ตอนที่ 163

ระหว่างนั้นเยี่ยลี่ยี่กำลังวิ่งเหยาะ ตามลี่ลี่ไปติดๆ และช้าลงเมื่อเข้าใกล้ตำหนักเจ้าเมือง

“ขอถามอะไรสักหน่อยจะได้ไหม ทำไมท่านเจ้าเมืองถึงอยากพบฉัน”

เยี่ยลี่ยี่ถามด้วยเสียงที่ถ่อมตน

“ไม่รู้เหมือนกัน”

ลี่ลี่ส่ายหัว

เธอพาเยี่ยลี่ยี่ไปยังด้านหน้าห้องทำงานของมู่เหลียง ก่อนที่จะเคาะประตู และเมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจึงเปิดประตูเข้าไป

แอ๊ด!

ลี่ลี่เดินนำเข้ามาโดยมีเยี่ยลี่ยี่เดินตามหลังมาติดๆ โดยที่ในห้องนั้นหยู่ฉินหลาน และโหย่วเฟ่ยเองก็อยู่ด้วย

ก่อนที่เธอจะพูดขึ้น

“นายท่านมู่เหลียง ลี่ลี่พาเยี่ยลี่ยี่มาแล้ว”

“เชิญนั่งก่อน”

มู่เหลียงยกมือให้สัญญาณเชิญนั่ง

“ค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่นั่งลงด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ

หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ เธอก็ถูกมายังห้องทำงานที่บนโต๊ะนั้นมีแต่ม้วนหนังและกระดาษเต็มไปหมด

หยู่ฉินหลานถือกองม้วนหนังและพูดขึ้น

“ม้วนหนังพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นงานวิจัยอะไรสักอย่าง”

“หือ? ไหน”

โหย่วเฟ่ยเอาม้วนหนังมาคลี่อ่านทันทีด้วยความประหลาดใจ

“มันเป็นสูตรยาลับสำหรับสร้างมนุษย์ดัดแปลง”

โหย่วเฟ่ยเห็นเนื้อหาภายในก็ถึงกับอุทานออกมา

“มันมียาที่ทำให้มนุษย์กลายพันธ์ได้ด้วยงั้นหรอ?”

มู่เหลียงถึงกับเลิกคิ้วถามด้วยความตกใจ

หากมีบางสิ่งทำให้เปลี่ยนคนธรรมดาทั่วไปให้กลายเป็นผู้กลายพันธ์หรือมีพลังขึ้นมาได้ เมืองเต่าทมิฬจะมีขุมอำนาจพื้นฐานแข็งแกร่งมาก และจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปมากกว่านี้อีก

“เดี๋ยวฉันขอตรวจสอบดูอีกครั้งให้ละเอียดก่อน”

โหย่วเฟ่ยอ่านสิ่งต่างๆ ในม้วนหนังอย่างจริงจัง

“....”

เยี่ยลี่ยี่นั่งอยู่เงียบๆ และมองดูทั้งสามทำงานกันอย่างจริงจัง โดยที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ

หลังจากนั้นไม่นาน

โหย่วเฟ่ยก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับพูดว่า

“ดูเหมือนงานวิจัยนี้ยังไม่สมบูรณ์ มีบางส่วนของบันทึกขาดหายไป”

“ไม่เป็นไร เราค่อยมาทดลองเองก็ได้”

มู่เหลียงให้กำลังใจโหย่วเฟ่ย

“ใช่แล้ว ปล่อยเรื่องนี้เป็นหน้าที่ฉันเอง!”

แววตาของโหย่วเฟ่ยนั้นดูเป็นประกายและลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการค้นคว้า

จู่ๆ เธอก็คิดอะไรได้ ในเมื่อยังรักษาโรคผีมายาไม่ได้ หรือว่าควรจะรักษาแค่ส่วนหนึ่งและยังคงให้ผู้ติดเชื้อมีพลังที่ได้รับจากการติดเชื้อผีมายาเอาไว้จะดีกว่า

“ฉันขอกลับไปห้องวิจัยก่อน”

โหย่วเฟ่ยลุกพรวดขึ้น และหอบม้วนหนังทุกอย่างออกไปอย่างเร่งรีบ

“เดินระวังด้วย”

มู่เหลียงมองดูโหย่วเฟ่ยเกือบสะดุดล้มลงกับพื้น

“ฉันสบายดี!”

เสียงที่ดูมั่นใจของโหย่วเฟ่ยดังขึ้นมาจากนอกประตู

แล้วไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น

โครม!!

“โอ้ย!”

เสียงร้องของโหย่วเฟ่ยดังขึ้น

“ลี่ลี่ไปดูหน่อยสิ”

-มู่เหลียงอมยิ้มที่มุมปาก เขาอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนที่จะพูดต่อ

“แล้วก็เอาของพวกนี้ไปให้เธอด้วย”

“ได้”

ลี่ลี่เองก็อมยิ้มเหมือนกัน และหยิบม้วนหนังสัตว์ที่เหลือออกไปจากห้อง

“โหย่วเฟ่ย! เดินมองทางหน่อยสิ ถึงมันจะเป็นพื้นเรียบก็ตามเธอก็ยังสะดุดล้มได้!”

“ป่าวสะดุดสักหน่อย แค่เส้มผมมันบังตาเลยไม่เห็นทาง”

“เอาลุกๆ อย่ามัวแต่นอนกองกับพื้น แล้วเก็บข้าวของขึ้นมาด้วย”

“ลี่ลี่น้อย ช่วยฉันหน่อยสิ”

“.....”

มู่เหลียงได้ยินสิ่งที่ทั้งสองพูดกันอย่างเป็นกันเอง และได้แต่คิดภาพว่าโหย่วเฟ่ยคงจะอับอายขนาดไหน

ตุบๆ

เสียงฝีเท้าของมินโฮดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก และมาพร้อมกับสาวใช้ตัวน้อยพร้อมกับถาดน้ำชา

“โหย่วเฟ่ย ไม่เป็นไรใช่ไหม”

มู่เหลียงมองไปยังมินโฮและถามขึ้น

“ไม่เป็นไร แต่ม้วนหนังกระจัดกระจายเต็มพื้นหน้าห้องไปหมด”

มินโฮส่ายหัวเล็กน้อย พร้อมกับยกน้ำชาหนึ่งถ้วยให้มู่เหลียง

เว่ยหยูหลันก็เตรียมน้ำชาให้กับหยู่ฉินหลานและเยี่ยลี่ยี่ด้วยท่าทางอันอ่อนช้อย

“ลองชิมดู นี้คือน้ำชาประกายแสง เป็นของขึ้นชื่อเมืองเต่าทมิฬ”

มู่เหลียงหยิบถ้วยชาของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับแสดงท่าทางให้เยี่ยลี่ยี่ทำตาม

“เจ้าค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่เข้าใจได้ทันทีว่ามันถึงเวลาคุยเรื่องธุรกิจกันแล้ว

เธอหยิบถ้วยชาอย่างระมัดระวัง พร้อมกับจิบชาช้าๆ รสชาติขมเล็กน้อย แต่เมื่อผ่านไปสักพักกลับหวานที่ปลายลิ้นของเธอ

เนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมาเยี่ยลี่ยี่เคร่งเครียดเรื่องที่อยู่อาศัย และการเป็นอยู่ของคนในตระกูลเธอมาก ทำให้หัวของเธอนั้นแน่นไปหมด

แต่เมื่อได้จิบชาแล้วตอนนี้หัวเธอกลับเบาหวิว และปลอดโปร่ง

เพียงพริบตานั้นเยี่ยลี่ยี่ก็อุทานออกมา

“เป็นชาที่ดีจริงๆ”

“มินโฮ เตรียมชาประกายแสงให้คุณเยี่ยด้วย”

มู่เหลียงพูดเบาๆ

“เจ้าค่ะ”

มินโฮพยักหน้ารับ

“อย่าดีกว่าค่ะ!! ท่านเจ้าเมือง ฉันรับไว้ไม่ได้จริงๆ”

เยี่ยลี่ยี่สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินและรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธทันที

เธอไม่คิดว่าจะมีใครยอมให้ของดีๆ แบบนี้เปล่าๆ แน่ เพราะมันจะต้องมีราคาที่ต้องจ่าย

“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ขอให้เธอทำเรื่องไม่ดีหรอก”

มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน

“แล้วท่านต้องการให้ฉันทำอะไร”

เยี่ยลี่ยี่ยืดตัวขึ้นเล็กน้อยและถามออกไป

ยังไงมู่เหลียงก็เป็นคนที่ช่วยให้เธอหนีออกมาจากเมืองสิบขั้นได้ และเคยทำสัญญาต่อกัน เพราะงั้นยังพอที่จะไว้ใจคุยกันได้

“ได้ยินมาว่าพวกของคุณเยี่ยมาถึงเมืองเซิงหยางซักพักแล้ว แต่ดูเหมือนว่าชีวิตการเป็นอยู่ของพวกคุณจะไม่ดีเท่าไร”

มู่เหลียงถามอย่างตรงประเด็นทันที

เขาได้รับข้อมูลมาจากลี่เยว่หมดแล้ว ว่าจุดที่ตระกูลเยี่ยตั้งอยู่ตอนนี้คือพื้นที่สลัมของเมือง และหญิงสาวผู้นี้ก็พยายามหางานทำทุกวันเพื่อเอาตัวรอด

“นั้นก็….”

เยี่ยลี่ยี่ก้มหน้าลง และแสดงออกถึงความอาย

“ถ้ามีบางสิ่งที่คุณเยี่ยทำเพื่อตระกูลได้ สนใจที่จะทำไหม”

มู่เหลียงวางถ้วยชาลงพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ

“หากว่าสนใจทำ ฉันพอจะให้ที่อยู่อาศัยในเมืองเต่าทมิฬได้”

มู่เหลียงเองก็ต้องการเพิ่มจำนวนประชากรด้วย และตระกูลเยี่ยที่กำลังไร้ที่ลงหลักปักฐานเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก

“หะ-ให้พวกเราเข้ากับเมืองเต่าทมิฬได้?”

เยี่ยลี่ยี่ลุกพรวดขึ้นมาทันที พร้อมกับตบมือลงบนโต๊ะด้วยความตื่นเต้น

“พวกเราทุกคนเลยงั้นหรอ!”

เธอถามซ้ำด้วยเพื่อแน่ใจ

“ใช่”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับนั่งเท้าคางกับโต๊ะ

ด้วยพลังของคำสั่งนางพญามู่เหลียงมั่นใจเลยว่าทุกคนจะภักดีต่อเมืองเต่าทมิฬ

และหากมอบตำแหน่งสำคัญให้กับใครสักคนที่ได้รับพันธะไป ก็สามารถรับประกันได้ว่าพวกเขาจะไม่หักหลังเมืองเต่าทมิฬ

“แต่ตระกูลเรามีมากกว่าห้าร้อยคน”

เยี่ยลี่ยี่พูดย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงที่ต่ำ

“เราสามารถรับคนได้เป็นพันคน”

มู่เหลียงพูดอย่างสบายๆ

เมืองเต่าทมิฬในตอนนี้ สามารถรองรับคนได้ 500 คน แต่หากจัดสรรพื้นที่เล็กน้อย และปรับเปลี่ยนอะไรหน่อยมันก็พอที่จะรองรับคนได้ 1,000 คน

หากไม่มีพื้นที่โรงาน หรือถนนการค้ามากไป ก็พอที่จะสร้างพื้นที่อยู่อาศัยได้กว้างขึ้น

“แล้วฉันต้องทำอะไร”

เยี่ยลี่ยี่นั่งลงและพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ตราบใดที่มันไม่เกินกำลังของฉัน ฉันจะทำให้ดีที่สุด”

เธอรู้ว่าการเจอกันของทั้งคู่เป็นแค่ความบังเอิญ แต่หากว่ามีโอกาสได้เข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬ เธอจะไม่ต้องกังวลเรื่องที่อยู่อาศัย อาหาร และอาชีพการงานอีกเลย

“สิ่งที่ฉันต้องการคือแบบนี้….”

มู่เหลียงเอาแผ่นกระดาษที่เขียนแผนเอาไว้ล่วงหน้าออกมา และส่งให้เยี่ยลี่ยี่

“หือ แค่นี้เองงั้นหรอ?”

เยี่ยลี่ยี่อ่านแผนและรู้สึกว่าสิ่งที่มู่เหลียงต้องการให้ทำนั้นไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย

“ใช่แล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้าเล็กน้อย

“งั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง”

เยี่ยลี่ยี่ลุกขึ้นพร้อมจะกลับไปยังเมืองเซิงหยาง

ในที่สุดเธอก็ได้รับโอกาสที่ดี และสถานที่ที่ดีที่จะได้ย้ายตระกูลของเธอมา งานนี้ถือว่าจะได้เป็นการแสดงผลงานของเธอด้วย

ในอดีตเยี่ยลี่ยี่เคยคิดว่าเมืองเซิงหยางจะต้อนรับดูแลพวกเธออย่างดี แต่กลับกันเมืองเซิงหยางนั้นกลับทำให้เธอขายหน้า

แต่สิ่งที่มู่เหลียงข้อให้ทำก็ไม่ได้เลวร้าย และข้อเสนอนั้นก็ดีกว่าเมืองเซิงหยางที่ไม่สนใจเธอเลย

“น้องหลัน พาคุณเยี่ยไปหาอะไรกินสักหน่อย ก่อนที่จะพาเธอไปส่ง”

มู่เหลียงหันไปทางสาวใช้ตัวน้อยของเขา

“เจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันขานรับอย่างเคารพ

เธอพาเยี่ยลี่ยี่ไปยังห้องอาหารทันที

หยู่ฉินหลานที่ถือถ้วยชาและกำลังจิบด้วยท่าทางอันงดงามนั้น ก็พูดขึ้น

“ไม่เป็นไรจริงๆ งั้นหรอ ที่จะนำคนเข้าเมืองมากขนาดนั้น”

เธอเป็นกังวลว่าการรับจำนวนคนจำนวนมากในคราวเดียวแบบนี้จะสร้างปัญหาได้ และทำลายความสงบสุขของเมืองเต่าทมิฬ

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา”

มู่เหลียงส่ายหัว

เขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับพลังของคำสั่งนางพญา และเขาไม่คิดจะบอกใครอยู่แล้ว เพราะพลังนั้นมันไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ยิ่งไปกว่านั้น หากแผนถนนการค้าประสบความสำเร็จ ผลึกสัตว์อสูรจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้ามา จนมากพอที่จะวิวัฒนาการเต่าทมิฬเป็นระดับ 8

แล้วทีนี้ไม่ต้องพูดถึงจำนวนคนเพิ่มขึ้นมา 500 คนเลย ต่อให้เป็นหมื่นคนเขาก็รับไหว