ที่เมืองปักษา สภาพแวดล้อมโดยรอบนั้นเลวร้ายตลอดเวลา
ครืน!!
แล้วตอนนั้นเองที่ภูเขาปักษาสั่นสะเทือน ทำให้ชาวเมืองเริ่มแตกตื่น
นอกเมืองปักษาตอนนี้ มีเงาขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในพายุทราย เสียงของทรายกระทบกับร่างที่ใหญ่โตนี้ดังไปหมด
“ฝนตกงั้นหรอ?”
ชาวเมืองปักษาเริ่มหยุดดูและเงยหน้ามองท้องฟ้า แต่กลับไม่มีฝนเลยสักเม็ด
ที่ความสูง 800 เมตร เค่อม่ากับหน่วยลาดตระเวนของเขากำลังขี่นกด้วยสีหน้าที่จริงจัง และมองดูเงายักษ์ที่เคลื่อนที่เข้ามาใกล้เมืองปักษามากขึ้นเรื่อยๆ
“มาแล้ว”
เค่อม่าสูดหายใจเข้าลึกๆ และพูดออกมา
ห้านาทีต่อมาเงายักษ์นั้นก็เดินผ่านพายุทรายเข้ามาเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นร่างที่แท้จริงของมัน
“อะไรนั้น?”
เมื่อเค่อม่าเห็นนัยน์ตาของเขาถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ เพราะมีโดมผลึกใสขนาดใหญ่คลุมทั้งเมืองเอาไว้
เขาจำได้ว่าก่อนออกมาจากเมืองเต่าทมิฬนั้นยังไม่มีโดมผลึกนี้เลยด้วยซ้ำ
เต่าทมิฬเดินเข้ามาใกล้เมืองปักษามากขึ้นเรื่อยๆ และทุกก้าวของมันทำให้พื้นดินสั่นไหว
ที่ประตูเมืองปักษาใบหน้าของชาวเมืองที่ออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นก็ถึงกับถอดสี
“หนี!! สัตว์อสูรโบราณกำลังบุกมาแล้ว”
“เกิดอะไรขึ้นทำไมมีสัตว์อสูรโบราณเข้ามาใกล้ขนาดนี้ได้? หน่วยลาดตระเวนนกไปไหน แล้วท่านเจ้าเมืองล่ะ?”
“เดี๋ยวดูนั้น….บนหลังของอสูรโบราณมีเมืองอยู๋ด้วย”
ในขณะที่เมืองปักษากำลังเกิดความโกลาหลอยู่นั้น
“โปรดอยู่ในความสงบ”
มีเสียงก้องกังวาลดูน่าเกรงขามดังขึ้นไปทั่วเมืองปักษา
ชาเค่อฟูปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้าเหนือพื้นที่อยู่อาศัยของเมือง ด้วยปีกทั้งสี่คู่ที่โบกสะบัดอย่างแผ่วเบา
“ท่านเจ้าเมือง”
“เมื่อท่านเจ้าเมืองอยู่ที่นี่แล้วพวกเราก็ไม่ต้องกลัวมันอีกต่อไป เดี๋ยวท่านเจ้าเมืองจะฆ่าอสูรตัวนี้ในไม่ช้า”
ชาวเมืองปักษาต่างโหร้องด้วยความดีใจ และกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้ง
แต่เวลาผ่านไป
ชาวเมืองก็เริ่มที่จะสับสนเมื่อเห็นว่าเจ้าเมืองไม่ได้ลงมือทำสิ่งใดเลย เพียงแค่จ้องมองไปที่สัตว์อสูรโบราณเท่านั้น และปล่อยให้มันเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แรงสั่นสะเทือนบนเขาปักษานั้นเบาลง พร้อมกับเต่าทมิฬที่หยุดกับที่ โดยห่างออกไปจากเมืองปักษาหนึ่งกิโลเมตร
เต่าทมิฬค่อยๆ ก้มตัวลงนอนกับพื้น โดยที่หันให้ป้อมประตูเทียนเหมินหันเข้าหาเมืองปักษา
“มันหยุดแล้ว…”
ชาวเมืองปักษาเริ่มถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเฝ้าดูอสูรยักษ์ด้วยความสนใจ
ที่บนท้องฟ้าเหนือเมืองปักษา เทพบุตรและธิดาทั้งสามบินลอยตัวอยู่
“นั่นนะหรอเมืองเต่าทมิฬ”
ชาเลาพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ชาหลัวกระพริบตาด้วยความใสซื่อและพูดต่อ
“มันเป็นเมืองใหญ่ที่น่าสนใจมากเลยนะ”
ชาเลาหันไปถามน้องสาวด้วยสีหน้าเอ็นดู
“แล้วน้องสาวของพี่ชอบเมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ?”
“ใช่ ที่นั่นมีแต่อาหารอร่อยๆ เต็มไปหมด แล้วก็ไม่มีกลิ่นเหม็นด้วย”
ชาหลัวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“มันเป็นเมืองที่ดีมาก น้องรองเองก็ไปดูให้เห็นกับตาเถอะ”
ชาหน่าพูดขึ้นพร้อมยิ้มมุมปาก และคิดถึงรสชาติของหมี่เปรี้ยวเผ็ดจนทำให้น้ำลายสอ
“ไม่ ฉันไม่สนใจหรอก”
ชาเลาปฏิเสธ และมองดูเมืองเต่าทมิฬด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่รอง ฉันจำตอนที่พี่รองซดหมี่เปรี้ยวเผ็ดได้นะ ว่ามีหน้าตาเป็นเช่นไร”
“.....”
นัยน์ตาของชาเลาถึงกับสั่นไหวเล็กน้อย
“อะแฮ่ม”
ชาเลากระแอ่มสองที ก่อนที่จะพูดขึ้น
“ตอนนั้นพี่แค่หิว”
“หรอ ฮิๆ งั้นตอนนี้น้องก็หิวแล้วเหมือนกัน”
ชาหลัวยิ้มอย่างขี้เล่นออกมา
ก่อนที่ชาเลาจะหน้าแดงขึ้นและหันหน้าหนีไปทางอื่น
“โดมแก้วนั้นมาตอนไหนกัน ตอนที่ออกมาจากเมืองก่อนหน้านี้ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ”
ชาหลัวพูดด้วยความสงสัย
ชาหนาเองก็คาดเดาขึ้น
“มันน่าจะเป็นพลังของผู้ตื่น”
เขาเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่อยู่ๆ เมืองเต่าทมิฬจะมีโดมแก้วขึ้นมาครอบทั้งเมืองแบบนี้
หรือว่านี้จะเป็นพลังของเจ้าเมืองเต่าทมิฬกันแน่
“ว่าไงนะ ก่อนหน้านี้ไม่มีโดมแก้วนี้งั้นหรอ?”
ชาเลาขมวดคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ
“ใช่”
ชาหลัวตอบอย่างจริงจัง
“ฉันว่าพวกนั้นต้องกลัวพวกเราบุกโจมตีแน่ เลยสร้างโดมแก้วขึ้นมาเป็นเกราะป้องกัน”
ชาเลาพูดพร้อมกับมุมปากที่ยกสูง
“แต่ฉันไม่คิดเช่นนั้น”
ชาหนาค้านความคิดของชาเลา
“สิ่งนั้นน่าจะสร้างเอาไว้กันลมกับทรายเท่านั้น”
ชาเลาฟังและพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
แต่ช้าก่อนทั้งหมดนี้เพียงแค่กันลมกับทรายเท่านั้นงั้นหรอ?
แววตาของชาหลัวเป็นประกายขึ้นและถามกับพี่ชาย
“พี่ใหญ่เป็นไปได้ไหมที่เราจะสร้างของแบบนี้กันลมกับทรายให้เมืองของเรา”
เพราะคงไม่มีใครชอบที่ท้องฟ้ามีแต่ฝุ่นกับทรายอยู่แล้ว
ไม่ต้องพูดถึงตัวตนที่บินได้หรือการจะใช้นกบิน ฝุ่นกับทรายพวกนี้ทำให้บินได้ลำบาก
“สร้างโดมครอบเมืองปักษา….”
ชาหนาแววตาเป็นประกายและคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นาๆ
เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองปักษานั้นถูกลมพายุทรายพัดตลอดเวลา เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายมาก
“เราไม่มีคนที่มีพลังแบบนั้นหรอก”
ชาเลาพูดด้วยน้ำเสียงที่สุขุม
แต่ชาหลัวกลับพูดขึ้น
“ถ้างั้น เราก็แลกเปลี่ยนกับเมืองเต่าทมิฬ ให้เขาสร้างโดมกันลมให้สิ”
“เรื่องนั้นคงต้องให้ท่านพ่อเป็นคนตัดสินใจจะดีกว่า”
ชาหน่าพูดขึ้นอย่างครุ่นคิด
“เราเอาเรื่องนี้กลับไปคุยกับท่านพ่อที่หลังแล้วกัน”
ชาหลัวยิ้มและพยักหน้าเห็นด้วย
จากนั้นเธอก็พูดต่อ
“พี่ๆ พรุ่งนี้พวกเราไปเมืองเต่าทมิฬกันเถอะ”
“อืม”
ชาหน่าพยักหน้าเห็นด้วย
“พี่รองจะไม่มาด้วยจริงๆ หรอ”
ชาหลัวกล่าวเชิญชวนด้วยรอยยิ้ม
“ก็ถ้าน้องพูดมาแบบนี้…พี่จะปฏิเสธได้ไง”
ชาเลามุมปากกระตุกเล็กน้อย ยังไงเขาก็ไม่กล้าปฏิเสธคำชวนของน้องสาวได้อยู่แล้ว
“ไม่จำเป็นต้องฝืนก็ได้นะ”
ชาหลัวพูดพร้อมกับกระพือปีกสีส้มของเธอด้วยท่าทางหยอกล้อเล็กน้อย
“.....”
ชาเลาได้แต่มุมปากกระตุกเท่านั้น
และเขาคงทนอยู่ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เลยบินหนีกลับไปที่ตำหนักเจ้าเมือง
“ปากไม่ตรงกับใจเลยจริงๆ”
ชาหน่ายิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นน้องรองจากไป
“ไปดูข้างล่างกันเถอะ”
ชาหลัวกระพือปีกและร่อนลงไปที่ชั้นแรกของเมืองปักษา
“ปล่อยให้หน่วยลาดตระเวนจัดการก็ได้”
ชาหน่าขมวดคิ้ว
เขาไม่ชอบให้น้องสาวไปที่ในสถานที่เสื่อมโทรม เพราะกลัวเธอโดนหลอก
“ไม่เป็นไรหรอก”
ชาหลัวตอบทันที และน้ำเสียงเอาแต่ใจ
“......ก็แล้วกัน”
ชาหน่าถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ น้องสาวของเขาเป็นคนนิสัยง่ายๆ และมักจะออกไปเที่ยวเล่นที่ชั้นแรกของเมืองบ่อยๆ และสนิทสนมกับผู้คน
สิบวินาทีต่อมา ชาหลัวก็ร่อนมาถึงกำแพงเมือง
“ท่านเทพธิดาชาหลัว”
ทหารรักษาการณ์ทำความเคารพทันที
“ท่านเทพธิดาลงมาเยี่ยมพวกเราอีกแล้ว”
ชาวเมืองปักษานั้นทักทายชาหลัวอย่างเป็นกันเองและอบอุ่น นั้นเพราะเธอมักจะลงมาที่นี่บ่อยๆ และดูการเป็นอยู่ของคนในเมือง
ชาหน่าไม่มีทางเลือกนอกจากตามน้องสาวไปติดๆ
“ท่านเทพบุตร!”
แล้วก็มีคนตะโกนถามขึ้น
“นายท่าน มันเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงมีสัตว์อสูรโบราณเข้ามาใกล้เมืองขนาดนี้ได้”
“ไม่ต้องกลัว มันเป็นสัตว์อสูรที่แบกเมืองเอาไว้”
ชาหน่าตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“มันไม่ทำร้ายใครหรอก”
ชาหลัวพูดขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับทุกคน
“สัตว์อสูรที่แบกเมือง?”
ชาวเมืองต่างสงสัยในสิ่งนี้
“ข้างบนสัตว์อสูรโบราณตัวนั้นมีเมืองตั้งอยู่ เมืองนั้นชื่อว่าเมืองเต่าทมิฬ ที่นั่นมีถนนการค้าให้แลกเปลี่ยนซื้อขายของด้วย ทุกคนขึ้นไปดูได้นะ”
ชาหลัวพูดอย่างฉะฉาน
“ถนนการค้า?”
“เมืองบนหลังสัตว์อสูรงั้นหรอ”
ภายในกำแพงผู้คนต่างพูดคุยกันต่างๆ นาๆ
ชาหน่าเมื่อเห็นเช่นนั้นก็จึงพูดขึ้น
“เมืองเต่าทมิฬมาที่นี่เพื่อทำการค้าด้วย และจะไม่โจมตีเมืองปักษาแน่นอน”
“ทำการค้า?”
ชาวเมืองเริ่มที่จะสับสน
“กลับกันเถอะ ให้ทหารรักษาการณ์ควบคุมความสงบแล้วกัน”
ชาหน่าพูดขึ้นบอกน้องสาว
ในฐานะเทพบุตร พวกเขาไม่ควรมาที่ชั้นแรกของเมืองปักษา
“รู้แล้ว”
ชาหลัวกระพือปีกด้วยความจำใจ และตามพี่ชายของเธอขึ้นไป
……
“ถ้าอย่างที่นายท่านบอก บนหลังของสัตว์อสูรมีเมืองอยู่ พวกเราจะขึ้นไปดูกันดีไหม?”
มีคนเริ่มพูดขึ้น
“แกไปคนเดียวเถอะ ฉันไม่อยากถูกมันเหยียบจนตาย”
“ไม่หรอก ท่านเทพธิดาไม่หลอกพวกเราอยู่แล้ว ท่านเป็นคนใจดีมาก”
ตอนนี้ความโกลาหลภายในเมืองเริ่มสงบลงแล้ว แต่ก็ยังมีคนกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าตัดสินใจอยู่ดี
แต่สุดท้ายก็มีบางคนพยายามเข้าไปใกล้ๆ เต่าทมิฬ
“ใหญ่มาก!”
เมื่อมองขึ้นไปชาวเมืองก็ได้แต่ตกใจ และเห็นเงาของต้นไม้ใหญ่
ครืน!!
แล้วประตูเทียนเหมินก็เปิดออก พร้อมกับเกาเฉาที่ยืนอยู่ตรงหน้าบันไดทางขึ้น
“มีใครอยากจะขึ้นไปเมืองเต่าทมิฬไหม?”
เกาเฉาตะโกน
“ขึ้นไปได้งั้นหรอ?”
มีชาวบ้านตะโกนถามกลับมา
“ได้ แต่ต้องเข้าแถวตรงนี้”
เกาเฉาตอบด้วยเสียงที่ดัง
“ไม่เคยเข้าใกล้สัตว์อสูรโบราณขนาดนี้มาก่อนเลย เริ่มอยากจะเห็นเมืองที่อยู่บนนั้นแล้วสิ”
บางคนเริ่มที่จะละทิ้งความกลัวและเข้าแถวขึ้นไปบนเมืองเต่าทมิฬ
“ดูเหมือนว่าจะไม่มีอันตรายอะไร พวกเราเองก็ขึ้นไปดูกันเถอะ”
เมื่อมีคนนำแล้วก็จะมีคนตามอย่างแน่นอน และทุกคนก็เข้าแถวหน้าป้อมเทียนเหมิน
“เข้าแถวก่อน หากต้องการเข้าเมืองต้องรับบัตรผ่านเสียก่อน”
“ไม่อนุญาตให้พกอาวุธขึ้นไปบนเมืองเต่าทมิฬทั้งสิ้น โปรดเก็บเอาไว้หรือจะฝากไว้กับทางเราก็ได้”
“และห้ามปกปิดใบหน้าหรือตัวตนก่อนเข้าเมืองเต่าทมิฬเด็ดขาด โปรดถอดเครื่องปกปิดใบหน้าทั้งหมด”
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved