ตอนที่ 125

รุ่งเช้า

ที่เนินสูงบนหลังของเต่าทมิฬ ในห้องโถงของคฤหาสน์ เวลานี้ระดับบัญชาการทั้งหมดได้รวมกันที่ห้องโถงแห่งนี้

มู่เหลียงนั่งลงบนเก้าอี้ของประธาน โดยมีสาวใช้ยืนอยู่ด้านหลัง

หยู่ฉินหลานนั่งทางซ้าย โดยมีหยู่เฟ่ยหยานนั่งถัดไปข้างๆ

ทางขวามือของเขาเป็นมินโฮ ลี่เยว่ และโหย่วเฟ่ย

ลี่ลี่ไม่ได้รวมโต๊ะด้วย และยืนอยู่หลังลี่เยว่แทน

เธอยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ และยังต้องการตามหาหยางปิงอยู่

สำหรับเรื่องน้ำตานางฟ้านั้นเธอได้สอบถามทุกอย่างกับโหย่วเฟ่ยหมดแล้วเมื่อคืน

และรู้แล้วว่าผลของมันรักษาโรคผีมายาไม่ได้ แต่สามารถยับยั้งการแพร่ของเชื้อได้ดี

แต่ถึงแบบนั้นลี่ลี่เองก็ดูพอใจไม่น้อย แต่เธอก็ยังลังเลอยู่ว่าจะอยู่ที่เมืองเต่าทมิฬดีหรือไม่

มู่เหลียงชำเลืองมองดูโหย่วเฟ่ย และเห็นว่าลี่เยว่ส่ายหัวเบาๆ แค่นั้นเขาก็พอจะเข้าใจที่เธอจะสื่อความหมาย

เขาโบกมือให้เว่ยกังมายืนใกล้ๆ โต๊ะประชุม พร้อมกับพูดขึ้น

“หาที่นั่งก่อน อย่ายืนเลย”

“ขอรับ”

แววตาของเว่ยกังฉายออกถึงความสุข การที่มู่เหลียงให้เขานั่งลงในโต๊ะประชุมนั้นแปลว่า เขาถูกยอมรับในระดับหนึ่งแล้ว

“พื้นที่บนหลังของเต่าทมิฬน้อยนั้นใหญ่ขึ้นแล้ว เพราะงั้นในวันนี้พวกเราจะหารือกันเรื่องแผงผังเมืองในอนาคต”

มู่เหลียงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

ก่อนที่จะเริ่มประชุมเขาเองก็ได้วางแผนผังเมืองคร่าวๆ ไว้แล้ว และได้วางโครงสร้างเผื่อไว้ในอนาคตหากขนาดตัวของเต่าทมิฬขยายขึ้นอีก

“ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหาผลึกสัตว์อสูรงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ

เพราะที่ผ่านมาพวกเธอทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะหาผลึกสัตว์อสูรให้กับมู่เหลียง

“แผนการก่อนหน้านี้ได้จำนวนผลึกสัตว์อสูรไม่น่าพอใจสักเท่าไร”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับส่ายหัว

เขาไม่ต้องการที่จะไปยังสถานที่ใหม่เพื่อเปิดการแลกเปลี่ยนอีกแล้ว แต่อยากให้คนอื่นมาถึงหน้าประตูบ้านเขาเพื่อขอแลกเปลี่ยนแทน มันจะปลอดภัยที่สุด

หากคำนวนรายได้ที่ได้รับจากการค้าขาย มู่เหลียงรู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองแรงเกินไป และรายได้ไม่แน่นอน

“แล้วนายคิดว่ายังไง”

หยู่ฉินหลานถามพร้อมกับเปิดสมุดบันทึกส่วนตัวของเธอขึ้นมา

“ฉันคิดว่าเราต้องให้คนอื่นมาทำการค้าขายกับเมืองเต่าทมิฬเองมากกว่า”

มู่เหลียงตอบทันที

คำตอบนี้ทำให้นัยน์ตาของหยู่ฉินหลานเบิกกว้าง

“ถ้าพวกเขาเหล่านั้นเข้ามาสร้างความวุ่นวายแทนล่ะ”

มู่เหลียงยิ้มอย่างใจเย็น

“ใจเย็นๆ”

ก่อนที่เขาจะกุมมือของหยู่ฉินหลานที่นั่งข้างๆ อย่างอ่อนโยน

“อย่าได้กังวลไป พวกเขาทำอะไรเราไม่ได้หรอก”

มู่เหลียงเริ่มคิดถึงพื้นที่ตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขาย ที่แยกออกไปจากจุดที่อยู่อาศัยของเมือง กันไม่ให้เกิดผลกระทบอะไรกับตัวเมืองในอนาคต

ต่อไปผู้คนมากขึ้น สิ่งของจำเป็นในการใช้ชีวิตก็ต้องใช้มากขึ้นเป็นปกติ และไม่สามารถลดได้ เพราะฉะนั้นการค้าขายจึงจำเป็นต่อทั้งคนในเมืองและตัวเมืองเอง

“แต่มันจะเร็วเกินไปรึป่าว? เรายังไม่มีสินค้าขายมากขนาดนั้น”

หยู่ฉินหลานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

เธอคิดว่าควรรอให้เมืองใหญ่กว่านี้อีกหน่อย และเพิ่มกำลังผลิตให้มากขึ้น มีสินค้ามากพอที่จะเปิดขายให้กับทุกเมือง

“ไม่ต้องคิดมาก ตราบใดที่เราขยายพื้นที่เพาะปลูกได้ เราก็จะมีอาหารเหลือกินเหลือใช้มากมาย”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับยิ้ม

“เราไม่ได้ขาดแคลนสินค้าสำหรับขายเลย”

เมื่อคืนที่ผ่านมาเขาได้เอาผลึกสัตว์อสูรทั้งหมดมาเพิ่มระดับให้กับเต่าทมิฬ และยังเพิ่มระดับให้กับสิ่งที่ฝึกเลี้ยงไว้อีกด้วย

ต้นชาเขียวประกายเองก็ได้รับการวิวัฒนาการเป็นระดับ 7 ทำให้อาณาเขตแสงดาวนั้นทรงอนุภาพมากขึ้น ทำให้พืชผักเติบโตได้เร็วขึ้น

“แล้วเรื่องความปลอดภัยล่ะ”

ลี่เยว่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นๆ

“นั่นก็คือสิ่งที่ฉันกำลังจะพูดต่อจากนี้”

มู่เหลียงเปลี่ยนสีหน้าและดูจริงจังขึ้น

เขาตรวจดูทุกอย่างและเตรียมการไว้แล้ว

“สัตว์อสูรที่ฉันเลี้ยงเอาไว้จะดูแลพื้นที่รอบนอกเมืองเต่าทมิฬ แล้วภายในเมืองจะให้ทีมของเว่ยกังดูแล เนินสูงจะอยู่ในการรับผิดชอบของลี่เยว่”

เต่าทมิฬนั้นตัวใหญ่พอที่จะไม่ต้องกลัวการบุก และถูกโจมตี แต่เรื่องหัวขโมยที่แอบปีนขึ้นมาดูจะน่ากลัวมากกว่า

“ขอรับ”

เว่ยกังขานรับหน้าที่ใหม่

“ไว้ใจได้”

ลี่เยว่พยักหน้าตอบ

“สำหรับพื้นที่อื่น ค่อยจัดแจงเพิ่มที่หลัง เมื่อมีคนสนใจอาสามากกว่านี้”

มู่เหลียงพูดด้วยความหนักใจ

เขายังไม่สามารถหาสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมาเลี้ยงได้ เพื่อที่จะเติมเต็มกำลังรบที่ขาดหายไป

ลี่ลี่เม้มริมฝีปาก และยกมือขึ้นช้าๆ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“ให้ฉันช่วยไหม”

หากเธอไม่ช่วยงานอะไรตอบแทนสักอย่างหลังจากรับหยดน้ำตานางฟ้ามาแล้ว เธอคงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่

“งั้นเธอช่วยดูแลพื้นที่เนินสูงด้วยแล้วกัน”

มู่เหลียงยิ้มและพูดอย่างเป็นกันเอง

พื้นที่สำคัญที่สุดของเมืองเต่าทมิฬคือพื้นที่เนินสูง เพราะงั้นมันก็ควรเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด

และอย่าลืมว่ามันคือที่อยู่ของเจ้าเมืองอีกด้วย

“แล้วฉันล่ะ”

หยู่ฉินหลานถามด้วยท่าทางอ่อนชอย

“สองแม่ลูกหยู่รับหน้าที่ดูแลพื้นที่การค้า”

มู่เหลียงให้สองแม่ลูกที่มีประสบการณ์ในการคุมการแลกเปลี่ยน ไปจัดการเรื่องพื้นที่การค้าแทน

“แค่เราสองคนงั้นหรอ?”

หยู่ฉินหลานกระพริบตาด้วยความสงสัย

หากว่ามีเพียงเธอกับลูกสาวสองคน จะเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมสถานการณ์วุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ตอนที่มีคนนอกเข้ามาซื้อขายในเมือง

“พวกหัวขโมยที่จับมาได้จะคอยช่วยงานเธอเอง”

มู่เหลียงตอบเขาวางแผนเอาไว้หมดแล้ว

“แล้วพวกมันจะไว้ใจได้งั้นหรอ?”

หยู่ฉินหลานท้วงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะกลัวว่าคนเหล่านี้จะสร้างปัญหาให้เธอ

“ไม่ต้องกังวลพวกมันจะเชื่อฟังที่เธอพูด”

มู่เหลียงหรี่ตาลงและพูดอย่างมีเลศนัย

แค่ให้มาช่วยเหลืองานสักระยะจนกว่าเขาจะมีคนเพียงพอ

“แล้วเรื่องพื้นที่นอกรอบจะทำพื้นที่การค้าล่ะ”

“หยู่เฟ่ยหยานถามต่อด้วยความสงสัย

เธอนั่งฟังมาสักพักแล้ว และคิดตามเรื่องพื้นที่การค้าที่พื้นที่รอบนอกเมือง เพราะต่อจากนี้พวกเธออาจจะต้องย้ายไปอยู่แถวนั้นแทน

“เรื่องการแลกเปลี่ยนซื้อขายนั้นสินค้าเหมือนกับพื้นที่อยู่อาศัยแต่ราคาจะมากกว่า 2 เท่า และคลังสินค้าจะมาจากที่เดียวกัน”

ไม่มีทางที่มู่เหลียงจะไม่หากำไรจากงานนี้ และเพิ่มราคาเป็นสองเท่าในพื้นที่การค้า เพื่อกระตุ้นให้ประชากรภายในเมืองนั้นออกไปทำมาค้าขายที่ส่วนนอก

“แล้วเราจะไม่แยกการแลกเปลี่ยนระหว่างสองพื้นที่หน่อยหรอ”

หยู่ฉินหลานถามต่อด้วยความสงสัย

“งั้น เอาเป็นแบบนี้แล้วกัน”

มู่เหลียงพยักหน้า

เขากำหนดให้สินค้าที่ขายระหว่างสองพื้นที่นั้นเหมือนกัน แต่สิทธิ์ในการขายนั้นต้องอยู่ในการดูแลของคฤหาสน์เจ้าเมือง

ส่วนคนที่ต้องการตั้งร้านค้าขายของเอง ก็อาจจะให้เข้ามาตั้งแผงลอยขายไปก่อนจนกว่าจะหาพื้นที่จัดการเรื่องนี้ได้

แต่หากใครเอาของจากเมืองไปขายและสร้างกำไรส่วนต่างเอง มู่เหลียงจะจับมันผู้นั้นขังคุก ละใช้แรงงานอย่างหนัก

“มีแต่งานยุ่งยากอีกแล้วสินะ”

หยู่ฉินหลานบ่นพร้อมกับม้วนผมเล่นเช่นเดิม

เธอพบว่าหลังจากที่มาอยู่ในเมืองเต่าทมิฬแล้ว เธอไม่เคยมีเวลาว่างเลยสักวันเดียว ยุ่งยิ่งกว่าตอนเป็นนายหัวของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์เสียอีก

แน่นอนว่าการทำงานต่างๆ ภายในเมืองเต่าทมิฬนั้นจะเหนื่อย แต่เธอกลับรู้สึกชอบ และสนุกไปกับมัน

แม้บางครั้ง เธออยากจะนั่งพักใต้ต้นชา พร้อมกับจิบชาประกายแสงไปด้วย และหาใครสักคนนั่งคุยเล่นกับเธอ

“ทนหน่อยแล้วกัน ให้ผ่านช่วงแรกไปก่อน”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจเหมือนกัน

เขาต้องหาคนที่มีความสามารถมาเพิ่มในเมืองเต่าทมิฬให้จงได้ หากว่าจะอาศัยกำลังของสองแม่ลูกหยู่อย่างเดียวคงจะน่าเกียจเกินไป