ในเวลานี้หยูเฟ่ยหยานที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ก้าวมาข้างหน้าเพื่อขวางทางมู่เหลียงเอาไว้ เธอทำท่ากอดอกและมองมายังทั้งสามคน
หวู่เฟ่ยหยานนั้นยอมรับเลยว่าทั้งสามคนนี้มีหน้าตาที่ไม่เลว และดูดีอย่างมาก
หญิงสาวที่ติดตามาด้วยก็ดูดีและสวย ส่วนผู้ชายก็ดูบุคคลิกดีมาก
“ยินดีต้อนรับสู่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”
หลังจากที่มองดูทั้งสามคนอย่างละเอียดแล้วหยูเฟ่ยหยานจึงกล่าวต้อนรับพร้อมกับแนะนำตัวเอง
“ฉันชื่อหยูเฟ่ยหยาน”
“กระผมชื่อมู่เหลียง มู่จากคำว่าผู้ดูแลปกปักษ์ เหลียงจากคำว่ามิตรที่ดีและอาจารย์ที่ดี”
มู่เหลี่ยงพูดอย่างนอบน้อมและดูสง่างาม
เมื่อได้เห็นการแนะนำตัวของมู่เหลียง นัยน์ตาของหยูเฟ่ยหยานนั้นก็หรี่เล็กลง และตระหนักได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้รับมือยากกว่าที่คิด
การพูดคุยเพียงไม่กี่ประโยคเมื่อครู่สามารถสื่อความหมายอื่นได้อีกหลายอย่าง
“งั้นขออภัยที่ต้องล่วงเกิน”
ท่าทางของหยูเฟ่ยหยานนั้นเปลี่ยนไปและดูไม่เป็นทางการ
แต่เธอเองก็ไม่ได้ปกปิดจุดมุ่งหมายที่เธอเข้ามาทัก
“ฉันได้ยินมาว่ามีแขกผู้มีเกียรติเดินทางมายังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ด้วยความอยากรู้ จึงมาดูด้วยตาของตัวเอง”
“ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้ได้เห็นแล้วรู้สึกผิดหวังหรือไม่”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยอารมณ์ขัน
“ไม่…ทุกคนดูแตกต่างจากที่ฉันคิดเอาไว้มาก”
หยูเฟ่ยหยานพูดขึ้นพร้อมกับเอามือลูบคางของตัวเองไปด้วย
ก่อนที่จะพูดแสดงความคิดเห็นออกมา
“จะให้พูดเช่นไรดี….พวกท่านให้ความรู้สึกที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ”
สาวใช้ที่อยู่ข้างๆ หยูเฟ่ยหยานนั้นก็ก้มหน้าลงและพูดอย่างเขินอาย
“เช่นเดียวกัน คุณหนูก็ดูพิเศษ”
มุมปากของมู่เหลียงยกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าสาวผมแดงตัวตั้งตรงทันที เมื่อได้ยินประโยคนี้
“ฮ่าๆๆๆ ใช่แล้ว ใช่แล้ว! ทุกคนมักจะพูดว่าข้าดูพิเศษ!”
หยูเฟ่ยหยานนั้นเอามือเท้าเอวข้างหนึ่งก่อนที่จะหัวเราะอย่างเต็มที่
“.....”
ทำให้มู่เหลี่ยงเข้าใจได้ทันที่ว่าสาวผมแดงคนนี้ชมเขาเลียนแบบคนอื่นที่ชอบชมเธอ
ช่างเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจจริงๆ
“คุณหนู….หัวเราะดังไปแล้วค่ะ”
สาวใช้รีบสะกิดหยูเฟ่ยหยานจากด้านหลังด้วยกริยาที่เขินอาย
ลูกสาวคนโตของหยูจูนั้นเก่งกาจในหลายเรื่อง แต่ก็เป็นคนที่ถูกชักนำได้ง่าย
“อะแฮ่ม.. อะแฮ่ม”
หยูเฟ่ยหยานกระแอมเบาๆ เพื่อแก้เขิน
ก่อนที่จะยิ้มให้มู่เหลียงอย่างเขินอายเล็กน้อย และถามขึ้นด้วยความสงสัย
“พวกท่านมาเพื่อเที่ยวเล่นยังงั้นรึ”
“ไม่ เรามาตามหาคน”
มู่เหลี่ยงส่ายหัวเบาๆ
“กำลังตามหาใครอยู่ยังงั้นหรอ?”
นัยน์ตาสีแดงของหยูเฟ่ยหยานนั้นดูเป็นประกายขึ้น เมื่อได้ยินประโยคนี้ และพูดขึ้นอย่างมั่นใจ
“บางทีฉันอาจจะช่วยได้”
“โห?”
มู่เหลี่ยงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แกล้งทำท่าประหลาดใจ
“เหตุใดถึงอยากช่วยพวกเรากัน?”
“เอ่อ…”
หยูเฟ่ยหยานนั้นพูดไม่ออก จะพูดได้เช่นไรว่าเธอนั้นปากไวไปเอง
เธอเป็นคนซื่อๆ แต่ก็ไม่ได้โง่เง่า จะพูดได้ไงว่าแม่ของเธอให้มาจับตาดูพวกมู่เหลียงเอาไว้
หากว่ากลับไปแล้วแม่ของเธอรู้เรื่องนี้เข้าเธอคงโดนทำโทษชุดใหญ่
“คุณหนูใหญ่ เป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น และใจดีกับทุกคนเสมอ”
สาวใช้รีบหาข้อแก้ตัวขึ้นเพื่อช่วยหยูเฟ่ยหยาน
“ก็..ก็อย่างงั้นแหละ”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนที่จะพูดอย่างนุ่มนวล
“ถ้าเช่นนั้นกระผมไม่เกรงใจแล้ว กระผมเองก็อยากมีใครสักคนชี้แนะให้เหมือนกัน”
การพูดคุยนั้นจำเป็นต้องมีชั้นเชิง เมื่อมีเป้าหมายอยู่แล้วจำเป็นต้องควบคุมบทสนทนาให้ได้สิ่งที่ต้องการ
“งั้นก็ฉันนี้แหละ ฉันเป็นถึงลูกสาวคนโตของนายหัวของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ หากจะตามหาใครสักคน คงไม่มีใครที่จะช่วยได้ดีเท่าฉันอีกแล้ว”
หยูเฟ่ยหยานนั้นพูดอย่างมั่นใจและแสดงฐานะของเธอโดยไม่ได้มีความรู้สึกดูถูก พวกมู่เหลียงเลย เพื่อที่เธอจะได้ซื้อใจพวกมู่เหลี่ยงได้
“เช่นนั้นก็รบกวนแล้ว”
มู่เหลี่ยงยิ้มน้อยๆ ออกมา
ตอนนี้เขาได้จุดเริ่มต้นแล้ว สำหรับทำทุกอย่าง
“เล็กน้อย ไม่ได้ลำบากอะไร”
หยูเฟ่ยหยานนั้นโบกมือไปมาอย่างเป็นกันเอง และเริ่มที่จะชักชวนพวกมู่เหลียง
“งั้นเราไปหาที่นั่งคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันดีกว่า”
“เห็นด้วย”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างแผ่วเบา
“กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์นั้นมีร้านอาหารดีๆ อยู่…สนใจไปที่นั่นไหม?”
หยูเฟ่ยหยานนั้นพูดขึ้นพร้อมกับเลียมุมปากนิดๆ
“เช่นนั้นโปรดนำทาง ฉันเองก็อยากจะลองลิ้มรสอาหารของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์เหมือนกัน”
มู่เหลียงตอบอย่างสุภาพ
“ฉันไม่ทำให้พวกนายผิดหวังแน่นอน ตามมา!”
หยูเฟ่ยหยานนั้นพูดขึ้นก่อนที่จะบิดตัวเล็กน้อยและเดินนำทางไป
มู่เหลียงก็เดินตามสาวผมแดงไปไม่ห่าง พร้อมกับเสี่ยวไกที่อยู่ไม่ไกลนัก
ระหว่างทางมู่เหลียงเองก็ได้พูดคุยกับหยูเฟ่ยหยานหลายอย่าง
จนกระทั้งมาถึงร้านอาหารที่อยู่ส่วนในของค่าย
มู่เหลียงมองไปยังอาคารไม้สองชั้น ซึ่งมีรูปร่างเหมือนกับโรงเตี๊ยมในหนังย้อนยุคที่โลกของเขา
เขาสั่งให้เสี่ยวไกรออยู่ข้างนอก แถวๆ มุมอาคาร ก่อนที่จะพาทั้งสองสาวเข้าไปในร้าน
ในร้านมีลูกค้าไม่กี่คน ขนาดที่นับหัวได้ ซึ่งทั้งร้านมีลูกค้าไม่ถึง 4 คน
ยังไงในโลกที่ล่มสลายไปแล้วแบบนี้ คงมีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถซื้ออาหารกินในร้านได้
มู่เหลียงและหยูเฟ่ยหยานนั้นนั่งลงที่โต๊ะ
แล้วมินโฮเองก็กำลังจะเดินเข้าไปนั่งโต๊ะด้วย แต่ถูกลี่เยว่ดึงแขนเอาไว้
ลี่เยว่มองลอดผ่านหน้ากากมองไปยังมินโฮ
ก่อนที่จะพูดอย่างเย็นชา
“สาวใช้ ห้ามนั่งร่วมโต๊ะกับเจ้านายหากไม่ได้รับอนุญาต”
ลี่เยว่กระซิบด้วยน้ำเสียงที่เบามากๆ แต่เธอรู้ว่าด้วยประสาทสัมผัสรับเสียงของมินโฮจะได้ยินอย่างชัดเจน
ก่อนที่มินโฮจะชะงักไปเล็กน้อย และมองไปยังลี่เยว่ด้วยสายตาที่เหมือนพูดว่า เกือบสร้างเรื่องแล้วสิ
“....”
สาวใช้ของหยูเฟ่ยหยานเองก็แอบชำเลืองมองการแต่งตัวของกลุ่มมู่เหลียง
และเธอก็ก้มมองไปดูเสื้อผ้าของตัวเองอีกครั้ง และพบว่ามันช่างต่างกันเหลือเกิน
หยูเฟ่ยหยานนั้นไม่รอให้เถ้าแก่ร้านมารับรายการอาหาร เธอตะโกนเสียงดังขึ้น
“เถ้าแก่!! ขอชุดใหญ่”
“ได้เลย ได้เลย!”
เถ้าแก่ที่พึ่งจะเดินเข้ามาก็ขานรับ และถอยออกไปทันที
หลังจากสั่งอาหารอย่างโผงผางแล้ว หยูเฟ่ยหยานก็หันไปมองสองสาวที่ติดตามมู่เหลี่ยงมาด้วย
ก่อนที่จะถามอย่างสงสัย
“ทำไมทั้งสองถึงไม่นั่งละ”
“มิได้ พวกเราเป็นข้ารับใช้ของนายท่าน ไม่สามารถนั่งร่วมโต๊ะได้”
ลี่เยว่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“โห? ข้ารับใช้สาวงั้นหรอ”
หยูเฟ่ยหยานพูดขึ้นอย่างสนใจ
เธอมองไปยังเสื้อผ้าและหน้าตาของสองสาว และก้มมองดูเสื้อผ้าของตัวเอง
ขนาดเสื้อผ้าของสาวใช้ยังดูดีกว่าเสื้อของเธอเสียอีก ทั้งประณีตกว่า และดูสะอาดกว่า
สาวผมแดงชะงักไปเล็กน้อย
“....”
สาวใช้เองก็เอามือไปสะกิดหลังของหยูเฟ่ยหยานเพื่อเรียกสติ
“เด็กน้อย…เอารูปนั้นออกมา”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก
“ค่ะ”
มินโฮพยายามฝืนความเขินอาย ก่อนที่จะหยิบกล่องไม้ออกมาจากห่อผ้า และยื่นให้มู่เหลี่ยงทั้งสองมือ
มู่เหลี่ยงเปิดกล่องไม้ออก และหยิบรูปออกมา และส่งให้หยูเฟ่ยหยาน
“สิ่งนี้คือ?”
หยูเฟ่ยหยานถามด้วยความสงสัย
“นี้คือคนที่พวกเรากำลังตามหา และนี้คือภาพเหมือนของคนผู้นั้น”
มู่เหลียงตอบอย่างนุ่มนวล
หยูเฟ่ยหยานนั้นเอานิ้วขึ้นมาหมุนปลายผมของเธอเล่น ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจ
“ภาพเหมือนงั้นหรอ คงยากหน่อยที่จะตามหาคนจากรูปวาดเพราะรูปคงต่างจากตัวจริง”
“ลองดูก่อนไม่เสียหาย”
มู่เหลียงไม่อธิบายอะไรเพิ่มและให้หยูเฟ่ยหยานคลี่รูปดูก่อน
“เอางั้นก็ได้ ฉันจะดู”
หยูเฟ่ยหยานนั้นกางแผ่นผ้าออกทันที
หลังจากที่เห็นภาพเธอก็ตกตะลึงไปพักหนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้น
“ภาพวาดนี้เหมือนจริงมาก เป็นฝีมือวาดของยอดจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ยังงั้นหรอ?”
“ใช่ นี้เป็นผลงานของจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ เขาพิเศษกว่าคนอื่นมาก”
มู่เหลี่ยงกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์
เมื่อลี่เยว่กับมินโฮได้ยิน ก็ถึงกับก้มหน้าและอมยิ้ม
หยูเฟ่ยหยานจดจำคนในรูปได้ทันที ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นและถามต่อ
“ฉันถามได้ไหมว่าคนในภาพนี้เป็นใคร”
“คนผู้นี้เป็นพี่สาวของคนในครอบครัวกระผมเอง แต่เพราะเหตุผลบางอย่างทำให้ต้องพลัดพรากจากกัน”
หลังจากมู่เหลี่ยงพูดจบ เขาก็รู้สึกได้เลยว่าชายเสื้อของเขาถูกกระตุกเบาๆ
“ครอบครัว?”
มินโฮพูดเบาๆ ก่อนที่จะเม้มปาก ทำตาปรือ และจิกชายเสื้อไว้แน่น
“เข้าใจแล้ว…เดียวฉันจะส่งคนออกไปตามหาให้”
หยูเฟ่ยหยานพยักหน้ารับและส่งรูปคืนกลับมา
“เป็นพระคุณอย่างมาก”
มู่เหลียงรับภาพก่อนที่จะนำมันใส่กล่องไม้
“แล้วพวกท่านมาจากเมืองใด”
หยูเฟ่ยหยานนั้นได้รับคำขอจากมู่เหลียงไปแล้ว จึงเริ่มสอบถามเรื่องของมู่เหลียงทันที
“บอกได้ไหม ว่าโลกภายนอกค่ายแห่งนี้เป็นเช่นไร”
“พวกเรามาจากเมืองเต่าทมิฬ”
มู่เหลี่ยงนึกออกแต่ชื่อของเต่าหิน และพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ทราบว่าคุณหนูต้องการจะรู้เรื่องใดกัน”
“????”
ทั้งลี่เยว่และมินโฮนั้นต้องอึ้งจนอ้าปากค้าง แน่นอนว่าทั้งคู่รู้ว่ามันคือชื่อของเต่าทมิฬน้อย
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved