโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกระดาษอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่เก็บของอยู่นั้นมินโฮก็บ่นออกมา
“อะไรที่ยังไม่ต้องทำก็ไม่ต้องรีบทำก็ได้ พรุ่งนี้ให้ฉันช่วยนายทำก็ได้”
มู่เหลียงไม่สามารถหาจังหวะขัดการบ่นของมินโฮได้เลย ได้แต่ยกชาขึ้นจิบ พร้อมกับรอยยิ้ม ในขณะที่ฟังเสียงบ่นของมินโฮไปอย่างเงียบๆ
“อันที่จริง…..ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับมู่เหลียงสักหน่อย”
มินโฮถึงหยุดชะงักไปขณะที่เก็บเอกสารอยู่ แล้วก็ไปลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ มู่เหลียง
“มีอะไรงั้นหรอ?”
มู่เหลียงถามขึ้น พร้อมกับคิดไปต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับสิ่งที่มินโฮจะพูด
“มันเกี่ยวกับไข่ใบนั้น ดูเหมือนมันจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับเมืองหมื่นอสูร…”
มินโฮเริ่มเล่าสิ่งที่ซิไป่ฉีพูดให้เธอฟัง
ทุกคำพูดของเธอเต็มไปด้วยความกังวลใจ
“อื้ม เข้าใจแล้ว”
มู่เหลียงพยักหน้าเขาตั้งใจฟังสิ่งที่มินโฮพูดทุกอย่าง
“ก็นั้นแหละ”
มินโฮเม้มปาก
“เอาเถอะ! มินโฮเองก็ไปพักผ่อนเถอะ มันถึงเวลาแล้ว”
มู่เหลียงพูดขึ้นและมองไปยังมินโฮด้วยสายตาที่มีความหมาย
มินโฮเอามือเท้าเอวและพูดขึ้นอย่างฉะฉาน
“ใช่ นั้นหมายถึงมู่เหลียงด้วย!”
“งานของฉันใกล้จะเสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันก็นอนแล้ว”
เสียงของมู่เหลียงพูดขึ้นอย่างมีเสน่ห์และดูอ่อนหวานมาก
“ก็ได้งั้นฉัน…กลับก่อนก็ได้”
มินโฮพูดขึ้นพร้อมกับใบหูที่แดงขึ้น
คืนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับมู่เหลียง? ทำไมเขาถึงมองฉันแปลกๆ ตลอดเลย
นอกจากนี้เขายังทำเสียงดูออดอ้อนเหมือนกับกวางน้อยกับฉันอีกด้วย?
มินโฮหลบสายตาก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเดินออกไปด้วยความตื่นเต้นและความรู้สึกแปลกๆ
ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องไป
“รีบไปนอนด้วยเข้าใจไหม”
“รู้แล้ว”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับหัวเราะอย่างสบายๆ
เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงมีความสุขแม้ว่าจะโดนมินโฮดุก็ตาม
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved