ตอนที่ 107

เวลานี้เจ้าเมืองสิบขั้นทั้งหมด กำลังรวมตัวกันที่กระโจมหนังสัตว์

“พวกเขากำลังมา”

พวกเขาเห็นกลุ่มคนกำลังเดินลงมาจากแผ่นหิน ที่ลงมาจากหลังของสัตว์อสูรยักษ์

“อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นผู้ตื่นพลังปฐพีขั้น 6 ถึงทำแบบนี้ได้”

เจ้าเมืองคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำ

“ระวังตัวเอาไว้ พวกเรายังไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของพวกเขา”

หว่านเอ่อตู้พูดขึ้น

ตอนนี้เขากำลังหวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะมาเพื่อที่จะปล้นชิงเมืองสิบขั้น

การปะทะกันระหว่างขุมอำนาจที่ตั้งตัวเองเป็นเมืองได้นั้นน่ากลัวเกินไป และสร้างความเสียหายใหญ่หลวง

เยี่ยลี่ยี่เองก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และรู้สึกได้ถึงความอันตรายจากชายหนุ่มที่อยู่ตรงกลางของกลุ่มนี้

รูม่านตาของเธอหดเล็กลง จิตใจของเธอเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เธอคิดในใจว่า ชายคนนี้อันตรายเกินไป น่ากลัวยิ่งกว่าหว่านเอ่อตู้

มู่เหลียงได้พาหยู่ฉินหลานมาพร้อมกับมินโฮ เว่ยหยูหลัน พร้อมกับกลุ่มของเว่ยกัง

“ต้องขออภัยด้วยที่ปล่อยให้ทุกคนต้องรอคอย”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“ไม่เลย พวกเราเองก็พึ่งมาถึงเหมือนกัน”

หว่านเอ่อตู้นั้นถึงกับมุมปากกระตุก และยิ้มออกมาอย่างแข็งๆ

“นี่คือเจ้าเมืองเต่าทมิฬของพวกเรา”

หยู่ฉินหลานผายมือไปทางมู่เหลียง และแนะนำตัวตนของเขาให้ทุกคนรู้จัก

“กระผมนามว่าหว่านเอ่อตู้ เป็นหนึ่งในเจ้าเมืองสิบขั้น ขอกล่าวต้อนรับท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬ”

หว่านเอ่อตู้กล่าวขึ้นพร้อมกับพินิจพิจารณาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า

การพบกันครั้งแรกของเจ้าเมืองหนุ่มเมืองเต่าทมิฬสร้างความประหลาดใจให้เขาหลายส่วน และดูพิเศษมากๆ ทั้งดูสูงส่ง และกิริยาท่าทางที่ต่างจากคนทั่วไป

“ต้องขออภัยด้วย”

มู่เหลียงยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยขอโทษ และมองสบตากับหว่านเอ่อตู้ด้วยแววตาสีดำดูมีมนขลัง

“ไม่เป็นไร พวกเราถือว่าเป็นเกียรติ”

หว่านเอ่อตู้ถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว และหลบสายตาอย่างรวดเร็ว

เขาไม่สามารถสบตากับชายหนุ่มตรงหน้านี้ได้ เขารู้ทันทีว่าชายคนนี้ไม่ได้อ่อนแอกว่าเขา

ในฐานะผู้ที่อยู่ครึ่งขั้นสู่ขั้น 6 หว่านเอ่อตู้นั้นรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เขาสัมผัสได้จากชายหนุ่มคนนี้คืออะไร

อย่างน้อยๆ ชายหนุ่มคนนี้ก็ทัดเทียดหรืออาจจะอยู่ในขั้น 7 ด้วยซ้ำ

“เชิญทุกคนเข้ามาก่อน”

หว่านเอ่อตู้เมื่อคิดได้ก็ ก้าวออกไปอย่างนอบน้อม และเชิญพวกมู่เหลียงเข้ากระโจมหนังสัตว์ทันที

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างสุขุม และนำหน้าเข้าไปในกระโจมก่อน เมื่อเข้าไปถึงเขาก็เห็นมีโต๊ะยาวสองฝั่ง ตั้งขนานกัน

บนโต๊ะฝั่งหนึ่งมีอาหารจัดว่างอยู่ทั้งเนื้อย่างและซุปเนื้อ

และอีกฝั่งหนึ่งก็มีอาหารแบบเดียวกัน เห็นได้ชัดเลยว่าจัดเตรียมเอาไว้ให้มู่เหลียง

ในเวลานี้เจ้าเมืองทั้งสิบก็ได้ไปนั่งลงที่โต๊ะอีกฝั่ง

“....”

เยี่ยลี่ยี่ถูกประกบโดยเจ้าเมืองแก่และหนุ่มสองคน

เธอนั้นนั่งให้ตัวเองเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้

“คูณหนู อยากมานั่งฝั่งนี้หรือไม่?”

หยู่ฉินหลานฉีกยิ้มอย่างเป็นมิตรและถามไปทางเยี่ยลี่ยี่อย่างเชื้อเชิญ

“ไม่ดีกว่า ขอบคุณ”

เยี่ยลี่ยี่ฝืนยิ้ม ในขณะเดียวกันที่ใต้โต๊ะเจ้าเมืองทั้งสองจับแขนของเธอไว้แน่น

หยู่ฉินหลานยิ้มและไม่พูดสิ่งใดอีก เธอพอจะเข้าใจสถานการณ์ของหญิงสาวผู้นี้ว่ากำลังเผชิญอะไรอยู่

มินโฮกับเว่ยหยูหลันนั้น จัดการนำอาหารที่จัดวางบนโต๊ะออก และนำอาหารที่เตรียมมาวางแทน

กลิ่นหอมของอาหารที่มินโฮเตรียมมานั้นหอมฟรุ้งขึ้นมาทันที และอบอวนไปทั่วกระโจมหนังสัตว์

ทั้งกลิ่นของผัก เนื้อ และมีกลิ่นของใบชาบางๆ ด้วย

“อาหารพวกนี้มัน….ดูละเอียดอ่อนมาก”

“นี้มันจะฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว สองคนกลับมีอาหารสิบจาน”

“ฉันเคยไปเมืองใหญ่มาก่อน อาหารพวกนี้ดูดีกว่าอาหารในเมืองใหญ่ๆ เสียอีก”

หว่านเอ่อตู้ และเจ้าเมืองทุกคนมองไปยังอาหารที่ดูเลิศรส ที่ทางมู่เหลียงเตรียมมาเอง

ก่อนที่พวกเขาจะก้มมองลงดูเนื้อย่างและซุปเนื้อตุ๋นที่เตรียมเอาไว้ และรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก

“งั้นเริ่มกินกันเถอะ และจะได้พูดคุยกันไปด้วย”

มู่เหลียงหยิบตะเกียบขึ้น และคีบเนื้อผัดเข้าปาก กลิ่นหอมเนื้อผสมกับชาโชยออกมาบางๆ กระตุ้นต่อมรับรสของทุกคน

มู่เหลียงลองใส่ใบชาประกายแสงลงไปในอาหารด้วย เขานำมาผัดกับเนื้อทำให้รสชาติของมันดูสดชื่นขึ้น

เมื่อลองแล้ว มู่เหลียงก็จึงสอนสูตรเมนูอาหารนี้ให้กับมินโฮทันที และฝึกให้สาวน้อยหัดทำ

และมินโฮยังนำใบชามาผสมและสร้างเครื่องปรุงสูตรของเธอขึ้นมาเองอีกด้วย

อาหารสิบอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะของมู่เหลียงนั้น สามจานมาจากมินโฮ ส่วนเจ็ดจานที่เหลือเป็นสิ่งที่มู่เหลียงสอนให้ทำ

“ได้ เรามาเริ่มกินกันเถอะ”

หว่านเอ่อตู้นั้นหยิบมีดขึ้นมาด้วยท่าทางเกร็ง และไม่อยากจะกินเนื้อย่างที่เตรียมมาสักเท่าไหร่

แม้จะถือเนื้อย่างอยู่ในมือแล้วก็ตาม แต่เขาก็ไม่อาจจะกัดหรือกินมันได้ เพราะความรู้สึกอยากอาหารนั้นไปอยู่ที่อาหารฝั่งมู่เหลียงหมดแล้ว

แต่ในฐานะที่มีแขก เขามักจะมอบเนื้อชิ้นใหญ่ไว้บนโต๊ะฝั่งแขก เพื่อแสดงถึงน้ำใจ และแสดงถึงฐานะความร่ำรวยของเจ้าบ้าน

แต่เวลานี้กลับกลายเป็นว่าอาหารที่พวกเขาเตรียมมา ไม่สามารถสู้อาหารที่มู่เหลียงเตรียมมาได้เลย

อีกอย่างในฐานะเจ้าเมืองสิบขั้นพวกเขานั้นไม่ได้อยู่ในจุดที่กินเพื่ออยู่อีกแล้ว แต่กินเพื่อลิ้มรสชาติ และพวกเขาจะเลือกกินแต่ของดีๆ ซึ่งเทียบกับอาหารของมู่เหลียงแล้ว อาหารที่เตรียมมาเหมือนกับอาหารของคนรับใช้

“หือ…น้องเล็ก ไหนถึงปรับเปลี่ยนสูตรการทำอาหารจานนี้อีกแล้ว”

มู่เหลียงขณะที่กินผัดกะหล่ำปีก็พูดขึ้น เพราะลิ้นของเขาสัมผัสได้ถึงรสเผ็ดเล็กน้อย

“พอดีฉันเจอพืชชนิดหนึ่ง มันคล้ายๆ กับพริกที่มู่เหลียงเคยบอกเอาไว้ ก็เลยลองเอามาใส่ดู”

มินโฮพูดอย่างขี้เล่น

“ดี คราวหน้าจะได้ลองเอาสิ่งนั้นมาผัดกับเนื้อดูบ้าง”

มู่เหลียงเอ่ยปากชม

พืชผลที่อยู่ใต้ร่มเงาของต้นชาเขียวประกายนั้นเติบโตได้รวดเร็วมาก และออกดอกออกผลตลอด

ยังมีพืชผักอีกหลายชนิดที่มู่เหลียงไม่รู้จักเติบโตในสวนของเขาด้วย

“อือ”

มินโฮจำสิ่งที่มู่เหลียงพูดขึ้นใจ

“....”

หว่านเอ่อตู้กับเจ้าเมืองคนอื่นๆ ยิ่งรู้สึกอยากอาหารน้อยลงเรื่อยๆ และไม่จับมีดหรือช้อนส้อมอีกเลย

สิ่งที่ทั้งสองพูดกันอยู่ ยังอยู่ในขอบเขตมนุษย์รึป่าว?

อาหารทุกจานถูกปรุงอย่างดี และเปลี่ยนสูตรหลายครั้ง?

และที่สำคัญพวกเขามีผักใบเขียวกิน

หว่านเอ่อตู้และคนอื่นๆ เริ่มมองหน้ากันด้วยความอิจฉาในความร่ำรวยของมู่เหลียง ที่สามารถกินผักสีเขียวได้ทุกวัน

“เอ้าทุกท่าน…ทำไมไม่กินอะไรเลยล่ะ”

มู่เหลียงเมื่อกลืนกะหล่ำปีลงคอไปแล้ว ก็แกล้งพูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“อาหารที่เตรียมมาไม่ถูกปากงั้นหรอ?”

หยู่ฉินหลานวางตะเกียบลง ด้วยท่าทางอ่อนช้อย พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างเปล่งประกาย แววตาของเธอนั้นดูราวกับนางพญา และจับจ้องไปยังฝั่งตรงข้าม

หากยอมที่จะรับไมตรีจากพวกเขาแต่แรก ก็จะได้กินอาหารเช่นนี้แล้ว

“พวกเราไม่หิวเท่าไร…”

หว่านเอ่อตู้วางมีดและส้อมลงก่อนที่จะถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

“ไม่ทราบว่า ท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬต้องการจะหารืออะไรกับพวกเราหรือไม่?”

เขาตัดสินใจเข้าประเด็นหลักทันที และต้องการรู้เจตนาของอีกฝ่าย เพราะเขาต้องรีบพาตัวเองออกไปจากที่นี่ก่อนที่ความอยากอาหารของเขาจะระงับไม่อยู่

“พวกเราเดินทางมาไกลจากเมืองเต่าทมิฬ และต้องการเสบียงเพิ่มเพื่อเดินทางต่อ”

มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ

อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร อาหารมื้อนี้ได้แสดงให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเมืองของเขาเหนือกว่าขนาดไหน และขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายจะตอบโต้ยังไง

“โอ้ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่รู้ว่าท่านต้องการเสบียงแบบไหนกัน และไม่รู้ว่าเมืองของเราจะมีสิ่งที่ท่านต้องการหรือไม่”

หว่านเอ่อตู้ตอบคำถามพร้อมกับหรี่ตาลง

“มีพวกสัตว์อสูรที่มีชีวิต ผ้า หรือพืชผลบ้างไหม?”

มู่เหลียงเอ่ยถามถึงของสามสิ่ง

“สัตว์อสูรที่มีชีวิตงั้นหรอ?”

หว่านเอ้อตู้พูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ และแตะไปที่ข้อมือของตัวเอง

แล้วงูสีขาวตัวเล็กๆ ก็โผล่หัวออกมาจากแขนเสื้อของหว่านเอ่อตู้

“ดูเหมือนว่าท่านผู้อาวุโสจะมีสัตว์เลี้ยงที่น่าสนใจอยู่ด้วย”

มู่เหลียงพูดอย่างไม่รีบร้อน

เขาเห็นงูตัวน้อย และมองดูมันอย่างระมัดระวัง สีของมันสวยมาก

“ไม่รู้ว่าท่านคิดเช่นไรกับงูน้อยตัวนี้”

หว่านเอ่อตู้นำงูสีขาวขึ้นมาเล่นในมือ

เขาเจองูตัวนี้และรับเลี้ยงมันมานานหลายปี และให้มันอยู่ข้างกายในช่วงฤดูหนาวเสมอ เพื่อให้ความอบอุ่นกับมัน

“แล้วสิ่งนี้สามารถแลกเปลี่ยนได้หรือไม่?”

มู่เหลียงถามด้วยความสนใจ และยิ้มออกมาจางๆ

“ไม่ๆ งูน้อยนี้ไม่ใช่ของแลกเปลี่ยนซื้อขาย แต่เป็นของส่วนตัว”

หว่านเอ่อตู้กล่าวพร้อมกับส่ายหัว

เขารีบนำงูน้อยกลับเข้าไปในแขนเสื้อทันที และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูแก่ๆ ของเขา

“ฉันยังมีงูตัวน้อยที่บ้านอีกหลายตัว ซึ่งพอที่จะเอามาแลกเปลี่ยนซื้อขายได้ หากว่าท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬสนใจ”

หว่านเอ่อตู้นี้ชอบเลี้ยงงู และเลี้ยงไว้มากมายหลายตัวจนมันเพาะลูกออกมาเต็มไปหมด มีงูมากพอที่เขาจะทำซุปเนื้องูได้

และสำหรับเขาก็คิดว่างูพวกนี้ก็ไม่ต่างจากอาหารที่เอาไว้ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้

(พรุ่งนี้งดนะครับ แจ้งก่อนเพราะแปลลงไม่ทันจริงๆ งานประจำเยอะมาก กำลังรีบเคลียให้จบเพื่อกลับมาลงได้ตามเดิม ขออภัยด้วยครับ หากใครไม่อยากรอนาน ก็ดองไว้อ่านวันเสาร์ อาทิตย์จะดีกว่าครับ)