ถนนในเมืองเต่าทมิฬ
“ใครกัน!!”
หญิงที่สวมหน้ากากมองไปรอบๆ พร้อมกับเอามือกุมท้องที่เจ็บราวกับถูกอะไรสักอย่างกระทุ้งอย่างแรง
เธอแค่อยากเห็นต้นไม้เรืองแสงใกล้ๆ กับตาเท่านั้นและสำรวจอย่างอื่นบนนี้ เลยปีนขึ้นมา
ในช่วงแรกของการเดินทางนั้นไม่พบเจออุปสรรคอะไรเลย จนมาถึงตัวเมือง
แต่สิ่งที่รอเธออยู่ในเมืองนั้นกลับเป็นฝันร้าย เพราะเธอไม่เห็นบางสิ่งที่กำลังทำร้ายเธอ และโดนทุบตีอย่างฝ่ายเดียว
ปึก!!
มีบ้างอย่างกระทุ้งเข้าไปที่ท้องเธออีกครั้ง
“อ๊อก!”
หญิงสาวที่ใส่หน้ากากถึงกับทรุดตัวลงกับพื้น และอ้วกทุกอย่างที่กินไปตอนเย็นออกมา
“นี้ก็คนที่ห้าแล้ว”
เมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนี้หมดสภาพแล้ว ลี่ลี่ก็คลายพลังล่องหนออก
เธอรู้สึกดีมากๆ และชอบใจเกราะล่องหนตัวนี้ เพราะมันมีพลังสองอย่างในตัวเดียว หนึ่งความสามารถของการล่องหน สองคือความแข็งและยืดหยุ่น
“ลุกขึ้นมา!! และตามมาอย่าทำอะไรไม่เข้าท่า ไม่งั้นได้เป็นปุ๋ยอยู่บนนี้แน่!”
ลี่ลี่พูดข่มขู่ด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
เวลานี้เธอไม่กลัวอะไรเลย หากสวมชุดเกราะนี้อยู่
“ยอมแล้ว”
ผู้หญิงที่สวมหน้ากากเอาแขนขึ้นมาเช็ดคราบเลอะที่ปาก ก่อนที่จะยืนขึ้นอย่างอ่อนแรง และเอามือกุมไว้ที่ท้อง
เธอมองไปยังร่างเล็กๆ ที่สวมชุดเกราะทั้งตัว เพียงมองเธอก็รู้ว่าเกราะนี้ไม่ธรรมดาอย่างน้อยก็ต้องเป็นเกราะจิตวิญญาณระดับกลาง
และด้วยความสามารถล่องหนของมัน ต่อให้เป็นผู้มีพลังวิเศษขั้น 5 ก็ไม่สามารถต่อต้านได้
“ไปทางนั้น และอย่าได้คิดหนี ถ้าไม่อยากตาย”
ลี่ลี่ชี้นิ้วไปด้านหน้า
อ้ากกก!
เสียงร้องดังขึ้นในจุดที่ไม่ไกลมากนัก
“เข้าใจแล้ว”
ผู้หญิงในหน้ากากขานรับด้วยน้ำเสียงสั่นๆ และเลิกคิดเรื่องที่จะวิ่งหนีไปทันที
ปรากฏว่าบนเมืองเต่าทมิฬนั้นมีสิ่งที่น่ากลัวอยู่เต็มไปหมด
และไม่ได้มีแค่เธอที่คิดจะขึ้นมาสำรวจที่นี่
“ถอดหน้ากากออกซะ”
ลี่ลี่ชี้นิ้วไปยังหน้ากากของผู้หญิง
“อือ”
เธอค่อยๆ ถอดหน้ากากออกอย่างไม่เต็มใจ เผยให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวบ้านๆ คนหนึ่ง
ลี่ลี่มองก่อนที่จะนำตัวหญิงบ้านๆ ไป
ทั้งคู่มาถึงยังบ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ขังผู้บุกรุกชั่วคราว โดยมีกลุ่มของเว่ยกังเฝ้าสถานที่แห่งนี้เอาไว้
“อีกคนแล้วงั้นหรอ”
เว่ยกังพูดขึ้นพร้อมกับรับตัวนักโทษมา
“ฝากลุงดูแลด้วย”
ลี่ลี่พูดอย่างอึดอัด
เธอหลบซ่อนใบหน้าตัวเองในชุดเกราะและไม่อยากจะพูดคุยกับใครมากนักเพราะหวาดกลัวว่าพวกเขาจะรู้เรื่องโรคของเธอ
“ได้ไม่มีปัญหา”
เว่ยกังพานักโทษสาวเข้าไปขังและตอบอย่างสบายๆ
ไทเกิ่นที่อยู่ในนั้นก่อนอยู่แล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่
“อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวาย รอท่านเจ้าเมืองมาจัดการพวกแกทีหลัง”
เว่ยกังตะคอกข่มขู่ และมองทุกคนที่อยู่ในห้องขัง
“....”
ไทเกิ่นนั้นกลอกตาไปมาเมื่อได้ยินเช่นนี้
ใครมันจะกล้าก่อปัญหาที่นี่ ในเมื่อเมืองนี้มีกิ้งก่าตัวเกือบเท่าบ้านเดินไปมา
ปัง!
เสียงประตูปิดลงทำให้ทุกอย่างในห้องมืดมิดอีกครั้ง
“ไม่นึกเลยว่านางแม่มดพันหน้าจะถูกจับได้ด้วย”
ไทเกิ่นพูดขึ้น
สีหน้าของหญิงสาวนิ่งเฉย ก่อนที่จะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ก็ไม่คิดเหมือนกันว่า นักล่าสมบัติดาวรุ่งพุ่งแรงจะถูกจับมาเหมือนกัน”
ฉายาของเธอคือแม่มดพันหน้า เพราะเธอเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกตลอดเวลาจนยากที่จะจดจำ
“ก็แค่โชคไม่ดีเท่านั้น”
สีหน้าของไทเกิ่นนั้นดูอับอายขึ้นมาทันที ก่อนที่จะรู้สึกขนลุกเมื่อคิดถึงกิ้งก่ายักษ์
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าจะตายเสียแล้ว ไม่นึกว่าจะถูกจับมาขังไว้ที่นี่ และกิ้งก่ายักษ์ยังวนเวียนอยู่แถวนี้ตลอดเวลา
“ร่วมมือกันหนีเถอะ”
แม่มดพันหน้าพูดขึ้น
เธอไม่ยอมอยู่เฉยๆ และรับการตัดสินจากเจ้าเมืองแห่งนี้ เพราะงั้นเธอจะต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“ไม่เอาด้วยหรอก อยากหนีก็หนีไปคนเดียวสิ”
ไทเกิ่นและสหายของเขาโบกมือปฏิเสธ
หากออกไปก็โดนกิ้งก่ายักษ์นั้นเล่นงาน จะหนีไปไหนรอด?
“พวกแกเป็นอะไรไป?”
แม่มดพันหน้าพูดด้วยน้ำเสียงสงสัย
เธอคิดว่าคนเหล่านี้หวาดกลัวต่อนักรบในชุดล่องหน
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น”
ไทเกิ่นส่ายหัวไปมาด้วยสีหน้าขมขื่น และตอบอย่างแน่วแน่
“การอยู่ที่นี่เฉยๆ เป็นการดีที่สุด”
“ใช่ ที่นี่ปลอดภัยสุดแล้ว”
สหายของไทเกิ่นพูดเสริม
พวกเขาต่างหายใจติดขัดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ พวกเขารู้ว่าสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ข้างนอกคืออสูรกิ้งก่าตัวยักษ์
“พวกนายไปเห็นอะไรมากันแน่”
แม่มดพันหน้ายังคงสงสัยอยู่ และรู้สึกว่ามันมีอะไรผิดปกติ
นักล่าสมบัติคนนี้ถือว่าเป็นคนไฟแรงและไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ และชื่อของไทเกิ่นนั้นก็โด่งดังอย่างมากในเรื่องต่อสู้
แต่เวลานี้สีหน้าของเขาราวกับพูดออกมาว่า กลัวสิ่งที่อยู่ข้างนอก และเป็นความหวาดกลัวอย่างสุดขีด
พวกเขาไม่คิดจะขัดขืนเลยงั้นหรอ? จะยอมรับสภาพแต่โดยดีแบบนี้จริงๆ ?
ไทเกิ่นรู้ว่าหากขัดขืนคงได้ไปจบอยู่ใต้อุ้มเท้าของกิ้งก่ายักษ์แน่
“พวกขี้ขลาด กลัวจนขี้ขึ้นสมองไปหมดแล้ว”
แม่มดพันหน้าดูถูกทุกคน
และเธอก็ไม่สนใจพวกไทเกิ่นอีกเลย และหันไปถามคนที่ถูกขังอยู่ในห้องอีกมุมหนึ่ง
“พี่น้องสนใจร่วมมือกันแหกคุกออกไปไหม?”
“ไม่ ข้าไม่หนีไปไหนทั้งนั้น”
“ใช่ อยู่ในนี้เงียบๆ และไม่ก่อเรื่องยังมีสิทธิ์รอดตายมากกว่า”
“เธอยังไม่เห็นปีศาจตัวนั้นสินะ ถึงไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าหากได้เห็นมันเธอคงไม่คิดหนีอีกเลย”
ทุกคนปฏิเสธทั้งหมด
“ปีศาจอะไร? ก็แค่คนล่องหนได้ไม่ใช่หรอ?”
แม่มดพันหน้าพูดขึ้นพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน
“ล่องหน? ดูเหมือนเธอยังโชคดีที่ไม่เจอมัน การได้เจอคนล่องหนคงดีกว่าเป็นไหนๆ”
ไทเกิ่นเป็นกลุ่มแรกที่ถูกจับมาขังที่นี่ และเขารู้เรื่องสถานที่แห่งนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“มันมีอะไรที่พิเศษกว่านั้นอีกรึไง?”
แม่มดพันหน้าถามต่อทันที
“งั้นเจ้าตัวที่พูดถึง มันน่ากลัวขนาดที่ทำให้พวกแกไม่กล้าหนีไปไหนเลยงั้นหรอ”
“อาจจะฟังดูบ้าๆ แต่นั้นคือเรื่องจริง”
ไทเกิ่นกางมือและหยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเฉยชา
“หากอยากรู้ก็ลองจับตาดูที่ประตูดีๆ อาจจะเห็นเองก็ได้”
กิ้งก่ายักษ์นั้นอาจจะพาคนกลับมาขังอีก และเป็นโอกาสที่ดีที่แม่มดพันหน้าจะได้เห็น
“ประตู?”
แม่มดพันหน้าพูดขึ้นด้วยความรู้สึกมึนงง และจ้องมองไปยังประตูด้วยความสงสัย
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ เริ่มมีคนถูกส่งมามากขึ้นเรื่อยๆ
คนเหล่านี้ถูกจับโดยลี่เยว่กับลี่ลี่
“นี่มันบ้าบออะไรเนี้ย!”
ในที่สุดแม่มดพันหน้าก็หมดความอดทน หลังจากที่มองผ่านประตูออกไปเป็นเวลานาน
เธอเห็นว่าข้างนอกใกล้จะเช้าแล้ว กลายเป็นเรื่องยากแล้วที่เธอจะหลบหนี
…….
แล้วตอนนั้นเองที่มีฝีเท้าดังขึ้นที่นอกประตู
“ท่านเจ้าเมือง เราจับกุมผู้บุกรุกได้ 32 คน”
หลังจากที่ได้ยินเสียงพูดคุย ประตูก็เปิดออก
แม่มดพันหน้ากับคนอื่นๆ มองไปยังร่างที่ปรากฏขึ้นหน้าประตู เป็นชายหนุ่มที่ดูสง่างาม
ไทเกิ่นมองด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเห็นว่านี้คือเจ้าเมืองเต่าทมิฬ เพราะเขายังหนุ่มอยู่
แม้แต่แม่มดพันหน้าเองก็แปลกใจเหมือนกัน และสงสัยว่าเจ้าเมืองคนนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน ถ้าปราบเขาได้ ก็มีโอกาสหนีออกจากที่นี่ได้
“คืนเดียวมีพวกหนูหลุดเข้ามาถึง 30 ตัวเลยงั้นหรอ แต่ก็น้อยกว่าที่ฉันคิดไว้”
มู่เหลียงพูดพร้อมกับมองไปยังกลุ่มคนที่ถูกขังในห้อง
และไปสะดุดตากับผู้หญิงหน้าบ้านๆ คนหนึ่ง
และมองไปยังโจรอีกคนที่มีกลิ่นไอของผู้มีพลังขั้น 5
“....”
ไทเกิ่นและแม่มดพันหน้านั้นตัวแข็งทื่อทันที
และหยุดคิดทุกอย่าง และไม่กล้าทำอะไรผลีผลามอีกเลย
“มัดทุกคน แล้วเอาไปแขวนไว้กับเต่าทมิฬน้อย ให้พวกมันตากแดดตากลมไป”
มู่เหลียงออกคำสั่งและเดินจากไป
“ขอรับ”
เว่ยกังขานรับ
“แขวน?”
สีหน้าของทุกคนในห้องถึงกับเปลี่ยนไป และแสดงออกหลากหลายอารมณ์
บางคนมึนงง บางคนสับสน บางคนหวาดกลัว
“ออกมา! ลุกๆ อย่าได้คิดหนีเชียว”
เว่ยกังตะคอกเสียงใส่สั่งทุกคน”
“ไปกันเถอะ”
ไทเกิ่นลุกขึ้นยืน
เขาเดินนำออกไปและคนอื่นๆ ก็เดินตามไปติดๆ
แม่มดพันหน้ามองออกไปก็เห็นท้องถนนยังมืดอยู่
หากว่าตะโกนออกมาดังๆ ว่า วิ่ง! แน่นอนว่าทุกคนคงวิ่งกันไปคนละทิศคนละทางแน่นอน และจะเกิดความวุ่นวาย นี้คือสิ่งที่แม่มดพันหน้าเห็นมาบ่อยครั้ง
“ทุกคน….”
แม่มดพันหน้ากำลังจะตะโกนอยู่ๆ เธอก็หุบปากลงทันที
ตุบ!
กลิ่นของสัตว์อสูร และเสียงลมหายใจอันรุนแรงดังมาจากด้านหลังของเธอ เธอได้แต่หันหน้ากลับไปมองดูอย่างช้าๆ
สิ่งที่แม่มดพันหน้าเห็น และคนอื่นๆ เห็นทำให้พวกเขาใบหน้าซีดเซียวขึ้นมาทันที
หัวใจของแม่มดพันหน้าแทบหยุดเต้น เหงื่อไหลเต็มหน้า
เธอเห็นเขี้ยวขนาดใหญ่ ใบหน้าอันดุร้ายของสัตว์อสูรกิ้งก่า ลำตัวยาวเป็นสิบเมตร อีกทั้งสายตาที่มันมองมานั้นราวกับจะกินเธอเข้าไป
กี้!!!
กิ้งก่าสามสีแลบลิ้นออกมา
ทำให้แม่มดพันหน้าถึงกับผงะถอยหนีทันที
“เมื่อกี้เธอจะตะโกนว่าอะไร?”
เว่ยกังเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
“คะ คะ….แค่จะบอกว่าราตรีสวัสทุกคนเท่านั้น”
แม่มดพันหน้ารีบแก้ตัวทันที ด้วยสีหน้าซีดเซียว
“??”
เว่ยกังถึงกับสงสัย และคิดว่าผู้หญิงคนนี้เสียสติไปแล้ว
เป็นนักโทษแท้ๆ กลับจะมาบอกราตรีสวัสคนอื่น?
“ดูเหมือนว่าจะอารมณ์ดีไม่ใช่น้อย งั้นคงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษหน่อย”
ลี่เยว่ออกมาจากความว่างเปล่า พร้อมกับเซียวหง
“อี้!!!”
แม่มดพันหน้าร้องด้วยความหวาดกลัว และใกล้จะสติแตกแล้ว
“เซียวหง มัดเธอไว้”
ลี่เยว่สั่งการทันที
ฟิ้วๆๆ
เซียวหงได้ใช้ความสามารถควบคุมใยพันสายของมันทันที
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved